ตอนที่ 3 เงินก้อนแรก
ตอนที่ 3 เงินก้อนแรก
แสงแดดยามสายเริ่มแผดเผาแรงขึ้น ส่งผลให้ไอความร้อนระอุขึ้นมาจากพื้นถนนดินแดงที่เต็มไปด้วยรอยล้อรถบรรทุก แต่ที่ใต้ร่มเงาของต้นจามจุรีใหญ่หน้าโรงงานทอผ้า กลิ่นหอมประหลาดกลับตลบอบอวลจนกลบกลิ่นเขม่าควันและฝุ่นละอองไปเสียสนิท
มันคือกลิ่นหอมนวลของแป้งที่ถูกทอดจนกรอบ ผสมผสานกับกลิ่นเผ็ดร้อนจางๆ ของขิงแก่และรสหวานละมุนของถั่วแดงกวนที่ถูกเคี่ยวจนเข้าที่
"ขนมอะไรน่ะแม่หนู? กลิ่นหอมไปถึงหน้าประตูโรงงานเชียว"
คนงานชายในชุดหมีสีน้ำเงินคนหนึ่งเอ่ยขึ้นพลางปาดเหงื่อ ขณะที่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ขนมรูปดอกไม้สีเหลืองทองในตะกร้าของหลินชิงเซียว
"นี่คือ 'แป้งทอดสมุนไพร' ค่ะพี่ชาย"
ชิงเซียวตอบด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจแต่แฝงไว้ด้วยความมั่นใจ
"ข้างนอกกรอบด้วยวิธีการนวดแป้งแบบพิเศษ ส่วนข้างในนุ่มหนึบด้วยไส้ถั่วแดงที่เคี่ยวกับขิงแก่และน้ำตาลแดงเกรดดี ช่วยขับลม แก้ปวดเมื่อยจากการทำงานหนัก และเพิ่มพลังงานให้ทำงานต่อได้จนถึงเย็นเลยนะคะ"
กลยุทธ์ การตลาดผ่านกลิ่น และการโฆษณาสรรพคุณที่ตรงจุดของเธอได้ผลชะงัด ในยุคที่อาหารเป็นเพียงสิ่งที่ทำให้รอดพ้นความหิว การนำเสนอ อาหารที่เป็นยา และมีรสชาติชั้นเลิศจึงกลายเป็นเรื่องแปลกใหม่ คนงานที่เพิ่งเลิกกะและกำลังจะเข้ากะเริ่มเบียดเสียดกันเข้ามามุงดู
"ชิ้นละ 1 หยวนเองหรือ? เอามาให้ข้าสองชิ้นสิ!"
"ข้าด้วย! สามชิ้น ห่อให้ดีนะจะเอาไปฝากเมียที่บ้าน!"
มือเรียวบางของชิงเซียวขยับอย่างคล่องแคล่ว เธอใช้ไม้คีบหยิบขนมที่ยังอุ่นๆ วางลงกระดาษ ก่อนจะพับห่ออย่างประณีตด้วยเชือก ท่ามกลางความวุ่นวายเธอกลับรักษาระเบียบได้อย่างน่าอัศจรรย์ เธอจดจำได้หมดว่าใครสั่งกี่ชิ้น ใครจ่ายเงินก่อนหลัง ทักษะการจัดการระดับผู้บริหารในชาติก่อนถูกนำมาใช้ที่นี่อย่างเต็มที่
ทว่า... ในขณะที่เงินหยวนเริ่มพูนขึ้นในกระเป๋าผ้าคาดเอว บรรยากาศรอบข้างกลับเริ่มเปลี่ยนไป
"ถอยไป! ถอยไปให้หมด! ใครอนุญาตให้มาตั้งแผงตรงนี้ฮะ!"
เสียงตวาดกร้าวสอดแทรกเข้ามาพร้อมกับชายฉกรรจ์สามคนในเสื้อกล้ามสีซีด ที่แขนมีรอยสักรูปมังกรดูน่ากลัว พวกเขาเดินกร่างเข้ามาจนฝูงชนคนงานต้องรีบถอยห่างด้วยความหวาดกลัว พี่ใหญ่หมาน หัวโจกนักเลงเจ้าถิ่นที่คุมย่านนี้ยื่นมือออกมาตบโต๊ะไม้ของชิงเซียวจนขนมสั่นสะเทือน
ชิงเซียวหยุดมือลง เธอช้อนสายตาขึ้นมองชายตรงหน้าด้วยแววตาที่สงบนิ่งจนน่าขนลุก
"มีธุระอะไรหรือคะพี่ชาย?"
"ธุระรึ? นี่มันถิ่นของข้า! จะมาขายของที่นี่ต้องจ่ายค่าคุ้มครอง 5 หยวนต่อวัน ไม่อย่างนั้นแผงของแกได้กลายเป็นฟืนแน่!"
หมานคำรามพลางหยิบขนมของชิงเซียวขึ้นมาเคี้ยวอย่างเสียมารยาท
ชิงเซียวแค่นยิ้มเย็นชาในใจ
[5 หยวนต่อวัน? นี่มันปล้นกันชัดๆ]
แต่เธอไม่ตระหนก เธอรู้ดีว่าในยุคปี 1995 กฎหมายท้องถิ่นยังมีความหละหลวม แต่รัฐบาลกลางกำลังเริ่มดำเนินนโยบาย กวาดล้างอิทธิพลมืด อย่างหนักเพื่อรองรับการลงทุนจากต่างชาติ
"พี่ชายคะ..."
ชิงเซียวเอ่ยเสียงเรียบ
"หนูว่าพี่น่าจะลองไปอ่านหนังสือพิมพ์ดูบ้างนะคะ ตอนนี้ทางการมณฑลกำลังเข้มงวดเรื่องนโยบาย 'ความสงบสุขของการค้า' พี่รู้ไหมคะว่าข้อหาเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบและข่มขู่ประชาชนในเขตอุตสาหกรรม มีโทษหนักแค่ไหน? ยิ่งถ้าถูกจับในช่วงที่เบื้องบนกำลังต้องการผลงานแบบนี้... พี่อาจจะได้ไปกินข้าวแดงยาวเลยนะคะ"
"แกขู่ข้าเหรอ!"
หมานเงื้อมือขึ้น หมายจะฟาดลงบนใบหน้านวล
"หยุด!"
เสียงทุ้มต่ำทรงพลังที่แฝงไปด้วยอำนาจสั่งการดังขึ้นจากด้านหลังฝูงชน ทุกสายตาหันไปมองชายหนุ่มรูปร่างสูงสง่าในชุดเสื้อเชิ้ตสีเขียวขี้ม้าพับแขน กางเกงผ้าเนื้อดีที่รีดจนกริบ ใบหน้าของเขาคมเข้มราวกับรูปสลัก ดวงตาคู่นั้นเย็นชาและดุดันเสียจนนักเลงทั้งสามคนถึงกับสะดุ้ง
เซียวจ้านหรง นายทหารระดับสูงที่กำลังอยู่ในช่วงพักภารกิจลับ เดินฝ่าฝูงชนเข้ามาด้วยท่วงท่าที่มั่นคง
"ผู้ชายรังแกผู้หญิงกลางวันแสกๆ... ต่ำช้าเกินไปไหม"
จ้านหรงเอ่ยพลางปรายตาไปที่มือนักเลงที่ยังเงื้อค้างอยู่
"แกเป็นใคร! อย่ามายุ่งเรื่องของคนพื้นที่!"
หมานพยายามทำใจดีสู้เสือ แต่พอสบตากับจ้านหรง เขาก็รู้สึกเหมือนถูกจ่อด้วยปากกระบอกปืน รัศมีสังหารที่แผ่ออกมานั้นไม่ใช่สิ่งที่ชาวบ้านธรรมดาจะมีได้
จ้านหรงไม่ได้ตอบคำถาม แต่เขาก้าวเข้าไปยืนเคียงข้างชิงเซียว ระยะห่างที่ใกล้ชิดทำให้ชิงเซียวได้กลิ่นจางๆ ของป่าไม้และสบู่หอมสะอาดจากตัวเขา เธอเงยหน้ามองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขา... ในร่างเดิม เธอไม่เคยรู้จักผู้ชายคนนี้ แต่ทำไมความรู้สึกบางอย่างถึงบอกว่าเขาคือคนที่จะเปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล
"จะไปดีๆ หรือจะให้ฉันเรียกหน่วยสารวัตรทหารที่ตรวจตราอยู่หัวถนนมาจัดการ?"
จ้านหรงถามสั้นๆ แต่ทำให้นักเลงทั้งสามหน้าถอดสี พวกเขาหันมองหน้ากันก่อนจะรีบเผ่นแนบหายไปในฝูงชนทันที
ความสงบกลับคืนมาอีกครั้ง จ้านหรงหันมามองเด็กสาวข้างตัว เขาประหลาดใจที่เห็นว่าเธอไม่ได้ดูขวัญเสียเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เธอกลับกำลังก้มหน้าก้มตาจัดขนมให้เข้าที่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"ขอบคุณค่ะพี่ชาย"
ชิงเซียวเงยหน้าขึ้นยิ้มให้เขา แววตาของเธอสว่างไสว
"รับขนมไปชิมสักสองชิ้นไหมคะ? ถือเป็นคำขอบคุณจากหนู"
จ้านหรงมองมือเรียวบางที่ยื่นห่อใบตองมาให้ ทันทีที่ปลายนิ้วของเขาแผ่วสัมผัสกับหลังมือของเธอที่ส่งขนม ความรู้สึกเหมือนกระแสไฟอ่อนๆ วิ่งผ่านเข้าสู่หัวใจทำให้ทั้งคู่ชะงักไปชั่วครู่ จ้านหรงรีบชักมือกลับเล็กน้อยก่อนจะรับขนมไป
"เธอ... ชื่ออะไร?"
เขาถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
"หลินชิงเซียวค่ะ"
เธอตอบ
"แล้วพี่ชายล่ะคะ?"
"เซียว... จ้านหรง"
เขาตอบเพียงสั้นๆ ก่อนจะก้มลงมองขนมในมือ
"เธอเก่งมากนะที่กล้าสู้กับพวกนั้น แต่อย่าประมาทไปล่ะ คนพวกนี้หน้าไหว้หลังหลอก"
"หนูดูแลตัวเองได้ค่ะ"
ชิงเซียวตอบด้วยแววตามุ่งมั่น
"เพราะถ้าหนูไม่สู้... ก็ไม่มีใครสู้แทนหนูได้ตลอดไปหรอกจริงไหมคะ?"
คำพูดที่ดูเป็นผู้ใหญ่เกินตัวของเธอทำให้จ้านหรงต้องมองเธอใหม่อีกครั้ง เขาหยิบเงิน 5 หยวนส่งให้เธอ
"หนูบอกว่าให้ฟรีไงคะ"
"ถือว่าเป็นเงินขวัญถุงสำหรับการเริ่มต้นวันแรก"
จ้านหรงกล่าวพลางเดินจากไปโดยไม่รอเงินทอน ทิ้งให้ชิงเซียวมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นไปด้วยความรู้สึกประหลาดที่ก่อตัวขึ้นในอก
เย็นวันนั้น เมื่อแสงตะวันลับขอบฟ้า ชิงเซียวเก็บของกลับบ้านด้วยความเหนื่อยล้าแต่หัวใจพองโต เธอล้วงกระเป๋าผ้าออกมานับเงินเหรียญและธนบัตรใบละหยวน... 150 หยวน!
นั่นคือรายได้ในวันเดียวที่มากกว่าเงินเดือนของคนงานโรงงานบางคนเสียอีก!
ชิงเซียวมองไปที่ถนนมืดสลัวพลางกำเงินในมือแน่น
"ก้าวแรกสำเร็จแล้ว... นายท่านกู๋ ป้าสะใภ้ เตรียมใจไว้ให้ดีเถอะ อีกไม่นานฉันจะฉีกสัญญาเฮงซวยนั่นทิ้งต่อหน้าพวกคุณเอง!"
