ตอนที่ 5 แทบจะไม่มีเบาะแสอะไร (ตอนต้น)
ตอนที่ 5 แทบจะไม่มีเบาะแสอะไร (ตอนต้น)
หลินจือเสี้ยวต้องการข้อมูลเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย เกี่ยวกับหอจันทร์กระจ่างแห่งนี้ ถึงแม้นางจะมีความทรงจำของนางคณิกาคนเดิมอยู่ก็ตาม แต่ก็ยังเชื่อว่า เถามามาผู้ดูแลหอจันทร์กระจ่างแห่งนี้จะต้องมีเรื่องปิดบังเอาไว้มากมาย แม้จะสอบถามหลายอย่างจากหลิวหลินแต่ก็ไม่ได้เรื่องอะไรมากนัก เพราะหลิวหลินเองก็เป็นเพียงแค่เด็กรับใช้คนหนึ่งเท่านั้น
“หลิวหลิน เจ้าคิดว่าข้าจะสืบเรื่องของที่นี่ได้จากผู้ใดกัน นอกจากเถามามาเจ้าคิดว่าข้าจะต้องเริ่มจากตรงไหนก่อนดี หากข้าเดินไปถามเถามามา นางต้องไม่ตอบคำถามของข้าแน่”
หลินจือเสี้ยวเอ่ยถามขึ้นมา พลางครุ่นคิดในใจว่า
‘ในหอนางโลมแห่งนี้ นอกจากหลิวหลินแล้ว นางคณิกาคนนั้นก็ไม่ได้สนิทกับผู้ใดอีก เนื่องจากนางโลมคนอื่นต่างก็ไม่ชอบและอิจฉาหลินจือเสี้ยวกันทั้งนั้น เดินดุ่ม ๆ ไปถามผู้ใด แทนที่จะได้คำตอบคงได้ใบหน้าบึงตึงหรือถูกสบัดหน้าใส่กลับมาแทน’
“อืม...” หลิวหลิมีท่าทีครุ่นคิด แล้วเอ่ยออกมาเหมือนคิดอะไรได้ “ข้าพอจะนึกออกแล้วเจ้าคะ พี่หยวนปิงค่อนข้างสนิทกับเถามามา ถ้าหากว่าเถามามาจะเล่าเรื่องอะไรให้ใครสักคนฟัง หรือจะบอกความลับให้ใครรู้ ก็คงจะเป็นพี่หยวนปิงนั่นแหละเจ้าค่ะ”
หากจะให้นึกถึงใครสักคน หลิวหลินคิดออกเพียงแค่ชื่อเดียว และเป็นชื่อที่ไม่เป็นมงคลกับหลินจือเสี้ยวเอาเสียเลย
หลินจือเสี้ยวถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยอย่างเหนื่อยใจ “เจ้าก็รู้นี่ว่าหยวนปิงเป็นคู่แข่งกับข้า หากว่าอยู่ดี ๆ ข้าเข้าไปสนทนากับนาง เชื่อหรือไม่ว่าข้ากับนางย่อมต้องได้ตบตีกันแน่ ๆ”
“นั่นน่ะสิเจ้าคะ ข้าก็ลืมไปด้อย่างไร ต่อให้ท่านจะเปลี่ยนเป็นคนนิสัยดีแล้ว พี่หยวนปิงก็คงยังไม่เชื่อใจท่านอยู่ดี แล้วทีนี้จะทำอย่างไรเล่าเจ้าคะ” หลิวหลินเอ่ยเสียงเบา พลางถอนหายใจออกมา แล้วเอ่ยขึ้นอีกว่า “อีกอย่างหากให้คนอย่างพี่จือเสี้ยวเป็นฝ่ายไปสนทนากับคนอื่นก่อนนั้น ย่อมดูแปลกประหลาดอย่างแน่นอน” นางส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้
แต่แล้วจู่ ๆ หลินจือเสี้ยวก็เบิกตากว้างขึ้นมาเป็นประกาย คล้ายกับว่านางคิดบางอย่างออก จึงหันไปทางหลิวหลิน ก่อนจะจับมืออีกฝ่ายเขย่าอย่าแรง
“อะไรหรือเจ้าคะ” หลิวหลินถามด้วยสีหน้างุนงง
“แม้ข้าไปสนทนากับผู้อื่นไม่ได้ แต่เจ้าทำได้นี่ ใช่ไหม?” หลินจือเสี้ยวเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจ จากนั้นก็บอกแผนการที่คิดเอาไว้ออกมา “เจ้าต้องทำตัวตีสนิทกับหยวนปิงให้มากขึ้น แล้วสืบเรื่องมาให้ข้า แค่นี้เจ้าทำได้หรือไม่?”
“ได้เจ้าค่ะ พี่จือเสี้ยวความคิดของท่านเยี่ยมยอดยิ่งนัก แล้วข้าจะตีสนิทกับพี่หยวนปิงได้อย่างไรเล่าเจ้าคะ ในเมื่อนางเองก็มีเด็กรับใช้ข้างกายอยู่แล้ว” หลิวหลินพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะขมวดคิ้วแล้วถามขึ้นมาอีกครั้ง
“ไม่เห็นจะยากเลย เจ้าก็วางยาให้เด็กรับใช้ของหยวนปิงท้องเสียสักวันสิ แล้วเจ้าก็เข้าไปดูแลนางแทน เรื่องยาถ่ายเดี๋ยวข้าจัดการให้เอง”
“แล้วถ้าพี่หยวนปิงถามข้าว่า เหตุใดจึงได้มาดูแลนาง ไม่ไปดูแลท่านทั้งที่ท่านบาดเจ็บ จะให้ข้าตอบนางเช่นไร”
“ก็แค่บอกไปว่าข้าหลับ หรือไม่ก็บอกไปว่าเจ้าเองก็ไม่ได้อยากมาดูแลข้าอยู่แล้ว แต่อยากมาดูแลนางมากกว่า อย่าลืมสิว่า หยวนปิงและคนทั้งหอนี้รู้ว่าเจ้าหวาดกลัวและไม่ชอบข้า แต่นี่ก็คือข้อดีที่จะทำให้เจ้าสนิทกับนางมากขึ้น หลิวหลิน ข้าเชื่อว่าเจ้าทำได้”
หลินจือเสี้ยวหาคำตอบให้สาวใช้และเอ่ยให้กำลังใจเพื่อให้อีกฝ่ายฮึกเหิมขึ้น และทำงานนี้ให้สำเร็จ หากทำให้หยวนปิงเชื่อใจหลิวหลินได้ เรื่องข่าวและความลับของเถามามาก็อยู่ไม่ไกลแล้ว
“เจ้าค่ะพี่จือเสี้ยว ข้าจะทำอย่างที่ท่านบอก” หลิวหลินพยักหน้ารับคำอย่างมุ่งมั่น ก่อนจะถามอีกครั้ง “อ้อ...แล้วหลังจากนี้ ท่านจะทำอย่างไรเจ้าต่อเจ้าคะ”
หลินจือเสี้ยวนิ่งไปครู่หนึ่ง ในหัวก็กำลังคิด
‘เวลานี้มีเพียงแค่ข้ากับหลิวหลินเท่านั้น ที่จะร่วมมือกันทำภารกิจสืบสวนสาเหตุการตายในครั้งนี้ของนางคณิกาหลินจือเสี้ยว ซึ่งความสามารถในการสืบสวนของข้าก็ใช่ว่าจะดีนัก ถึงแม้ว่าชาติที่แล้วจะเคยอ่านนิยายสืบสวนมาบ้าง แต่ในนิยายไหนเล่าจะเหมือนกับของจริง ดังนั้นข้าจึงจำเป็นต้องหาคนช่วยอีก ทว่าจะหาใคร ก็ยังคิดไม่ออก’
“ข้ายังคิดไม่ออกเหมือนกัน เอาเพียงว่าพวกเราทำตามแผนนี้ไปก่อนก็แล้วกัน ได้เบาะแสอะไรเพิ่มเติม ค่อยมาหารือกัน ส่วนข้า...ข้าจะแสร้งป่วยต่อ และจะทำเหมือนคนความจำเสื่อม หากข้าข้าจำเรื่องคืนนั้นไม่ได้ เถามามาหรือพวกมันที่แฝงตัวอยู่ที่นี่และใหล้สถานที่แห่งนี้ตายใจว่าข้าไม่มีพิษภัยอันใด”
หลินจือเสี้ยวคิดไม่ออกจริง ๆ จะต้องเดินแผนต่ออย่างไร ในเมื่อความทรงจำส่วนนั้นขาดหายและยังไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น มีทางเดียวที่จะอยู่รอดคงต้องบอกให้ทุกคนรู้ว่านางความจำเสื่อม
“เช่นนั้นก็ดีเจ้าค่ะ ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป เพื่อความปลอดภัยของพวกเรา แต่ไม่ว่าเรื่องนี้จะอันตรายขนาดไหน ข้าจะช่วยท่านอย่างเต็มที่เจ้าคะ”
หลิวหลินพยักหน้าและเอ่ยอย่างเห็นด้วย ในเมื่อคิดช่วยเหลือแล้วย่อมต้องทำอย่างเต็ม แม้ว่าก่อนหน้านี้นางจะไม่ชอบสตรีตรงหน้า แต่เพราะแววตาของหลินจือเสี้ยวเปลี่ยนไป เลยคิดจะช่วยเหลือ เพราะสภาพที่เห็น หลินจือเสี่ยวแทบดูไม่ได้
เมื่อตกลงกันได้แล้ว สตรีสองนางก็ดำเนินการตามแผนทันที
หลินจือเสี้ยวใช้เครื่องสำอางสร้างบาดแผลและรอยฟกช้ำปลอมขึ้นมา เพื่อให้แนบเนียนในการแกล้งป่วย เวลาที่เถามามาเข้ามาดู จะได้เชื่ออย่างสนิทใจว่านางยังคงบาดเจ็บหนักอยู่
ส่วนหลิวหลินแสร้งหวาดกลัวหลินจือเสี้ยวเช่นเมื่อก่อน นอกจากนี้นางยังนำเรื่องโป้ปดที่หลินจือเสี้ยวคิดขึ้นมาใส่ร้ายตัวเอง ไปเล่าให้หยวนปิงฟังอีกด้วย และนั่นทำให้หยวนปิงเริ่มสงสารและไว้ใจหลิวหลินมากขึ้นทันที
หลิวหลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เมื่อยกข้าวต้มเข้ามาให้หลินจือเสี้ยวในเช้าวันหนึ่ง“พี่จือเสี้ยว ข้าสืบมาได้เรื่องหนึ่งเจ้าค่ะ”
หลินจือเสี้ยวหันขวับไปทางหลิวหลิน แล้วถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ว่ามา เจ้าสืบเรื่องอะไรได้”
หลิวหลินนั่งลงที่เก้าอี้ตรงข้ามเตียง นางสูดลมหายใจเข้า ก่อนจะพรั่งพรูในสิ่งที่รู้ออกมา
“พี่หยวนปิงเล่าให้ฟังว่า เถามามาเคยพูดว่ามีคุณชายท่านหนึ่งหมายปองท่าน และอยากได้ตัวท่านก่อนที่จะมีการประมูลคืนแรก ดูเหมือนว่าคุณชายท่านนั้นต้องการให้ท่านไปเป็นอนุ ตั้งแต่ยังไม่ผ่านมือชายใดเจ้าค่ะ”
“แล้วนางได้บอกหรือไม่ว่าเป็นคุณชายท่านใด” หลินจือเสี้ยวถามด้วยความอยากรู้ทันที
“พี่หยวนปิงไม่รู้ เถามามาไม่ได้บอกเจ้าค่ะ บอกแค่ว่าถ้าหากสังเกตดูดี ๆ จะสามารถคาดเดาได้ว่าคุณชายท่านนั้นคือผู้ใด”
หลิวหลินตอบอย่างลังเล ก่อนหน้าที่จะมาบอกเล่าเรื่องนี้ให้หลินจือเสี้ยวฟัง นางเอกก็คิดมาหลายตลบแล้ว ทว่าคนซื่ออย่างนาง คิดเท่าไรก็คิดไม่ออกว่าจะเป็นคุณชายท่านใด
