บทที่ 3 บุตรชายคนที่สามแห่งผู้บัญชาการปรภพ
ม่านเมฆาสีขาวนวลตา เปล่งประกายงามสง่า เบื้องหน้าคือบัลลังก์มหาเทพผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นประมุขฟ้าดิน ร่างกายอันสมส่วนสูงโปร่ง พลันร่อนกายลงเบื้องหน้าของบัลลังก์
"ท่านพ่อ" เฟยหลิงหรงค้อมศีรษะเคารพผู้เป็นบิดา
"มาแล้วหรือ หลิงหรง" นัยน์ตาเย็นชาทอดมองบุตรของตน
"ขอรับ วันนี้ที่ภพมนุษย์ ข้าได้พบกับบุรุษผู้หนึ่ง คาดว่าเป็นทูตอเวจี แต่ลูกเองไม่แน่ใจนักว่าเขาผู้นั้นคือใคร"
"ทูตอเวจีเช่นนั้นหรือ?" มหาเทพเอ่ยปากด้วยความสงสัย
"ใบหน้าของเขาปกปิดด้วยหน้ากากครึ่งใบ" คิ้วงามขมวดมุ่นจนดูยุ่งเหยิง
"หน้ากากครึ่งใบ?" มหาเทพครุ่นคิดสักครู่ก่อนเอ่ยปาก
"เฉินหยางซื่อสินะ!"
"เฉินหยางซื่อ?" เฟยหลิงหรงเลิกคิ้วขึ้น จ้องมองใบหน้าของผู้ที่นั่งทอดกายบนบัลลังก์ด้วยความฉงน
"เขาคือบุตรชายคนที่สามของผู้บัญชาการปรภพ"
"เหตุใดลูกไม่เคยได้ยินนามของเขามาก่อน"
"หึ!! เจ้าจะไปรู้จักเขาได้อย่างไร ในเมื่อเขาเอาแต่เร้นกายใต้พิภพ ไม่แม้แต่จะออกมาสนใจโลกเบื้องหน้าเป็นเวลาสามหมื่นปีตั้งแต่ถือกำเนิด"
"สามหมื่นปี!!" ใบหน้างามเบิกกว้าง
"เหตุใดต้องเร้นกายนานถึงสามหมื่นปีอย่างนั้นเล่า เกิดเรื่องใดขึ้นเช่นนั้นหรือ?" คิ้วงามเลิกขึ้นอย่างมีคำถาม
"เรื่องนี้ข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก คาดว่าอาจเกี่ยวข้องกับหน้ากากครึ่งใบนั่น เอาเป็นว่าเจ้าได้พบกับเขาแล้ว ก็จงอยู่ให้ห่างจากเขาก็แล้วกัน เฉินหยางซื่อผู้นี้ใช่ใครจะตอแยกับเขาก็สามารถทำได้โดยง่าย"
"แล้วเหตุใดลูกจะต้องมีเหตุให้ใกล้กับเขากันละขอรับ"
"หึ ข้ารู้สึกว่าในเร็ววัน เจ้าอาจได้พบเจอกับเขา ดังนั้น เจ้าอย่าได้เที่ยวออกไปยังภพมนุษย์สุ่มสี่สุ่มห้าอีก หากเกิดเรื่องใดขึ้น ให้พี่ใหญ่ของเจ้าเป็นผู้จัดการ"
"ท่านพ่อ แต่ว่าข้าโตแล้วนะขอรับ เหตุใดยังต้องให้ข้าพึ่งพาแต่พี่ใหญ่ ศึกสงครามกี่คราล้วนเป็นข้าที่ออกนำทัพป้องกันแนวหน้า เหตุนี้แล้ว ลูกยังดูเป็นเด็กในสายตาของท่านอีกหรืออย่างไร" นัยน์ตาดอกท้อวูบไหวด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
"อีกไม่นาน เจ้าจะต้องลงไปเผชิญด่านเคราะห์เพื่อขึ้นเป็นเทียนจวิน[1] แห่งแดนสวรรค์ อย่าได้เที่ยวออกไปที่ใดให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น"
"แต่ว่าถึงคราของข้าที่ต้องดูแลรอยร้าวระหว่างพิภพแล้วนะขอรับ อีกอย่างวันนี้รอยร้าวเริ่มเปราะบาง ลูกเห็นเหล่าภูตผีมากมายพยายามแก่งแย่งกันออกมายังเมืองมนุษย์ แบบนี้ท่านจะให้ข้านิ่งดูดายอยู่ได้เช่นไรกัน" เฟยหลิงหรงนิ่วหน้า
"หลิงหรง เหตุใดจึงดื้อรั้นเช่นนี้เล่า ท่านพ่อห้ามเจ้าก็จะไม่เชื่อฟังเลยเช่นนั้นหรือ?" เสียงปริศนาเอ่ยปากกึกก้องทั่วท้องพระโรง
ร่างอันสูงโปร่งร่อนกายลงสู่เบื้องล่าง พลันค้อมศีรษะ "เฟยเลี่ยงหรูคารวะท่านพ่อ"
"พี่รอง ท่านมาได้อย่างไรกัน มิใช่ดูแลเขตแดนอยู่ทางทิศประจิม[2] หรอกหรือ?" เฟยหลิงหรงเอ่ย
"เจ้าเด็กดื้อ ทิศประจิมของข้ามีสิ่งใดน่าห่วงกัน ข้าได้ยินว่าเจ้าลงไปยังพิภพล่างเพื่อปิดรอยร้าวระหว่างภพเช่นนั้นหรือ เหตุใดจึงไปผู้เดียวเช่นนั้นเล่า" เฟยเลี่ยงหรูว่าพลางเอื้อมฝ่ามือลูบศีรษะของคนตัวเล็กกว่าอย่างนึกเอ็นดู
"ท่านพี่ ไยชอบทำเหมือนข้าเป็นเด็ก ๆ กันเล่า นี่ตัวข้าอายุสองหมื่นปีแล้วนะ"
"สองหมื่นปี เจ้ายังเด็กนัก คราวหน้าหากต้องไปยังพิภพล่างอีก ต้องพาข้าหรือพาองครักษ์แดนสวรรค์ติดตามไปด้วยเข้าใจหรือไม่?" เฟยเลี่ยงหรูเอ็ดอีกฝ่ายอย่างไม่จริงจัง
"เอาละพวกเจ้าทั้งสอง ในเมื่อมากันแล้ว ข้าเองก็มีเรื่องจะแจ้งให้พวกเจ้าทราบ"
"ท่านพ่อมีเรื่องใดเช่นนั้นหรือ" เฟยเลี่ยงหรูช้อนสายตาขึ้นมองผู้ที่อยู่บนบัลลังก์สีขาวนวลตา
"อีกไม่นานน้องของเจ้าต้องลงไปยังเบื้องล่างเพื่อเผชิญด่านเคราะห์สามชาติ ข้าต้องการให้เจ้าช่วยออกตามหาอาวุธเทพทั้งสามอยู่เคียงข้างเขา"
"ตามหาอาวุธเทพเช่นนั้นหรือ?" เฟยหลิงหรงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาหวิว
"ท่านพ่อ แล้วเหตุใดท่านต้องให้หลิงหรงตามหาด้วยเล่า แบบนี้จะไม่ถือว่าไปขัดขวางการเผชิญด่านเคราะห์ของน้องหรืออย่างไร"
"หืม...เจ้าว่าขัดขวางการเผชิญด่านเคราะห์น้องของเจ้าเช่นนั้นหรือ นี่เป็นสิ่งที่เขาควรทำ ในเมื่อจะต้องขึ้นเป็นเทียนจวินแห่งแดนสวรรค์ ย่อมไม่มีสิ่งใดได้มาโดยง่ายดาย"
"แต่ท่านพ่อ!..."
"ลูกทราบแล้วขอรับ" ฝ่ามือเรียวเอื้อมแตะที่หลังมือของเฟยเลี่ยงหรูด้วยความแผ่วเบา พลางส่ายหน้าห้ามปรามการทัดทานของอีกฝ่าย
"หลิงหรง แต่เจ้ายังเด็กนัก การตามหาอาวุธเทพใช่จะเป็นเรื่องง่ายดาย อีกอย่างอาวุธเทพหายสาบสูญไปตั้งแต่สามหมื่นปีก่อน เจ้าจะไปตามหามันได้จากที่ใดกัน" เฟยเลี่ยงหรูขมวดคิ้วอย่างเคร่งเครียด
"เลี่ยงหรู หน้าที่ของเจ้าคือเฝ้ามองดูเขาอยู่ห่าง ๆ ช่วยเหลือน้องของเจ้าเมื่อยามจำเป็นเท่านั้น" เสียงทุ้มเอ่ยด้วยใบหน้าเรียบเฉย
"ท่านพ่อ อีกอย่างข้าได้ยินมาว่าบุตรคนที่สามของเฉินหยวนเยว่ กลับคืนสู่ปรภพแล้วหลังจากละทางโลกมานานสามหมื่นปี หลิงหรงลงไปเผชิญด่านเคราะห์จะสามารถจดจำว่าตนต้องตามหาอาวุธเทพ และเร้นกายจากบุตรชายผู้บัญชาการปรภพได้อย่างไร แบบนี้ท่านว่าจะเป็นอันตรายต่อหลิงหรงหรือไม่?"
"เลี่ยงหรูเจ้าจงวางใจ การลงไปเผชิญด่านเคราะห์ครานี้ น้องของเจ้าจะลงไปเงียบ ๆ เมื่อเขาอายุขัยครบสิบแปดปีเขาย่อมทราบหน้าที่ที่ต้องทำด้วยตัวเขาเอง"
"แจ้งข่าวไปยังสวรรค์ทั้งเก้าชั้นฟ้า บุตรชายคนที่สี่ของมหาเทพ เก็บตัวบำเพ็ญเพียรอีกสามร้อยปี ห้ามผู้ใดรบกวนตำหนักเทียนกวนเป็นอันขาด"
ว่าพลางท่อนแขนอันกำยำพลันสะบัดส่งพลังเวทด้วยความเร็วรี่ ลำแสงประปรายคล้ายดวงดารานับหมื่นพัน ลอยล่องพร่างพราวเต็มผืนฟ้า ร่องรอยการป่าวแจ้งกระจายไปทั่วทั้งดินแดนแห่งสรวงสวรรค์ เหล่าทวยเทพทั้งหลายต่างเอื้อมมือรับสาส์นสำคัญจากมหาเทพ เสียงสนทนาต่างแข่งขันพูดคุยกันระเบ็งเซ็งแซ่ พลอยดังก้องกังวานลงไปถึงพิภพเบื้องล่างโดยฉับพลัน
"นี่บุตรชายคนที่สี่ของมหาเทพกำลังฝึกบำเพ็ญเพียรเพื่อเตรียมตัวขึ้นเป็นเทียนจวินลำดับที่สี่ใช่หรือไม่?" วายุเทพเอ่ยปากหลังจากที่ตนได้รับสาส์น
"คงเป็นเช่นนั้น" เทพพิรุณเอ่ยตอบอีกฝ่าย
"จะเป็นไปได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าการขึ้นเป็นเทียนจวินนั้นจะต้องลงไปเผชิญด่านเคราะห์ที่พิภพเบื้องล่างหรืออย่างไรกัน?" วายุเทพนิ่วหน้าด้วยความฉงน
"เอาน่า ข้าว่ามหาเทพคงมีเหตุผลที่ต้องทำเช่นนี้"
"มหาเทพเองก็คิดตื้นเกินไปหรือไม่ เทพสงครามจะต้องขึ้นรับตำแหน่งเทียนจวินทั้งที เหตุใดจึงให้เขาเข้าฝึกบำเพ็ญเพียรอยู่บนสวรรค์เก้าชั้นฟ้า ทำเช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นการทำร้ายบุตรชายของตนหรืออย่างไร" วายุเทพเอ่ยปากอย่างไม่ใคร่เข้าใจ
"ท่านเองก็อย่าได้คิดแทนมหาเทพไป อย่างที่ข้าบอกว่ามหาเทพพระองค์คงมีเหตุผลของท่าน" เทพพิรุณเอ่ย
"หึ! เหตุผลหรือ ข้าว่าหวงบุตรชายคนที่สี่ยิ่งกว่าไข่ในหินเสียมากกว่า" วายุเทพแค่นยิ้ม
"เก็บตนบำเพ็ญเพียรเช่นนั้นหรือ?" ใบหน้าดุดันภายใต้หน้ากากแสยะยิ้ม หลังจากได้รับฟังคำรายงานจากภูตแสงเงา
"มหาเทพนะมหาเทพ ท่านคิดหรือว่าเรื่องแค่นี้ข้าจะมองไม่ออก บุตรชายคนที่สี่ของท่าน ช่างเป็นที่หมายตาของทั้งทวยเทพ และเหล่าชาวปรภพเสียมากกว่า หวงแหนบุตรชายยิ่งกว่าสิ่งใด ถึงขั้นกุเรื่องเช่นนี้เพื่อล่อลวงข้า หึ หึ" ภายใต้หน้ากากปรากฏรอยยิ้มเยียบเย็นอย่างมีแผนการ
"หยางซื่อ เจ้าจงฟังคำข้า บุตรมหาเทพผู้นี้จะต้องลงไปเผชิญด่านเคราะห์ที่ภพมนุษย์อย่างแน่นอน เจ้าจงออกตามหาบุรุษที่มีสัญลักษณ์ดอกบัวห้ากลีบริมกกหูซ้าย เพราะนั่นคือเขา เฟยหลิงหรง"
ดวงตาคมภายใต้หน้ากากครึ่งใบเคร่งขรึมขึ้นมา ในใจของเขารู้สึกปั่นป่วนทุกครั้งที่ได้ยินชื่อเรียกเฟยหลิงหรง เจ้าของใบหน้างามในคราแรกที่เขาได้พานพบเมื่อครั้งก่อนกลับไม่เคยเลือนหายไปจากจิตใจของเขาเสียที ทว่าตัวเขากลับต้องเฝ้าติดตามเพื่อนำตัวของอีกฝ่าย ส่งมอบให้แก่ผู้เป็นบิดาตนเองเช่นนั้นหรืออย่างไรกัน ภายในใจของเฉินหยางซื่อพลันเต้นดังกึกก้องด้วยความหวิวโหวงอย่างยากอธิบาย
"หยางซื่อ... หยางซื่อ... เฉินหยางซื่อ"
"ขอรับ" เฉินหยางซื่อสติหลุดออกจากภวังค์ในทันใด
"เจ้าได้ยินที่ข้าแจ้งเมื่อสักครู่หรือไม่ จิตใจของเจ้าล่องลอยไปถึงที่ใด เหตุใดการเก็บตัวสามหมื่นปีของเจ้าไม่ช่วยให้ดีขึ้นเลยเช่นนั้นหรืออย่างไรกัน" เสียงทุ้มเอ่ยตำหนิ
"ขออภัยท่านพ่อ ลูกทราบแล้วขอรับ ติดตามหาบุรุษที่มีร่องรอยกลีบดอกบัวห้ากลีบริมกกหูซ้ายขอรับ" เฉินหยางซื่อหลุบสายตามองต่ำ
"อืม...และจงอย่าได้ลืม ติดตามหาอาวุธเทพทั้งสามกลับมาพร้อมตัวเขาให้จงได้ หากเจ้าทำเรื่องนี้ยังไม่สำเร็จก็จงอย่าได้ก้าวเท้ากลับมายังใต้พิภพอีก"
"ลูกทราบแล้วขอรับ" ร่างกายอันสูงโปร่งกำยำพลันก้าวถอยห่างออกจากบัลลังก์โลหิตด้วยจิตใจที่สับสน ระคนไปด้วยคำถามมากมายอยู่ภายในหัว
เชิงอรรถ
1. ^ เทียนจวิน ~ จอมเทพปกครองสวรรค์เก้าชั้นฟ้า
2. ^ ทิศประจิม ~ ทิศตะวันตก
