ตอนที่3 ชอบที่นางดูเด็ดเดี่ยวดี
ไป๋เสี่ยวหรานตัดสินใจปีนต้นไม้ข้างกำแพงรั้วแล้วกระโดดลงไปในจวน เพราะยามนี้เป็นเวลาดึกมากแล้วทุกคนต่างเข้านอนกันหมด นางจึงไม่ต้องกังวลว่าใครจะมาเห็นสภาพของนางในเวลานี้
ไป๋เสี่ยวหรานจัดการเปลี่ยนชุดแล้วทำแผลบนลำคอและบนฝ่ามืออย่างทุลักทุเลเพราะไม่ถนัด จะให้ใครรู้เรื่องนี้ไม่ได้ ไป๋เสี่ยวหรานหันไปเห็นแจกันก็เดินไปหยิบมา ก่อนจะใช้ชุดที่เปื้อนเลือดห่อแจกันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเสียง
จากนั้นก็ใช้ไม้ขัดประตูทุบแจกันจนแตก หากใครถามนางจะบอกว่าหน้ามืดเผลอปัดไปโดนแจกันตกแตก แล้วล้มลงไปโดนเศษกระเบื้องแจกันจนบาดกับพื้นจนถูกกระเบื้องบาดาด
ไป๋เสี่ยวหรานเดินกลับมาหย่อนตัวลงนั่งตรงหน้ากระจกอีกครั้ง ร่างนี้อายุเพียง 16 ปีแต่นางอายุ 22 ปีแล้ว ไป๋เสี่ยวหรานมีรูปร่างหน้าตาที่งดงามมาก เรียกว่าเป็นลูกรักของสวรรค์เลยก็ว่าได้ ดวงตากลมโต คิ้วเรียวงามรับกับจมูกโด่งที่บ่งบอกว่าดื้อรั้นพอตัว ริมฝีปากได้รูปรับกับใบหน้าเรียว ร่างกายก็สมส่วนสูงโปร่งไม่ผอมบางจนเกินไป
ร่างงดงามนี้หากตายไปคงน่าเสียดายแย่ แต่ว่านางไปนอนอยู่ที่เตียงในจวนชินอ๋องได้อย่างไรกันนะ เรื่องนี้แปลกมากจริง ๆ ฮัดชิ้ว!! จู่ ๆ นางก็จามออกมา สงสัยเดินตากน้ำค้างเลยจะไม่สบาย นางจึงรีบหยิบยาลดไข้ที่ซื้อมาจากท่าเรือกับชาวต่างชาติมากิน จากนั้นก็ขึ้นไปนอนบนเตียงแล้วหลับไปอย่างง่ายดาย
วันต่อมาไป๋เสี่ยวหรานก็ล้มป่วยลงจริง ๆ เพราะเดินตากน้ำค้าง ทุกคนเชื่อนางอย่างสนิทใจกับคำบอกเล่าของไป๋เสี่ยวหรานที่ว่า นางหน้ามืดแล้วปัดแจกันตกแตก จากนั้นก็ล้มไปโดนเศษกระเบื้องแจกันจนบาดทั้งลำคอและมือ
ยามนี้ไป๋เสี่ยวหรานมีคนช่วยพันแผลให้นางแล้ว จึงไม่ต้องลำบากมากนัก นางตื่นมากินยาแล้วก็หลับต่อทันทีเพราะพิษไข้รุมเร้า
จวนชินอ๋อง
หลังจากที่ไป๋เสี่ยวหรานกลับไปแล้ว เฉินตงหยางก็รีบหายาถอนพิษและพยายามช่วยตนเอง จนร่างกายของเขาเริ่มดีขึ้น เรื่องนี้เขาต้องสืบให้กระจ่างว่า เป็นฝีมือใครที่กล้าจับนางมาไว้บนเตียงของเขาแล้วยังผสมยากำหนัดลงในน้ำเพื่อให้เขาจับนางอุ่นเตียง
นางลงทุนใช้เลือดเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจ เช่นนั้นนางก็คงไม่รู้เรื่องนี้จริง ๆ นี่เขาเกือบจะฆ่าคนบริสุทธิ์ไปแล้ว ในกระดาษที่นางเขียนนางยืนยันว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวและหากพบหน้าจะหลีกหนีให้ไกล และเรื่องราวที่เกิดขึ้นนางจะไม่แพร่งพรายออกไป เขาก็รอดูว่านางจะทำได้อย่างที่ปากพูดหรือไม่
และเมื่อเขาตื่นขึ้นมาอีกวัน ก็เป็นเวลาบ่ายมากแล้ว เขานอนหลับยาวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน คงเป็นเพราะศึกสงครามจบสิ้นไม่มีเรื่องราวให้คิดและกังวลอีกต่อไป สมองของเขาจึงปลอดโปร่งโล่งสบายไร้เรื่องให้กังวลใจ
พอเขาเปิดประตูออกมาพ่อบ้านประจำจวน ก็รายงานว่าไทเฮาและไท่ซ่างหวงมานั่งรอเขาอยู่ที่ศาลาในสวน เขาจึงรีบเดินออกไปทำความเคารพทันที
“ถวายบังคมเสด็จพ่อ ถวายบังคมเสด็จแม่ เหตุใดไม่ให้คนไปปลุกลูกละพ่ะย่ะค่ะ”
“เห็นเจ้านอนหลับสบายเช่นนี้ แม่ก็ไม่อยากรบกวนเวลาพักผ่อนของเจ้า ที่แม่มาวันนี้เพราะอยากหารือเรื่องคู่ครองของเจ้าเท่านั้น…ห้ามพูดขัดให้แม่พูดให้จบ” ไทเฮารีบยกมือขึ้นมาห้าม เมื่อเห็นเขาทำท่าจะเอ่ยคัดค้าน
“อายุของเจ้าใช่ว่าจะน้อย ๆ แล้วแม่และบิดาของเจ้าก็อยากเห็นเจ้าออกเรือน แม่รู้ว่าเจ้าเคยบอกว่าห้ามยุ่งเรื่องนี้ แต่ว่าความต้องการของเจ้าทำให้คนเป็นแม่อย่างข้าทุกข์ใจ ลูกรักโปรดทำตามความต้องการของแม่สักครั้งได้หรือไม่” กล่าวจบน้ำตาของความอัดอั้นตันใจก็เอ่อไหลออกมา เขาเห็นเช่นนั้นก็ใจอ่อนยวบ
“เสด็จแม่อย่าร้องไห้เลยพ่ะย่ะค่ะ ตกลงลูกจะทำตามความต้องการของเสด็จแม่ดูสักครั้ง แต่ว่า…หากลูกไม่ถูกใจสตรีใดเลย เสด็จแม่ห้ามบังคับลูกเด็ดขาด”
ไทเฮายกยิ้มออกมาอย่างพอใจ อย่างน้อยเขาก็ยอมดูตัวสตรีที่นางจะคัดเข้ามา นางไม่เชื่อว่าสตรีงดงามมากมายทั่วทั้งแคว้นต้าเฉิง จะไม่มีสตรีใดถูกใจเขาเลยสักคน หากเป็นเช่นนั้นนางคงต้องขอลาบวชแล้ว
ไท่ซ่างหวงแอบรู้สึกผิดขึ้นมาอีกครั้งกับคุณหนูไป๋ หากว่าพวกเขาไม่เริ่มแผนการนั้นเสียก่อน นางคงได้มาร่วมคัดเลือกตัวว่าที่พระชายา เป็นความผิดของพวกเขาที่ทำเสียฤกษ์ไปเสียแล้ว
เมื่อไท่ซ่างหวงและไทเฮากลับไปแล้วเขาก็ถอนใจออกมาอีกครั้ง เสด็จแม่บอกว่าจะกลับมาอีกในสองวันพร้อมกับเหล่าคุณหนู เพื่อให้เขาคัดเลือกและดูตัว จู่ ๆ ใจเขาก็พลันนึกถึงคุณหนูไป๋ขึ้นมา นางคงไม่ได้มาเข้าร่วมเพราะนางได้ให้สัญญาเอาไว้แล้ว แต่ว่าเหตุใดใจเขาถึงอยากให้นางมากันนะ ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ
“ลู่หานเจ้าไปส่งนางปลอดภัยดีหรือไม่” ลู่หานที่เดินเข้ามานึกแปลกใจที่เขาถามถึงนางขึ้นมา
“ปลอดภัยดีพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมยังนึกเป็นห่วงเพราะคุณหนูไป๋ไม่ยอมให้รถม้าไปส่ง นางยอมเดินตากน้ำค้างไปจนถึงจวน เช้านี้กระหม่อมจึงไปสืบข่าวถึงได้รู้ว่านางล้มป่วยลงจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ”
“ดูเจ้าเป็นห่วงเป็นใยนางขนาดนี้ อย่าบอกนะว่าเจ้าชอบนางเข้าให้แล้ว” เขาเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดโดยไม่ทราบสาเหตุว่าทำไม
“กระหม่อมชอบที่นางดูเด็ดเดี่ยวดีพ่ะย่ะค่ะ แต่ว่าถึงจะชอบแบบหนุ่มสาวนางก็คงไม่มองกระหม่อมหรอกพ่ะย่ะค่ะ”
พอเขาได้ยินคำตอบก็ยิ่งหงุดหงิดไปมากกว่าเดิมเขาจึงรีบลุกเดินจากไปทันที ลู่หานมองตามอย่างไม่เข้าใจ เป็นอะไรของเขาดูอารมณ์ไม่ดีเอาเสียเลย
เฉินตงหยางเดินกลับมานั่งที่โต๊ะทำงาน ก่อนจะหยิบแผ่นกระดาษที่นางเขียนออกมาอ่านอีกครั้ง “กระหม่อมชอบที่นางดูเด็ดเดี่ยวดีพ่ะย่ะค่ะ” เสียงของลู่หานยังคงตามมาดังอยู่ในหัวของเขา
เดินตากน้ำค้างจนล้มป่วย ยอมเจ็บตัวเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ เรื่องราวของเขาและนางเริ่มต้นไม่ดีเอาเสียเลย แต่ช่างเถอะเขาและนางจะไม่พบเจอกันอีกแล้ว
ไทเฮาให้คนมาจัดสถานที่ตรงศาลาในสวน เพราะมีต้นไม้ร่มรื่นดีเหมาะกับการดูตัว วันนี้มีคุณหนูถึงสิบตระกูลดังที่แต่งกายอย่างสวยสดงดงาม เพื่อให้ตนเองนั้นดูเด่นและงดงามที่สุด
เมื่อเฉินตงหยางก้าวเข้ามาด้วยอาภรณ์หรูหรางามสง่าสีเขียวเข้มปักลายเมฆา เหล่าบรรดาคุณหนูเห็นเช่นนั้นก็รีบยอบกายทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง พร้อมกับก้มหน้าก้มตาอย่างเขินอาย ใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อ “ถวายบังคมชินอ๋องเพคะ”
เขาเดินตรงไปนั่งยังโต๊ะที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้เขา โดยไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา ลู่หานรีบรินชาให้เขาอย่างรู้หน้าที่ เขาจึงยื่นมือจะไปจะหยิบชามาดื่มแต่ก็ต้องชะงัก เมื่อ…
“ไทเฮาเหตุใดถึงไม่มีคุณหนูตระกูลไป๋” เสียงของไท่หวงไท่ซ่างหวงเอ่ยถามขึ้นมา
“ทูลเสด็จพ่อทางตระกูลไป๋แจ้งมาว่า คุณหนูไป๋ได้ล้มป่วยมาหลายวันแล้วเพคะ อีกอย่างทางตระกูลไป๋ได้แจ้งเจตจำนงมาว่า ขอปฏิเสธรื่องการดูตัวเพคะ” ไทเฮาเอ่ยบอกตามที่ได้รับรายงานมา
คำตอบของไทเฮาทำเอาสามบุรุษถึงกับนิ่งงันไปทันทีด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป
