พลิกชะตานางคณิกาข้ามภพ

101.0K · จบแล้ว
sanvittayam
51
บท
33
ยอดวิว
9.0
การให้คะแนน

บทย่อ

หลินจือเสี้ยว นักศึกษาสาวสาขาวิทยาศาตร์เครื่องสำอางในยุคปัจจุบัน กำลังจะไปสอบวันสุดท้ายก่อนเรียนจบมหาวิทยาลัย แต่เพราะดื่มกับเพื่อนจนตื่นสาย เธอจึงรีบเรียกแท็กซี่และให้คนขับเร่งความเร็วเพื่อไปให้ทันสอบ ทว่าระหว่างทางกลับเกิดอุบัติเหตุรุนแรง รถอีกคันเสียหลักพุ่งชนแท็กซี่อย่างจัง ทำให้ทั้งเธอและคนขับเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ แต่แทนที่จะจบชีวิตลง หลินจือเสี้ยวกลับโผล่พรึบมาในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ห้องที่เธออยู่เต็มไปด้วยบรรยากาศแบบจีนโบราณเหมือนในละครที่เคยดู เธอพบว่าบนเตียงกลางห้องมีร่างของหญิงสาวคนหนึ่งกำลังนอนอยู่ หลินจือเสี้ยวเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ ก็เห้นว่านางมีรูปร่างหน้าตาที่เหมือนกับตัวเองอย่างกับแกะ ทว่าตอนนี้หญิงสาวมีร่างกายที่บอบช้ำมาก นางลืมตาโพลงขึ้นมาเหมือนรู้ว่ามีคนมาหา ยกมือข้างหนึ่งคว้าแขนของหลินจือเสี้ยวเอาไว้ ฉันพลันความทรงจำจากไหนก็ไม่รู้หลั่งไหลเข้ามาในหัวของหลินจิอเสี้ยวทันที ในความทรงจำบอกว่าหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงนั้นมีชื่อเดียวกันกับเธอ เป็นนางคณิกาอันดับหนึ่งแห่ง หอจันทร์กระจ่าง ในเมืองอี้ หญิงงามผู้มีชื่อเสียงทั้งด้านรูปลักษณ์ การร่ายรำ และการเล่นผีผา แม้จะมีบุรุษมากมายทุ่มเงินเพื่อหวังได้ครอบครองแต่หลินจือเสี้ยวกลับเลือกแขกอย่างเข้มงวดและไม่เคยยอมมอบกายให้ผู้ใด เพราะในใจของนางมีเพียงบุรุษคนเดียว นั่นคือ แม่ทัพหยางตงจือ ก่อนที่เจ้าของร่างเดิมจะเสียชีวิต นางได้ออกไปพบแขกกลุ่มหนึ่ง หลังจากแสดงระบำเสร็จ แขกคนหนึ่งยื่นสุราให้นางดื่ม ไม่นานนางก็รู้สึกมึนงงและหมดสติไป เมื่อตื่นขึ้นอีกครั้งก็กลับมาในสภาพบาดเจ็บสาหัส ส่วนความทรงจำช่วงก่อนถูกทำร้ายกลับหายไปทั้งหมด แม้จะยังสับสนกับสถานการณ์แต่หลินจือเสี้ยวก็รู้สึกสงสารเจ้าของร่างเดิมที่ต้องตายอย่างไม่ยุติธรรม นางจึงตั้งใจว่าจะ สืบหาความจริงว่าใครเป็นคนทำร้ายนาง หลินจือเสี้ยวตัดสินใจที่จะอยู่ที่หอจันทร์กระจ่างต่อ สวมรอยเป็นคณิการอันดับหนึ่งเพื่อดำเนินภาระกิจต่อไป แต่หลินจือเสี้ยวคนใหม่นี้กลับอ่อนโยน ร่าเริง และเป็นกันเอง ต่างจากหลินจือเสี้ยวคนก่อนที่เป็นคนร้ายกาจและกดขี่ผู้อื่นอย่างลิบลับจนผู่คนในหอนางโลมต่างก็แปลกใจ แม้แต่หลิวหลินเด็กรับใช้ประจำตัวของนางด้วย ทว่าภายใต้ความอ่อนโยนนั้นก็มีความเข้มแข็งซ่อนอยู่ (หลิวหลินคนนี้เป้นคนอยู่เคียงข้างและคอยสนับสนุนหลินจือเสี้ยว) หลินจือเสี้ยวกลับไปทำหน้าที่ในหออีกครั้ง ทว่าเมื่อถึงเวลาร่ายรำต่อหน้าแขกเหรื่อ ความแตกต่างระหว่างเจ้าของร่างเดิมกับวิญญาณใหม่ก็ปรากฏขึ้นทันที นางได้รับความทรงจำที่ถ่ายทอดมาจากหิลนจือเสี้ยวคนเดิมจึงทำให้ร่ายรำได้อย่างดงาม ผู้คนต่างก็ชื่นชมให้ความงามและปรมมือให้ ช่วงเวลาที่ร่ายร่ำอยู่นั้นนางก็ไม่ได้ปล่อยให้เวลาเสียล่าทว่าสังเกตความเป็นไปในหอจันทร์กระจ่างไปด้วยเผื่อว่าจะได้ข้อมูลอะไรที่เกี่ยวข้องกับการตายของหลินจือเสี้ยวคนเดิมบ้าง ในคืนเดียวกันนั้น แม่ทัพหยางตงจือ ก็มาดื่มสุราที่หอจันทร์กระจ่างตามปกติ แต่หลินจือเสี้ยวกลับไม่เข้าไปเอาใจเหมือนเมื่อก่อน ทำให้หลายคนแปลกใจเพราะทุกคนรู้ดีว่าเจ้าของร่างเดิมหลงรักแม่ทัพผู้นี้อย่างมาก ขณะเดียวกัน หลินจือเสี้ยวเริ่มคิดหาวิธีสืบหาความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และบุคคลที่นางคิดว่าน่าจะช่วยได้มากที่สุดก็คือหยางตงจือ ผู้มีอำนาจและเครือข่ายกว้างขวาง เมื่อคิดได้นางจึงพยายามหาโอกาสเข้าใกล้เขา ถึงขั้นเปิดการแสดงผีผาเพื่อเอาใจโดยเลือกเพลงโปรดของเขา หยางตงจือมองออกทันทีว่านางกำลังเล่นละครแต่ก็ไม่ได้สนใจมากนัก ไม่นานหลังจากนั้น แม่ทัพหยางต้องเดินทางไปเมืองหลวงเพื่อรายงานสถานการณ์ศึก ทำให้เขาหายไปจากหอจันทร์กระจ่างเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม หลินจือเสี้ยวได้แต่นั่งรออย่างกระวนกระวาย เมื่อเขากลับมาอีกครั้ง นางจึงตัดสินใจเข้าไปหาเขาโดยตรง และบอกความจริงว่าอยากขอความช่วยเหลือในการสืบหาคนที่ทำร้ายนาง หยางตงจือยอมช่วย แต่มีเงื่อนไขว่า นางต้องมาปรนนิบัติเขาทุกครั้งที่เขามาดื่มสุราที่หอ โดยไม่คิดค่าตอบแทนแม้แต่เฟินเดียว หลินจือเสี้ยวตอบตกลงทันที ทั้งสองนั่งพูดคุยกัน หลินจือเสี้ยวเค้นความทรงจำที่ได้รับมาก็จำได้เพียงว่าหลังดื่มสุราจอกนั้น ก็มีรถม้ามารับ และบนรถม้ามีกลิ่นบางอย่างคล้ายกำยานหรือน้ำมันหอม หลินจือเสี้ยวบอกว่านางมีความสามารถในการแยกกลิ่นที่ยอดเยี่ยม หากได้พบรถม้าคันนั้นอีกละก็นางจะต้องจำได้อย่างแน่นอน (ชาติที่แล้วเรียนวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางมาเลยแยกแยะกลิ่นห้ำหอมและสารเคมีได้) หยางตงจือจึงเริ่มสืบจากรถม้าในเมืองทั้งหมด พาหลินจือสี้ยวไปสำรวจรถม้าพวกนั้นจนพบว่ามีรถม้าหลายคันที่มีกลิ่นคล้ายกันแต่ยังไม่ใช่กลิ่นที่หลินจือเสี้ยวจำได้ เหลือเพียงรถม้าของ หวังเซียวซวน บุตรชายของเจ้าเมือง ซึ่งยากต่อการตรวจสอบ ทั้งสองจึงตัดสินใจลอบเข้าไปในจวนเจ้าเมืองในยามค่ำคืน และพบว่ารถม้าของหวังเซียวซวนมีกลิ่นเดียวกับที่หลินจือเสี้ยวจดจำได้จริง แต่ก่อนจะตรวจสอบต่อหลินจือเสี้ยวกลับซุ่มซ่ามทำแจกันแตกจนเกือบถูกจับได้ ทำให้ทั้งคู่ต้องรีบหนีออกมา หลังจากนั้น หยางตงจือเริ่มสงสัยหวังเซียวซวนมากขึ้น ไม่นานต่อมา หลินจือเสี้ยวได้โอกาสดื่มสุรากับหวังเซียวซวนในหอจันทร์กระจ่าง ระหว่างสนทนา เขาเผลอพูดถึง “คืนนั้น” ทำให้นางเริ่มมั่นใจว่าเขาน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งสองจึงลอบเข้าไปค้นจวนเจ้าเมืองอีกครั้ง และพบ ห้องลับในเรือนของหวังเซียวซวน ภายในเต็มไปด้วยอุปกรณ์ทรมานสตรี และยังพบต่างหูข้างหนึ่งของหลินจือเสี้ยวตกอยู่ด้วย พวกเขากลับมาพูดคุยเรื่องนี้กันที่หอจันทร์กระจ่าง เถามามาผู้ดูแลหอจันทร์กระจ่างแอบฟังแผนการของพวกเขาและเตรียมไปแจ้งหวังเซียวซวน แต่ถูกจับได้เสียก่อน เมื่อนางถูกเค้นถามจึงยอมสารภาพว่าเป็นผู้จัดการให้หวังเซียวซวนพาหลินจือเสี้ยวออกจากหอในคืนนั้นเพราะได้รับเงินจำนวนมาก เช้าวันต่อมา หลินจือเสี้ยวไปตีกลองร้องทุกข์ที่หน้าจวนว่าการ ฟ้องร้องหวังเซียวซวนต่อหน้าผู้คน แม้เจ้าเมืองจะพยายามปกป้องบุตรชาย แต่เมื่อมีทั้งพยาน หลักฐานจากห้องลับ และต่างหูของหลินจือเสี้ยว หวังเซียวซวนก็ไม่สามารถปฏิเสธได้อีก และต้องรับโทษถูกส่งไปใช้แรงงานที่ชายแดน ส่วนเถามามาถูกลงโทษใช้แรงงานเช่นกัน หลังคดีจบลง หลินจือเสี้ยวรู้สึกซาบซึ้งหยางตงจืออย่างมาก และตัดสินใจบอกความจริงว่าเธอไม่ใช่หลินจือเสี้ยวตัวจริง เธอเป็นคนจากโลกอนาคตที่ทะลุมิติมาโผล่ ณ ที่แห่งนี้ หยางตงจือไม่ได้ตกใจ กลับหัวเราะและบอกว่าเขาชอบหลินจือเสี้ยวแบบนี้มากกว่า เพราะนางซุ่มซ่ามแต่จริงใจ ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจ ไถ่ตัวหลินจือเสี้ยวออกจากหอจันทร์กระจ่าง และพานางไปอยู่ที่จวนของตน ต่อมา สหายของเขาได้มาไถ่ตัวหลิวหลินออกจากหอเช่นกัน ทำให้หญิงสาวทั้งสองได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ หลินจือเสี้ยวใช้ชีวิตอยู่ในจวนแม่ทัพกับหยางตงจืออย่างสงบสุข แม้ฐานะของนางจะต่ำกว่า แต่เขากลับปฏิบัติต่อนางด้วยความจริงใจ จนกระทั่งวันหนึ่ง จ้าวอันจือ ญาติผู้น้องและคู่หมั้นในวัยเด็กของหยางตงจือ เดินทางมาจากเมืองหลวง และพยายามหาเรื่องใส่ร้ายหลินจือเสี้ยวอยู่หลายครั้ง แต่ด้วยไหวพริบและความซื่อสัตย์ของหลินจือเสี้ยว ทำให้นางสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้ และหยางตงจือก็ส่งจ้าวอันจือกลับเมืองหลวง หลังจากนั้น หยางตงจือจึงขอหลินจือเสี้ยวแต่งงาน ทั้งสองจัดพิธีแต่งงานอย่างเรียบง่าย และใช้ชีวิตคู่ด้วยกันอย่างมีความสุข หนึ่งปีต่อมา พวกเขามีบุตรชายด้วยกันหนึ่งคน และตัดสินใจลาออกจากราชการไปใช้ชีวิตอย่างสงบในชนบท ที่นั่นไม่มีใครรู้ว่าชายผู้นั้นเคยเป็นแม่ทัพ และไม่มีใครรู้ว่าหญิงสาวผู้นั้นเคยเป็นนางโลม ผู้คนรู้เพียงว่า ครอบครัวเศรษฐีใจดีครอบครัวหนึ่งย้ายมาอยู่ในหมู่บ้าน ช่วยจ้างงานชาวบ้าน และใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและอบอุ่น อดีตที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดจึงค่อย ๆ เลือนหาย เหลือเพียงชีวิตใหม่ที่หลินจือเสี้ยวได้รับมาอย่างคาดไม่ถึง

นิยายจีนโบราณนิยายรักโรแมนติกเทพสงครามแม่ทัพคนธรรมดาข้ามมิติสืบสวนสอบสวนจีนโบราณโรแมนติก18+

ตอนที่ 1 ฉันข้ามภพมาเหรอ (ตอนต้น)

ตอนที่ 1 ฉันข้ามภพมาเหรอ (ตอนต้น)

ตูม!

เสียงวัตถุขนาดใหญ่ชนกันดังสนั่นหวั่นไหว ทำเอาหญิงสาวที่นั่งหลับอยู่บนเก้าอี้ถึงกับตกใจตื่นขึ้นมา เธอสะดุ้งจนตัวโยน ก่อนที่จะใช้มือข้างหนึ่งจับที่หน้าอกด้านซ้าย เพื่อข่มใจที่กำลังเต้นแรงให้สงบลง แล้วพูดขึ้นมาอย่างไม่พอใจ

“ใครทำบ้าอะไรกันเนี่ย ถ้าฉันหัวใจวายตายละก็ ฉันจะไปเข้าฝันบอกพ่อให้มาเอาเรื่องให้ถึงที่สุดเลย คอยดูสิ”

หลังจากได้พูดระบายอารมณ์ไปแล้ว เธอก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

แต่ทว่ายังไม่ทันได้ถอนจนสุดลมหายใจ ก็มีเหตุให้ต้องตกตะลึงอีกครั้ง เมื่อภาพตรงหน้าแปลกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะหญิงสาวคิดว่ากำลังนั่งอยู่ในห้องนอนของตัวเอง

แต่ที่ไหนได้ เมื่อเบิกตาดูชัด ๆ กลับกลายเป็นว่าเธอกำลังนั่งอยู่ในห้องนอนของใครก็ไม่รู้ ที่สำคัญสถานที่แห่งนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่ห้องนอนแบบทั่วไปด้วย

เพราะที่นี่ดูเหมือนจะเป็นเรือนรูปแบบจีนโบราณหลังหนึ่ง บรรยากาศค่อนข้างสงบ ผนังไม้สีเข้มขัดมัน ข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดล้วนเป็นไม้แกะสลักแบบโบราณ

บนโต๊ะเตี้ยข้างเตียงมีชุดน้ำชาดินเผาวางอยู่อย่างเรียบร้อย กลิ่นหอมอ่อนของชาและสมุนไพรลอยปะปนอยู่ในอากาศ ใกล้มุมห้องมีฉากกั้นวาดภาพภูเขาและสายน้ำ ส่วนด้านข้างเก้าอี้ที่เธอกำลังนั่งอยู่นั้น คือโต๊ะเครื่องแป้งที่มีเครื่องประทินผิววางอยู่เต็มไปหมด

“ที่นี่มันที่ไหน? แล้วฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน” หญิงสาวถามตัวเองอย่างงุนงง

ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้จึงค่อย ๆ หันมองไปทางโต๊ะเครื่องแป้งแล้วมาหยุดที่กระจก และเมื่อเห็นตัวเองในนั้นก็ต้องเบิกตากว้างและตื่นตกใจอีกครั้ง

เนื่องจากภาพในกระจกดันเห็นตัวเองอยู่ในชุดจีนโบราณ ที่ทำจากผ้าไหมเนื้อบางสีแดงเข้ม ปักลายดอกโบตั๋นและนกหงส์ด้วยด้ายทองระยิบระยับ ตัวเสื้อออกแบบเปิดไหล่ เผยผิวเนียนขาวนวลตัดกับสีผ้าอย่างโดดเด่น ชายผ้าคลอเคลียไปตามลำแขนอย่างอ่อนช้อย สาบเสื้อเย็บแต่งด้วยผ้ามันเงา เพิ่มความอ่อนหวานและแฝงความเย้ายวนเอาไว้

เมื่อความแน่ใจแล้วว่านี่คือตัวเอง จึงยืนขึ้นเต็มตัว แล้วพูดกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรน

“นี่มันอะไรกันเนี่ย หลินจือเสี้ยว เธอมาที่นี่ได้ยังไง แถมยังแต่งชุดอะไรก็ไม่รู้ เหมือนตัวละครจีนโบราณเลย อย่าบอกนะว่า....”

ทว่าเพียงครู่เดียวก็ตั้งสติได้ เพราะคิดว่าต่อให้ร้อนรนไป ก็คงไม่ได้ช่วยอะไร

หลินจือเสี้ยวพยายามคิดปะติดปะต่อเรื่องราวไม่เข้าใจว่าเวลานี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

“จำได้ว่าก่อนหน้านี้ฉันรีบไปสอบวิชาสุดท้ายแล้วดันตื่นสายนิดหน่อย เพราะเมื่อคืนดื่มฉลองกับเหล่าเพื่อน ๆ จนเมา เหลือเวลาเพียงแค่สามสิบนาที ที่จะต้องไปให้ถึงห้องสอบ ฉันรีบอาบน้ำแต่งตัวแล้วคว้ากระเป๋าเดินออกจากอพาร์ตเมนท์...”

หญิงสาวพูดทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นช้า ๆ และพยายามนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จำได้ว่าเธอวิ่งมาถึงหน้าอพาร์ตเมนท์ จากนั้นโบกแท็กซี่คันที่อยู่ใกล้ที่สุด เมื่อเปิดประตูเข้าไปนั่งก็ได้บอกกับคนขับอย่างเร่งรีบ “ไปมหาวิทยาลัยชิงหัวค่ะ ด่วนที่สุดเลยนะคะคุณลุง หนูต้องเข้าห้องสอบก่อนแปดโมงเช้า”

“แบบนั้นไม่ดีหรอกมั้งหนู ขับรถเร็วเกินไป ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา พวกเราจะไม่เหลือเอาน่า อะไหล่อย่างลุงหายากเสียด้วย” คนขับแท็กซี่ตอบกลับมาอย่างไม่เห็นด้วย และพยายามมพูดติดตลกเพราะไม่อยากเคร่งเครียดเกินไป“หนูเข้าใจที่คุณลุงพูดนะคะ แต่ช่วยหนูหน่อยเถอะนะคะ หนูรีบจริง ๆ วันนี้เป็นสอบวันสุดท้าย ถ้าผ่านการสอบวันนี้ไปแล้วหนูก็จะเรียนจบ แต่ถ้าหนูไปไม่ทันสอบวันนี้ หนูต้องลงทะเบียนเรียนใหม่ กว่าจบอีกทีปีหน้าเลยนะคะ ถ้าคุณลุงโดนปรับก็ติดต่อหาหนูได้เลย หนูจะจ่ายค่าปรับให้ทั้งหมดเอง คุณลุงช่วยหนูหน่อยนะคะ”

หลินจือเสี้ยวพยายามรบเร้าลุงคนขับแท็กซี่ นั่นเพราะเธอไม่มีหาทางอื่นแล้วจริง ๆ ถ้าหากหายตัวแล้วไปโผล่ที่ห้องสอบได้ เธอก็คงทำไปแล้ว

คนขับได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างเสียมิได้ รู้ก็รู้ว่าการขับรถเร็วเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย และอาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ แต่เมื่อเห็นเด็กรุ่นลูกมีความตั้งใจในการเรียนแล้ว เขาก็อดที่จะช่วยไม่ได้

ในที่สุดลุงคนขับยอมทำตามความต้องการของเธอ

“ก็ได้ ๆ ลุงจะพยายามนะ นั่งดี ๆ ก็แล้วกัน”

หลังจากพูดจบรถแท็กซี่ก็เคลื่อนตัวออกไปด้วยความเร็ว คนขับพยายามทำเวลาอย่างสุดฤทธิ์ เพื่อที่จะไปส่งผู้โดยสารให้ถึงเป้าหมายทันเวลาให้ได้ ถึงแม้ว่าจะต้องใช้ความเร็วที่มากกว่าปกติ แต่ก็ไม่ได้ระมัดระวังน้อยลงไปเลย

เวลาผ่านมาแล้วสิบนาที หลินจือเสี้ยวก็ยังคงมีความกังวลมาก เธอนั่งแทบจะไม่ติดเบาะ ในใจคิดว่าถ้าไม่ทันขึ้นมาจริง ๆ จะไปขอร้องอาจารย์ประจำรายวิชายังไงดี เพื่อขอสิทธิ์สอบอีกครั้ง

“คุณลุงคะ ช่วยเร่งให้อีกหน่อยได้ไหมคะ หนูกลัวว่าจะไม่ทันค่ะ เหลือเวลาอีกไม่กี่นาทีแล้ว” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่ร้อนรน สายตามองไปนอกถนนเพื่อดูว่าตอนนี้ถึงไหนแล้ว

“เร็วกว่านี้ไม่ได้แล้วนะ มันอันตรายมากรู้ไหม ต่อให้เราจะระมัดระวังขนาดไหน หากว่าคนอื่นเขาไม่ระวัง เราก็อาจจะเกิดอุบัติเหตุได้เหมือนกัน ถ้าเร่งความเร็วมากนี้ แล้วเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจริง ๆ ลุงรับผิดชอบไม่ไหวหรอกนะ” ลุงคนขับเองก็ตอบกลับมาอย่างกังวลใจเช่นกัน นี่เขาก็ทำเกินที่กฎหมายกำหนดแล้ว หากยังเร่งเครื่องอีก แล้วเกิดอะไรขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบกันล่ะ

“เร่งให้หนูหน่อยเถอะนะคะคุณลุง หนูขอร้อง อีกอย่างเราคงไม่โชคร้ายขนาดนั้นมั้งคะ” หลินจือเสี้ยวยังคงดื้อรั้นที่จะรบเร้าต่อ เป็นเพราะว่าเธอเองก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริง ๆ

ทว่าพูดยังไม่ทันขาดคำ ก็เกิดเรื่องขึ้นมาจริง ๆ เมื่อรถแท็กซี่ที่หลินจือเสี้ยวนั่งอยู่ขับไปดี ๆ กลับมีรถจากเลนฝั่งตรงข้ามกำลังแซงรถบรรทุกขึ้นมาอย่างเร็ว รถคันที่แซงมานั้นขนานมากับรถบรรทุก โดยไม่ลดความเร็วเลยแม้แต่น้อย และสุดท้ายก็เสียหลักพุ่งเข้าข้ามฝั่งมาหารถแท็กซี่ทันที