บทที่ 2 บุตรมหาเทพ
“ทูลท่านผู้บัญชาการปรภพ เมื่อสักครู่บุตรของมหาเทพปรากฏกายท่ามกลางทางแยกระหว่างรอยเชื่อมของผืนพิภพขอรับ” ภูตไร้เงาเอ่ยปากรายงานต่อร่างอันสูงใหญ่ที่นั่งเอนหลังทอดกายอยู่บนบัลลังก์สีโลหิต ท่อนขาอันหนาแกร่งมีโซ่ตรวนเส้นหนาตรึงร่างไว้บนบัลลังก์
“หือ...บุตรมหาเทพเช่นนั้นหรือ?” เสียงทุ้มเอ่ยปากลอดหน้ากากที่ปกปิดทั้งใบหน้า
"ขอรับ"
“เฟย...หลิง...หรง ป่านนี้คงเติบใหญ่เป็นองค์ชายผู้สง่างามแล้วกระมัง” เสียงทุ้มใหญ่เอ่ยปากด้วยความเชื่องช้า ใบหน้าดุดันภายใต้หน้ากากเหยียดยิ้มอย่างมีแผนการ
“ท่านพ่อ!!” ร่างอันสูงโปร่งของบุรุษ เดินมุ่งหน้าตรงมายังบัลลังก์สีโลหิต ทางด้านภูตไร้เงาเมื่อเห็นว่าผู้มาเยือนคือใคร จึงขอตัวจากไปอย่างเงียบเฉียบ
“เฉินหยางซื่อ บุตรชายของข้า เจ้ากลับมาแล้วเช่นนั้นหรือ?"
“ขอรับ” เฉินหยางซื่อพลันลดกายนั่งคุกเข่า
“เจ้าลุกขึ้นเถิด” ร่างอันสูงโปร่งจึงลุกยืนขึ้นเต็มความสูง ตามเสียงบอกกล่าวของอีกฝ่าย
“ตอนนี้เจ้าคงอายุนับไปแล้วราวสามหมื่นปีสินะ"
“ขอรับท่านพ่อ ว่าแต่เหตุใดท่านจึงสนใจในอายุของข้ากัน”
“อายุสามหมื่นปี เฟยหลิงหรงก็คงอายุได้ประมาณสองหมื่นปีสินะ”
“เฟยหลิงหรง? ท่านพ่อหมายถึงผู้ใด” คิ้วเข้มอีกด้านที่ไม่มีหน้ากากปกคลุมใบหน้าเลิกขึ้นด้วยความฉงน
“จะเป็นผู้ใดไปได้กันเล่า ก็บุตรชายของมหาเทพอย่างไรล่ะ น้องเล็กเจ้านี่มุดหัวอยู่เพียงใต้พื้นพิภพมาเป็นเวลานาน ช่างไม่รู้ฟ้ารู้ดินเอาเสียเลย” เสียงบุรุษปริศนาเอ่ย
“จงเหลียนคารวะท่านพ่อ!”
“เฉินจงเหลียน ลมใดหอบเจ้ามาเช่นนั้นหรือ” เสียงทุ้มบนบัลลังก์เอ่ยปาก
“วันนี้ข้าเองได้ยินข่าวถึงเรื่องภูตผีจากปรภพหลุดรอดไปทำลายรอยต่อระหว่างภพภูมิ อันเป็นเหตุให้เหล่าทวยเทพโกลาหลยกใหญ่ เสียจนเทพสงครามเฟยหลิงหรงต้องลงมาเองเชียวหรือ”
“เทพสงคราม?” ใบหน้าคมภายใต้หน้ากากครึ่งใบแสดงความงุนงงต่อบทสนทนาเบื้องหน้า
“ช่างเถิดน้องเล็ก เจ้านี่ช่างไม่รู้สิ่งใด มิใช่ว่าเจ้าก็พบหน้าเขาแล้วเช่นนั้นหรือ” คิ้วหนาเลิกขึ้นด้วยความสงสัย
“อ้อ...เทพผู้นั้นเองหรือ ท่าทางช่างหยิ่งทระนงยิ่งนัก” เฉินหยางซื่อยกยิ้มเมื่อนึกถึงใบหน้าของอีกฝ่าย
“พวกเจ้าสองพี่น้อง จะพอกันได้หรือยัง” บุรุษที่นั่งปั้นหน้าเคร่งขรึมใต้หน้ากากพ่นลมหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่าย
“หยางซื่อ ข้ามีสิ่งหนึ่งให้เจ้าทำ”
“ขอรับ ไม่ทราบว่ามีสิ่งใด เชิญท่านพ่อแจ้งแก่ข้าได้เลยเถิด”
“เทพสงครามผู้นั้น เจ้าเคยพบหน้าเขาแล้วใช่หรือไม่?”
“ท่านหมายถึงบุตรมหาเทพผู้นั้นหรือ?”
“อืม...”
“ท่านพ่อ เหตุใดจึงต้องให้เขา ข้าก็อยู่ตรงนี้เหตุใดจึงไม่เป็นข้า” เฉินจงเหลียนตะเบ็งเสียงอย่างไม่พอใจ
“หือ...จงเหลียน เจ้าเอะอะโวยวายด้วยสิ่งใดกัน” ใบหน้าขรึมภายใต้หน้ากากเบนนัยน์ตาจ้องมองบุตรคนรองของตน
“ใช่ว่าข้าจะไม่มีสิ่งใดให้เจ้าทำ”
“ชะ...เช่นนั้นท่านต้องการให้ข้าทำสิ่งใดกัน?”
“ตามหาอาวุธเทพทั้งสาม เพียงแต่พวกเจ้าทั้งสองพี่น้อง รวมถึงพี่ใหญ่ของพวกเจ้าต้องช่วยกันตามหา”
“ตามหาอาวุธเทพ ท่านพ่อ นี่ท่านคิดว่าเราต้องทำเช่นไรจึงจะหาพบ มิใช่ว่าทางสวรรค์เองก็ทำหายสาบสูญตั้งแต่สงครามบรรพกาลหรอกหรือ ข้าเห็นเที่ยวตามค้นหามานานนับสามหมื่นปีก็ยังหากันไม่พบ”
“หึ ก็เช่นนั้นอย่างไรเล่า ข้าจึงต้องให้น้องของเจ้าเข้าไปเฝ้าติดตามเฟยหลิงหรง"
"ติดตาม!!" เฉินหยางซื่อโพล่งออกมาด้วยความประหลาดใจ
"เหตุใดต้องตื่นตกใจถึงเพียงนั้น หยางซื่อ ฝีมือของเจ้าหาได้ด้อยกว่าเฟยหลิงหรงไม่ จงหาวิธีเข้าใกล้บุตรมหาเทพผู้นั้น พาตัวเขากลับมาพร้อมอาวุธเทพทั้งสามให้จงได้"
"แต่ว่าท่านพ่อ เหตุใดต้องพาตัวเขามาพร้อมอาวุธเทพด้วยเล่า มิใช่ว่าต้องการตามหาเพียงอาวุธเทพหรอกหรือ?" เฉินหยางซื่อเอ่ย
"หยางซื่อ เจ้านี่ไม่รู้ความจริง ๆ ท่านพ่อของเราต้องใจบุตรมหาเทพผู้นั้นเช่นไรเล่า" เฉินจงเหลียนเหยียดยิ้ม
"ต้องใจ! ท่านพ่อไยท่านจึงต้องใจเขา?" เฉินหยางซื่อขมวดคิ้ว
"แล้วเหตุใดข้าจะต้องใจเขามิได้ เหล่าภูตในปรภพช่างน่าเบื่อยิ่งนัก ตัวข้าเองก็ถูกจองจำมานับสามหมื่นปี ทำได้เพียงมองดูเรื่องของทางโลกผ่านกระจกแปดทิศเท่านั้น ข้ามองหน้าเขาไม่ค่อยชัดเเจ้ง ในเมื่อมีสิ่งงดงามถือกำเนิดขึ้นมา คนที่จะได้ครอบครองจำต้องเป็นข้าแต่เพียงผู้เดียว" เสียงทุ้มเอ่ยลอดหน้ากาก พลางกดยิ้มที่มุมปากแสดงถึงความปรารถนาอันแรงกล้า
เฉินหยางซื่อนิ่วหน้า ลอบมองคนร่างใหญ่ผ่านหน้ากากใบหนาของผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นบิดา ภายในใจของเขารู้สึกหวั่นวิตกอย่างไม่ทราบสาเหตุ
"เฟยหลิงหรง!"
เชิงอรรถ
1. ^ 1 จั้ง (10 ฉื่อ) = 20 นิ้ว
