ลืมตาตื่นกลางงานเต้นรำ พร้อมบทละครฉากใหญ่ 3
ซ่งชิงเยี่ยนหันขวับไปชี้ที่ร่างของไป๋ลู่หลิน “แต่ทุกคนลองดูสภาพของสหายไป๋ตอนนี้สิคะ!”
สายตานับสิบสิบคู่หันขวับไปมองไป๋ลู่หลินเป็นตาเดียว ไป๋ลู่หลินสะดุ้งเฮือก สัญชาตญาณบอกให้เธอรีบใช้มือปิดบังชุดกระโปรงของตัวเอง แต่ก็สายเกินไป
“กระโปรงด้านหน้าของสหายไป๋เปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลนจากขอบสระ ในขณะที่ด้านหลังกลับสะอาดสะอ้าน ยิ่งไปกว่านั้น...” ซ่งชิงเยี่ยนหรี่ตาลง น้ำเสียงเยียบเย็นลงหลายส่วน
“ทิศทางที่สหายไป๋หงายหลังตกลงไปในน้ำเมื่อครู่ คือการหงายหลังตกในลักษณะเอาแผ่นหลังลงน้ำ ไม่ใช่คว่ำหน้า! ถ้าฉันผลักเธอจากด้านหลัง เธอจะหงายหลังตกลงไปได้อย่างไร? นอกเสียจากว่า...”
ซ่งชิงเยี่ยนเว้นจังหวะ ปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมลานกว้าง ก่อนจะตอกตะปูปิดฝาโลงด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“นอกเสียจากว่า เธอจงใจทิ้งตัวหงายหลังตกลงไปเอง เพื่อสร้างสถานการณ์ใส่ร้ายฉัน!”
“ไม่! ไม่ใช่นะคะ!” ไป๋ลู่หลินหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ หล่อนรีบส่ายหน้าปฏิเสธคอเป็นเกลียว “ฉัน... ฉันแค่ลื่น... ลื่นเหยียบตะไคร่น้ำ...”
“ลื่นเหยียบตะไคร่น้ำ?” ซ่งชิงเยี่ยนเลิกคิ้วขึ้น เธอชกชายกระโปรงของตนเองขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นรองเท้าคัตชูหนังสีดำที่แห้งสนิท
“ทุกคนดูรองเท้าของฉันสิคะ ไม่มีแม้แต่หยดน้ำหรือคราบโคลน ฉันยืนห่างจากขอบสระตั้งสามก้าว ในขณะที่สหายไป๋จงใจเดินไปยืนหมิ่นเหม่ริมขอบสระเสียขนาดนั้นและถ้าเธอลื่นจริงๆ ทำไมมือของเธอถึงพยายามจะคว้าชายเสื้อฉันลงไปด้วยตอนที่ล้มล่ะ? โชคดีที่ฉันไหวตัวทันก้าวหลบออกมา ไม่เช่นนั้นคนที่ลงไปแช่น้ำโคลนตอนนี้คงเป็นฉัน ไม่ใช่เธอ!”
คำพูดทุกประโยคของซ่งชิงเยี่ยนราวกับค้อนที่ทุบทำลายหน้ากากอันใสซื่อของไป๋ลู่หลินจนแหลกละเอียด หลักฐานทางกายภาพและตรรกะที่สมเหตุสมผลทำให้ผู้คนที่เคยรุมประณามกลับกลายเป็นเงียบกริบ
จริงด้วย... ถ้าถูกผลักจากด้านหลัง ทำไมถึงหงายหลังตกน้ำ? ทำไมโคลนถึงเลอะด้านหน้า?
สายตาของทุกคนที่เคยมองไป๋ลู่หลินด้วยความสงสาร บัดนี้เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความคลางแคลงใจและหวาดระแวง หญิงสาวที่ดูบริสุทธิ์ผุดผ่องราวกับดอกบัวขาวผู้นี้ แท้จริงแล้วซ่อนความร้ายกาจและแผนการสกปรกไว้เบื้องหลังใบหน้าใสซื่อเช่นนั้นหรือ?
“สหายไป๋...” ซ่งชิงเยี่ยนถอนหายใจยาว แววตากลับมาเศร้าหมองอีกครั้ง ทว่าคราวนี้แฝงไปด้วยความผิดหวัง “ฉันรู้ว่าเธอไม่ชอบที่ฉันเป็นภรรยาของพันโทลู่ แต่การเอาชีวิตตัวเองมาเสี่ยงและใช้แผนตื้นเขินแบบนี้ใส่ร้ายคนอื่น มันไม่คุ้มหรอกนะ ครั้งนี้ฉันจะไม่เอาเรื่อง แต่หวังว่าเธอจะรู้จักทบทวนความผิดของตัวเองบ้าง”
พูดจบซ่งชิงเยี่ยนก็หันหลังกลับ ไม่แม้แต่จะชายตามองแม่ดอกบัวขาวที่นั่งหน้าถอดสี ริมฝีปากสั่นระริกจนพูดอะไรไม่ออกอยู่บนพื้น
ซูเปอร์สตาร์สาวเดินแหวกฝูงชนที่พร้อมใจกันหลีกทางให้อย่างเงียบงัน แผ่นหลังบอบบางนั้นดูเย่อหยิ่งทว่าน่าเกรงขาม
บททดสอบแรกของการเกิดใหม่ในยุค 80... ตัดสินกันด้วยฝีมือการแสดงและตรรกะล้วนๆ ถือว่าผ่านฉลุย!
ซ่งชิงเยี่ยนลอบยกยิ้มมุมปาก ขณะก้าวเดินออกไปจากงานเต้นรำ ทิ้งให้ความอับอายขายหน้าตกเป็นของไป๋ลู่หลินแต่เพียงผู้เดียว
...ยุค 80 นี้ ช่างน่าสนุกกว่าที่คิดเสียแล้วสิ!
สายลมยามค่ำคืนของต้นฤดูใบไม้ร่วงพัดโชยมา หอบเอาความเย็นเยียบและกลิ่นหอมจางๆ ของดอกกุ้ยฮวาที่ปลูกเรียงรายอยู่ริมทางเดินของเขตบ้านพักนายทหารมาด้วย
ซ่งชิงเยี่ยนก้าวเดินไปตามถนนราดยางมะตอยที่ทอดยาว สองข้างทางคืออาคารอิฐแดงสี่ชั้นที่ปลูกสร้างอย่างเป็นระเบียบเรียบง่ายตามแบบฉบับของยุค 80 แสงไฟสีส้มสลัวจากเสาไฟริมทางสาดส่องกระทบแผ่นหลังบอบบางที่เหยียดตรงอย่างสง่างาม
ระหว่างทางเดินกลับบ้านพัก ซ่งชิงเยี่ยนได้ใช้เวลาทบทวนความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ซ่งชิงเยี่ยนคนเดิมเป็นหญิงสาวที่เติบโตมาจากหมู่บ้านชนบทห่างไกล ครอบครัวตระกูลซ่งของเธอเรียกได้ว่าเป็นปลิงดูดเลือดอย่างแท้จริง บิดามารดาลำเอียงรักแต่ลูกชาย บังคับให้เธอแต่งงานกับลู่เหยียนเฉิงพันโทหนุ่มอนาคตไกลแห่งกองทัพปักกิ่ง โดยใช้บุญคุณเก่าแก่ที่ปู่ของเธอเคยช่วยชีวิตปู่ของเขาไว้มาบีบบังคับ
