ตอนที่ 2 ต้นทุนชีวิต
ตอนที่ 2 ต้นทุนชีวิต
เสียงฝีเท้าของนายท่านกู๋และป้าสะใภ้หลิวค่อยๆ จางหายไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่หนักอึ้งภายในห้องนอนแคบๆ หลินชิงเซียวถอนหายใจยาว แผ่นหลังที่เคยเหยียดตรงต่อหน้าศัตรูค่อยๆ พิงลงกับเสาเตียงไม้ที่สั่นคลอน เธอหลับตาลงพยายามระงับความสั่นเทาของร่างกายที่ยังไม่ชินกับความกดดันในร่างสาวแรกรุ่น
เธอมีเวลาไม่มาก 1 เดือนสำหรับเงิน 5,000 หยวน หากเป็นนักธุรกิจคนอื่นคงสติแตกไปแล้ว แต่สำหรับชิงเซียว ต้นทุน ไม่ได้หมายถึงเงินในกระเป๋าเพียงอย่างเดียว แต่มันหมายถึงทรัพยากรที่อยู่รอบตัวและความรู้ที่ล้ำหน้ายุคสมัยไปถึงสามทศวรรษ
ชิงเซียวลุกขึ้นยืนพลางจัดเสื้อผ้าฝ้ายตัวบางที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ เธอเดินออกจากห้องนอนผ่านโถงบ้านที่มืดสลัว กลิ่นอายของบ้านเก่าๆ ที่คุ้นเคยทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ ทันทีที่เท้าก้าวพ้นธรณีประตูห้องโถง เธอเห็นเงาร่างผอมบางของผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนรถเข็นไม้ที่ต่อขึ้นเองอย่างลวกๆ เงาร่างนั้นพยายามจะหยิบแก้วน้ำบนโต๊ะ แต่ขาที่ลีบเล็กและอาการปวดที่รุมเร้าทำให้เขาพลาดจนน้ำหกกระจายเต็มพื้น
"พ่อคะ!"
ชิงเซียวร้องออกมาด้วยความตกใจ เธอถลาเข้าไปหา หลินเจิ้น ผู้เป็นพ่อทันที
หลินเจิ้นเงยหน้าขึ้น ใบหน้าที่ซูบซีดและเต็มไปด้วยรอยตีนกาก่อนวัยอันควรแสดงถึงความอ่อนแอและรู้สึกผิดอย่างรุนแรง ดวงตาของเขาแดงก่ำเมื่อเห็นลูกสาว
"ชิงเซียว... พ่อ... พ่อขอโทษ พ่อมันไร้ความสามารถ พ่อช่วยอะไรลูกไม่ได้เลย"
หัวใจของชิงเซียวบีบรัด เธอคุกเข่าลงบนพื้นปูนเย็นๆ แย่งผ้าเช็ดพื้นจากมือที่สั่นเทาของพ่อมาเช็ดน้ำที่หก
"พ่อพูดอะไรแบบนั้นคะ มันไม่ใช่ความผิดของพ่อเลย โรงงานนั่นต่างหากที่หน้าเลือด ขาของพ่อหักเพราะเครื่องจักรของพวกเขาชำรุด แต่พวกเขากลับไล่พ่อออกโดยไม่จ่ายค่าชดเชยสักหยวนเดียว"
เธอจำได้ดี ในชาติก่อน พ่อของเธอต้องกลายเป็นคนพิการและตรอมใจตายภายในไม่กี่ปีหลังจากนี้เพราะเห็นลูกสาวถูกขายไปลำบาก แต่ครั้งนี้เธอจะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
"หนูคุยกับป้าสะใภ้แล้วค่ะ"
เธอกล่าวเสียงนุ่มแต่หนักแน่นพลางกุมมือหยาบกร้านของพ่อไว้
"หนูจะหาเงินมาคืนนายท่านกู๋เอง พ่อไม่ต้องกังวลนะคะ หนูมีแผนแล้ว"
หลินเจิ้นมองดูลูกสาวด้วยความสับสน แววตาของชิงเซียวเปลี่ยนไป มันไม่ใช่แววตาของเด็กสาวที่ขี้แยและขี้กลัวคนเดิม แต่เป็นแววตาที่สงบนิ่งเหมือนผิวน้ำที่ลึกจนมองไม่เห็นก้น
"ลูกจะไปหาเงินมากมายขนาดนั้นมาจากไหนกัน ชิงเซียว... อย่าทำอะไรที่มันเสี่ยงเลยนะ"
"เชื่อใจหนูนะคะพ่อ"
เธอยิ้มให้เขาเป็นครั้งแรก
"สวรรค์เปิดตาให้หนูแล้ว หนูจะไม่ยอมให้ใครมาเหยียบย่ำครอบครัวเราอีก"
หลังจากส่งพ่อเข้าพักผ่อน ชิงเซียวมุ่งหน้าไปยังห้องครัวขนาดเล็กที่ผนังเต็มไปด้วยคราบเขม่าควันไฟ เธอเปิดถังเก็บข้าวสารและสำรวจวัตถุดิบที่เหลืออยู่ มีแป้งสาลีเกรดต่ำที่มีกากปนอยู่เล็กน้อยประมาณห้ากิโลกรัม น้ำตาลทรายแดงครึ่งถุง ขิงแก่ที่เริ่มแห้งเหี่ยว และถั่วแดงที่แม่เก็บไว้ในโหลแก้ว
"นี่คือต้นทุนทั้งหมดที่มี..."
เธอพึมพำพลางใช้มือสัมผัสเนื้อแป้ง
ในยุคปี 1995 สินค้าในท้องตลาดส่วนใหญ่มักเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ ขนมปังหรือของว่างตามโรงงานมักจะแข็งกระด้างและรสชาติจืดชืด ชิงเซียวใช้สมองระดับนักกลยุทธ์วิเคราะห์ทันที
[แรงงานในโรงงานต้องการพลังงาน ความอิ่มท้อง และที่สำคัญที่สุดคือ 'รสชาติ' ที่ช่วยให้พวกเขารู้สึกผ่อนคลายจากการทำงานที่น่าเบื่อ]
เธอเริ่มลงมือทันที ชิงเซียวต้มถั่วแดงจนเปื่อย นำมาบดละเอียดแล้วผัดกับน้ำตาลทรายแดงจนงวด กลิ่นหอมหวานของถั่วแดงค่อยๆ อบอวลไปทั่วห้องครัว จากนั้นเธอจึงหันไปจัดการกับแป้งสาลี เธอไม่ได้ใช้น้ำเปล่าธรรมดา แต่ใช้ น้ำขิงเข้มข้น ที่ต้มจนเดือดจัดมาผสมลงไป เทคนิคนี้จะทำให้แป้งมีกลิ่นหอมนวลและมีฤทธิ์ช่วยขับลม บำรุงกำลัง ซึ่งเหมาะมากสำหรับคนงานที่ต้องตรากตรำกลางแดด
บรรยายการนวดแป้งของเธอนั้นดูราวกับงานศิลปะ สองมือเรียวเล็กออกแรงกดและคลึงแป้งอย่างสม่ำเสมอ ความร้อนจากฝ่ามือถ่ายเทสู่เนื้อแป้งจนได้ความเหนียวนุ่มที่พอเหมาะ เธอปั้นแป้งเป็นก้อนกลมสอดไส้ถั่วแดงที่ปรุงรสอย่างพิถีพิถัน ก่อนจะนำไปกดในพิมพ์ไม้เก่าๆ ให้เป็นรูปดอกไม้เรียบง่าย
"สูตรแป้งทอดสมุนไพรบำรุงกำลัง..."
เธอพึมพำพลางมองดูขนมที่เรียงรายอยู่บนถาด
ขั้นตอนสุดท้ายคือการทอด ชิงเซียวใช้ไฟอ่อนถึงปานกลาง เสียงน้ำมันที่ดัง ซ่า!... ทันทีที่แป้งกระทบความร้อน ผิวนอกของขนมค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองอร่าม กลิ่นหอมของแป้งทอดผสมกับกลิ่นขิงและถั่วแดงลอยฟุ้งออกไปนอกหน้าต่างครัว จนเพื่อนบ้านที่เดินผ่านไปมาต้องชะงักฝีเท้าแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ
รุ่งเช้าวันถัดไป ชิงเซียวตื่นขึ้นตั้งแต่ตีสี่ เธอจัดเตรียมขนมที่ห่อด้วยใบตองอย่างประณีตใส่ลงในตะกร้าไม้ไผ่สองใบหิ้วขึ้นบ่า แผ่นหลังบางๆ ของเธอแบกรับน้ำหนักของความหวังทั้งหมดไว้
การเดินทางไปตลาดนัดแรงงานหน้าเขตอุตสาหกรรมต้องผ่านทางเดินดินแดงที่ขรุขระ บรรยากาศยามเช้าของปี 95 เต็มไปด้วยเสียงนกและเสียงกระดิ่งจักรยานที่ดังมาเป็นระยะ ชาวบ้านที่เริ่มออกไปทำนาต่างมองมาที่เธอด้วยสายตาแปลกๆ
"นั่นลูกสาวบ้านหลินไม่ใช่รึ? แบกตะกร้าจะไปไหนน่ะ หรือว่าจะหนีตามผู้ชายไปตามที่ป้าสะใภ้หลิวป่าวประกาศไว้?"
เสียงกระซิบกระซาบดังมาจากกลุ่มแม่บ้านที่กำลังซักผ้าอยู่ริมลำธาร
ชิงเซียวไม่ได้สนใจ เธอเดินเชิดหน้าตรงไปด้วยความมั่นใจ ทุกลมหายใจที่สูดเข้าไปคืออากาศที่บริสุทธิ์ของอดีต และทุกย่างก้าวคือการย้ำเตือนว่าเธอไม่ได้ฝันไป
เมื่อไปถึงหน้าประตูโรงงานทอผ้าขนาดใหญ่ บรรยากาศที่วุ่นวายก็เริ่มปรากฏสู่สายตา คนงานนับพันในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินซีดๆ กำลังเดินมุ่งหน้าเข้าสู่โรงงาน บ้างก็ยืนต่อแถวซื้อซาลาเปาแข็งๆ จากแผงลอยข้างทาง ชิงเซียวเลือกทำเลใต้ต้นจามจุรีใหญ่ที่กิ่งก้านแผ่ขยายให้ร่มเงา มันเป็นจุดที่ทุกคนต้องเดินผ่านก่อนจะเข้าประตูใหญ่
เธอนำผ้าสะอาดมาปูบนโต๊ะไม้เตี้ยๆ ที่เตรียมมา จัดวางขนมแป้งทอดสีทองอร่ามลงไปอย่างสวยงาม แสงแดดยามเช้าที่ส่องกระทบผิวนอกของขนมทำให้มันดูน่ารับประทานยิ่งขึ้น
"ขนมแป้งทอดสูตรลับ บำรุงกำลัง แก้เหนื่อยล้า ชิ้นละ 1 หยวนเท่านั้นค่ะ!"
เสียงใสๆ ของเธอเริ่มร้องตะโกนเรียกแขก ท่ามกลางเสียงเอะอะโวยวายของตลาดนัด เสียงของเธอกลับดูโดดเด่นและน่าดึงดูดอย่างประหลาด คนงานสองสามคนที่เดินผ่านมาหยุดชะงัก พวกเขามองดูขนมหน้าตาสวยงามที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในแถบนี้
"ชิ้นละ 1 หยวน? แพงไปหรือเปล่าแม่หนู ซาลาเปาตรงโน้นยังแค่ 3 เหมา (0.3 หยวน) เองนะ"
ชายวัยกลางคนคนหนึ่งเอ่ยถามพลางลูบท้อง
ชิงเซียวไม่รีรอ เธอหยิบขนมขึ้นมาหนึ่งชิ้นแล้วบิออกให้เห็นไส้ถั่วแดงเนียนละเอียดที่ควันกรุ่นลอยออกมา
"1 หยวนไม่ใช่แค่ค่าขนมค่ะคุณลุง แต่นี่คือ 'ยาสมานใจ' ขนมของหนูใช้แป้งนวดกับน้ำขิงแก่ ช่วยขับลมและบำรุงร่างกายให้มีแรงทำงานทั้งวัน ไส้ถั่วแดงก็กวนเองไม่ใส่สารกันเสีย ถ้าลองชิมแล้วไม่คุ้มค่า 1 หยวน หนูไม่เก็บเงินค่ะ"
ความมั่นใจในดวงตาของเด็กสาวทำให้ชายคนนั้นลังเล ก่อนจะควักเงินส่งให้
"อะ... ลองดูสักชิ้นก็ได้ ถ้าไม่อร่อยจริงข้าจะมาทวงเงินคืนนะ!"
เขากัดขนมเข้าไปคำแรก ความกรอบของผิวนอกที่แตกกระจายในปาก ตามด้วยความนุ่มหนึบของเนื้อแป้งที่ซึมซับรสเผ็ดร้อนอ่อนๆ ของขิง และความหวานละมุนของถั่วแดงที่ไหลผ่านลำคอ ใบหน้าของเขาเปลี่ยนจากความสงสัยเป็นความตกตะลึงทันที
"นี่มัน... อร่อยมาก! อร่อยกว่าขนมในตัวเมืองเสียอีก!"
เขาตะโกนบอกเพื่อนๆ ที่เดินตามมา
"เฮ้ยพวกเรา! มาลองนี่เร็ว ขนมแม่หนูคนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ!"
ในเวลาไม่กี่นาที แผงลอยเล็กๆ ใต้ต้นจามจุรีที่เคยเงียบเหงาก็กลายเป็นจุดรวมสายตาของคนทั้งบริเวณ ชิงเซียวแย้มยิ้มออกมาอย่างผู้ชนะ มือหนึ่งรับเงิน อีกมือหนึ่งส่งขนม หัวใจของเธอพองโตด้วยความรู้สึกที่ว่า... นี่คือจุดเริ่มต้นของการพลิกชะตาอย่างแท้จริง
ทว่าในขณะที่เธอกำลังวุ่นวายกับการขายอยู่นั้น เธอไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่า มีสายตาคมเข้มคู่หนึ่งจากชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบสีเขียวขี้ม้าที่ยืนอยู่ไกลออกไป กำลังเฝ้ามองดูเธอด้วยความสนใจอย่างลึกซึ้ง
