ตอนที่ 4 ฉีกสัญญาอัปยศ
ตอนที่ 4 ฉีกสัญญาอัปยศ
แสงอัสดงยามเย็นสาดทอทาบทับทั่วผืนฟ้าเมืองชิงหยวน เปลี่ยนเมฆาให้กลายเป็นริ้วสีส้มแสดสลับม่วงเข้มราวกับภาพวาดพู่กันจีน บรรยากาศในหมู่บ้านซีเป่ยช่วงโพล้เพล้เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวที่คุ้นตา เสียงระฆังทองเหลืองที่ผูกคอวัวดังกรุ๊งกริ๊งสะท้อนไปตามทุ่งหญ้าขณะฝูงสัตว์ถูกต้อนกลับคอก กลิ่นควันไฟจางๆ จากการเผาฟืนหุงหาอาหารลอยล่องมาตามลม ผสมปนเปกับกลิ่นดินแห้งที่เพิ่งได้รับความชุ่มชื้นจากน้ำค้างยามเย็นที่เริ่มก่อตัว
หลินชิงเซียว เดินไปตามถนนดินลูกรังที่ขรุขระด้วยจังหวะเท้าที่มั่นคงและทรงพลังผิดจากเด็กสาวขี้กลัวคนเดิมที่ชาวบ้านเคยรู้จัก แผ่นหลังของเธอเหยียดตรงอย่างสง่างาม แม้บนบ่าจะแบกหาบตะกร้าที่มีน้ำหนักไม่น้อยไว้ทั้งสองข้าง ความเหนื่อยล้าจากการยืนตรากตรำขายของกลางแดดจ้าใต้ต้นจามจุรีใหญ่มาตลอดทั้งวันไม่ได้ทำให้แววตาของเธอหม่นแสงลงแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน ดวงตาคู่นั้นกลับวาวโรจน์ด้วยความหวังที่สัมผัสได้จริง... ความหวังที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของเธอเอง
ในตะกร้าหวายใบขวา เธอหิ้วเนื้อหมูสามชั้นชั้นดีที่หนังวาววับ ข้าวสารขาวคัดพิเศษที่ไร้เศษกรวด และขวดยาเคลือบแก้วสีน้ำตาลเข้มซึ่งเป็นยาสมุนไพรบำรุงปอดขนานเอกที่เธอเจียดเงินซื้อมาจากร้านยาชื่อดังในตัวเมือง ส่วนในตะกร้าใบซ้าย... คือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้หัวใจเธอพองโต มันคือถุงผ้าดิบหนาหนักที่บรรจุเงินสดปึกใหญ่ที่เธอแลกมาได้จากการ ใช้ความรู้ล่วงหน้า พลิกวิกฤตที่คนอื่นมองข้ามให้กลายเป็นโอกาสมหาศาล
เมื่อก้าวเข้าสู่รั้วบ้านที่ทรุดโทรม ชิงเซียวรีบตรงเข้าไปดูแล หลินเจิ้น ผู้เป็นพ่อที่นอนซมอยู่บนเตียงไม้เก่าๆ ท่าทางเขาสูบซีดและไอโขลกจนตัวโยนด้วยพิษไข้ ชิงเซียวจัดการเช็ดตัวให้เขาอย่างเบามือพลางกระซิบบอกด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ
"พ่อคะ อดทนอีกนิดนะ หนูได้ยาดีมาแล้ว เย็นนี้หนูจะทำหมูตุ๋นน้ำแดงรสเลิศให้พ่อทาน พ่อต้องแข็งแรงขึ้นเพื่อรอดูความสำเร็จของหนูนะคะ"
หลังจากดูแลพ่อจนเคลิ้มหลับไป ชิงเซียวก็เริ่มลงมือตามแผนที่วางไว้ในใจ เธอจำได้จากเศษเสี้ยวความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม และคำบอกเล่าที่พ่อเคยละเมอถึงยามเมามายในชาติก่อน เกี่ยวกับ ของดูต่างหน้า ที่ท่านย่าทิ้งไว้ให้ก่อนสิ้นใจ ของชิ้นนั้นถูกซ่อนไว้ในที่ที่ปลอดภัยที่สุด... นั่นคือใต้เตาฟืนในครัวที่เขม่าดำสนิทและไม่มีใครอยากเฉียดกรายเข้าไปยุ่ง
เธอใช้จอบเล็กๆ ค่อยๆ แซะอิฐที่ปูพื้นครัวออกอย่างระมัดระวัง หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองรบในสมรภูมิ จนกระทั่งปลายจอบกระทบกับวัตถุแข็งบางอย่างที่มีเสียงดังกึก...
มันคือกล่องเหล็กสนิมเขรอะขนาดเท่าฝ่ามือ เมื่อเปิดออก แสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันก๊าดสะท้อนให้เห็นแผ่นกระดาษสี่เหลี่ยมเล็กๆ สีแดงสดและสีทองที่ถูกห่อด้วยผ้าแพรอย่างดี
"แสตมป์ทองคำพระสังกัจจายน์ ปี 1980..."
ชิงเซียวพึมพำด้วยความตื่นเต้นจนมือสั่น ในโลกอนาคตแสตมป์ชุดนี้คือตำนานที่มีราคาสูงลิ่ว แต่ในปี 1995 แม้ราคาจะยังไม่แตะจุดสูงสุด แต่มันก็เริ่มเป็นที่ต้องการของนักสะสมในมณฑลอย่างมาก เมื่อบ่ายวันนี้หลังจากปิดร้านขายแป้งทอดที่ได้กำไรมา 150 หยวน (จากการตลาดที่ทำให้คนงานเกือบ 200 คนแห่กันมาซื้อ) เธอแอบนำแสตมป์ส่วนหนึ่งไปขายที่ร้านรับซื้อของเก่าชื่อดังในเมือง และด้วยชั้นเชิงการต่อรองระดับนักธุรกิจหมื่นล้าน เธอเปลี่ยนมันเป็นเงินสดได้ถึง 400 หยวน รวมเงินในมือเธอตอนนี้คือ 550 หยวน! แม้จะยังไม่ถึง 5,000 หยวนตามหนี้ทั้งหมด แต่นี่คือ เงินงวดแรก ที่ทรงพลังพอจะใช้ฉีกหน้าคนโฉด
กลางดึกคืนนั้น ลมพัดกระโชกแรงจนบานหน้าต่างไม้เก่าส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดน่ารำคาญ ชิงเซียวนอนนิ่งอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ ลืมตาโพลงท่ามกลางความมืดมิด เธอรู้ดีว่าความมั่งมีที่เธอเพิ่งหิ้วเข้าบ้านย่อมไม่อาจเล็ดลอดสายตาที่จ้องจะตะครุบเหยื่อของ ป้าสะใภ้หลิว ไปได้
แกรก... เสียงหน้าต่างถูกงัดเบาๆ ตามมาด้วยเงาตะคุ่มท้วมของป้าสะใภ้ที่แอบปีนเข้ามาอย่างทุลักทุเล มือที่สั่นเทาด้วยความโลภพุ่งตรงไปยังกระเป๋าผ้าดิบที่วางอยู่ข้างหมอน
พรึ่บ! แสงไฟจากเทียนไขสว่างวาบขึ้นทันที ชิงเซียวไม่ได้นอนอยู่ตรงนั้น แต่เธอยืนพิงตู้เสื้อผ้าเก่าๆ อยู่ในมุมมืด ในมือถือไม้พาดบ่าอันใหญ่ไว้มั่น
"มาหาของกลางดึกแบบนี้ ไม่กลัวเจอผีสางเทวดาสาปแช่งหรือไงคะป้าสะไภ้?"
น้ำเสียงของชิงเซียวเรียบเย็นจนคนฟังรู้สึกหนาวไปถึงกระดูก
"ว้าย! อีเด็กบ้า! แกยังไม่หลับรึ!"
ป้าสะใภ้หลิวสะดุ้งสุดตัวจนล้มคะมำชนโต๊ะไม้พังโครมใหญ่
"ถ้าหลับ ป้าคงขโมยเงินที่หนูหามาด้วยหยาดเหงื่อไปปรนเปรอนายท่านกู๋สินะคะ"
ชิงเซียวเดินก้าวเข้าไปหาช้าๆ แสงเทียนส่องจากด้านล่างทำให้เงาของเธอดูสูงใหญ่และน่าเกรงขามราวกับมัจจุราช
"งัดบ้านคนอื่นเพื่อขโมยของ โทษหนักแค่ไหนป้าน่าจะรู้ หรืออยากจะไปนอนกินข้าวแดงในคุกก่อนจะได้เห็นหนูแต่งงานคะ?"
"แก... แกอย่ามาขู่ข้า! เงินนั่นมันเป็นของตระกูลหลิน ข้าเป็นป้าแก ข้ามีสิทธิ์!"
ป้าสะใภ้ยังคงแถหน้าด้านๆ
"สิทธิ์ของป้าหมดไปตั้งแต่วันที่ป้าเซ็นสัญญาขายหนูเหมือนสัตว์แล้วค่ะ!"
ชิงเซียวตวาดเสียงกร้าว
"ไสหัวไป! ก่อนที่หนูจะฟาดป้าให้ขาหักแล้วลากตัวไปส่งผู้ใหญ่บ้านตอนนี้! ไป!"
ด้วยความขี้ขลาดเมื่อเจอความเด็ดเดี่ยวที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ป้าสะใภ้หลิวรีบปีนหนีออกไปพลางก่นด่าสาปแช่งด้วยความเจ็บใจ
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ลานกว้างหน้าบ้านใหญ่ตระกูลหลิน ชาวบ้านหลายสิบคนมารวมตัวกันด้วยความอยากรู้อยากเห็น ข่าวเรื่องที่ชิงเซียวจะหาเงินมาคืนนายท่านกู๋แพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านราวกับไฟลามทุ่ง
นายท่านกู๋ นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างดี ในมือถือพัดโบกไปมาด้วยท่าทางจองหอง เขาสวมเสื้อผ้าไหมเนื้อดีที่ขับให้ใบหน้าหยาบคายดูเด่นชัดขึ้น ป้าสะใภ้หลิวยืนอยู่ข้างๆ คอยกระซิบกระซาบด้วยสีหน้าเคียดแค้น
"1 เดือนที่แกขอ... ดูเหมือนจะยังไม่ถึงวันเลยนะ"
นายท่านกู๋พ่นควันบุหรี่ราคาแพงออกมา
"หรือจะมาขอยอมแพ้ แล้วคลานเข่าเข้าบ้านฉันวันนี้เลยล่ะ?"
ชิงเซียวเดินฝ่าฝูงชนเข้ามาด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดและกางเกงที่ซักจนเรียบกริบ เธอไม่พูดพร่ำทำเพลง แต่ล้วงเอาปึกธนบัตรใบละสิบหยวนและห้าสิบหยวนออกมาจากกระเป๋าผ้า ก่อนจะวางลงบนโต๊ะกลางลานต่อหน้าพยานนับสิบ
ปัง! เสียงปึกเงินกระทบโต๊ะดังสนั่นเข้าไปในหัวใจของคนมอง
"เงิน 500 หยวน นี่คืองวดแรกของหนี้ทั้งหมด 5,000 หยวนที่พ่อฉันติดค้างไว้"
ชิงเซียวเอ่ยเสียงเรียบแต่หนักแน่น
"และเงินจำนวนนี้ คือค่าตอบแทนที่นายท่านกู๋ต้องยอม คืนสัญญาหมั้นหมาย ของหนูมาเดี๋ยวนี้! ส่วนที่เหลืออีก 4,500 หยวน... ฉันจะเอามาวางตรงหน้าคุณภายในเวลาที่กำหนด!"
ชาวบ้านอุทานลั่น
"500 หยวน! เด็กคนนี้ไปเอาเงินมาจากไหนมากมายขนาดนี้ในวันเดียว!"
ป้าสะใภ้หลิวหน้าซีดเผือด พยายามจะพุ่งเข้าไปคว้าเงิน แต่ชิงเซียวใช้มือกดไว้แน่น
"สัญญามา เงินถึงจะไปค่ะป้า"
นายท่านกู๋กัดฟันจนกรามปูด เขาเสียหน้าอย่างรุนแรงท่ามกลางสายตาชาวบ้าน เขาหยิบกระดาษสัญญาที่ยับย่นออกมาโยนใส่หน้าชิงเซียว
"เอาไป! นังตัวแสบ! คิดว่าแค่เงิน 500 หยวนจะซื้ออิสรภาพได้รึไง? อีก 4,500 แกไม่มีวันหามาได้หรอก!"
ชิงเซียวหยิบสัญญาแผ่นนั้นขึ้นมาจ้องมองด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะเริ่มฉีกมันออกเป็นสองซีก... สี่ซีก... และฉีกจนกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อยโปรยลงสู่พื้นดินท่ามกลางสายลม
"ในเมื่อสัญญาหมั้นหมายฉบับนี้ถูกทำลาย สิทธิ์ในตัวหนูของนายท่านก็จบลงแค่นี้ ส่วนเรื่องหนี้... หนูจะชำระคืนในฐานะลูกหนี้เท่านั้น!"
"แกคิดว่าเรื่องจะจบแค่นี้รึ?"
นายท่านกู๋ลุกขึ้นยืน ตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ
"ในเมืองชิงหยวนนี้ ไม่มีใครกล้าหักหน้าฉัน! ฉันจะทำให้แกไม่มีทางหากินในเมืองนี้ได้อีก!"
ชิงเซียวไม่หลบสายตา เธอขยับเข้าไปใกล้จอมอิทธิพลเฒ่าแล้วกระซิบเบาๆ
"นายท่านกู๋คะ... ในโลกที่กำลังจะเปลี่ยนไปในปี 1996 อำนาจเงินที่มาจากการขูดรีดโฉนดรัฐแถบทุ่งนาทิศเหนือน่ะ... ระวังให้ดีนะคะ ถ้าเรื่องนี้ถึงหูทางการ ตำแหน่งนายท่านอาจจะเปลี่ยนเป็นนักโทษชายก็ได้"
นายท่านกู๋เบิกตาโพลง ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาป
"แก... แกรรู้เรื่องนั้นได้ยังไง!"
ชิงเซียวไม่ได้ตอบ เธอเพียงยิ้มเย็นชาแล้วหันหลังเดินไปประคองพ่อออกมาจากเหตุการณ์ ทิ้งให้คนโฉดยืนงงงวยอยู่เบื้องหลัง
ในใจของชิงเซียวตอนนี้เต็มไปด้วยการคำนวณ
[เงิน 500 หยวนแค่ซื้อเวลา... แต่ 4,500 หยวนที่เหลือภายใน ไม่ถึงเดือน คือโจทย์ที่ยากกว่าหลายเท่า]
การขายขนมริมทางแบบเดิมไม่มีวันทำได้ทันเวลา
[ถึงเวลาต้องเปลี่ยนขนาดธุรกิจ... ฉันต้องเข้าเมือง ไปเจรจากับเจ้าของโรงงานใหญ่ และหาแหล่งเงินทุนที่มั่นคงกว่านี้!]
อนาคตหมื่นล้านเริ่มต้นขึ้นแล้ว... ณ วินาทีนี้เอง!
