บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 3 สวมรอยเป็นนางคณิกา (ตอนต้น)

ตอนที่ 3 สวมรอยเป็นนางคณิกา (ตอนต้น)

เมื่อมือของอีกฝ่ายปล่อยแขนของเธอ หลินจือเสี้ยวก็หลุดออกจากความทรงจำของนางคณิกาผู้นั้น หญิงสาวใช้เวลาอยู่ครู่ใหญ่ถึงจะตั้งสติได้ ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าตัวเองไม่ใช่ผี แต่ได้ทะลุมิติมาจริง ๆ มาไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่อง ดันมาทั้งร่างกายนี่สิ

เธอพิจารณาและมองดูร่างนั้นอีกครั้ง หลังจากที่ปล่อยมือแล้ว นางคณิกาหลินจือเสี้ยวก็ไม่ขยับเขยื้อนอีกเลย ลมหายใจที่แผ่วเบาก่อนหน้านี้ กลับกลายเป็นว่าดับสนิทไปแล้ว

“นี่เจ้า...เจ้าเป็นอะไรไป อย่าเพิ่งตายสิ เรายังสนทนากันไม่รู้เรื่องเลยนะ” หลินจือเสี้ยวพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก เมื่อรู้สึกได้ว่าร่างตรงหน้าไม่หายใจแล้ว

ทำให้บรรยากาศในห้องนอนเปลี่ยนเป็นเยียบเย็นในทันที นั่นก็ทำให้เข้าใจได้ว่า นางคณิกาผู้นี้ได้จากไปแล้วจริง ๆ

เวลานี้พอจะสันนิษฐานได้ว่า ตนเองน่าจะอยู่ในยุคจีนโบราณไม่ผิดแน่ และที่นี่คือหอคณิกาที่ขึ้นชื่อที่สุดในเมืองอี้เมืองชายแดนแห่งนี้

หลินจือเสี้ยวพยายามจะแตะต้องร่างนั้นอีกครั้ง ทว่ายังไม่ทันได้ยื่นมือออกไป ปรากฏว่าร่างนั้นกำลังสลายกลายเป็นฝุ่นผงที่กำลังลอยขึ้นสู่อากาศ เธอมองภาพนั้นด้วยความตกตะลึง

และเพียงไม่กี่อึดใจ เตียงนั้นก็ว่างเปล่า หลินจือเสี้ยวนางคณิกาคนนั้นได้หายจากที่นี่ไปแล้วตลอดกาล

“เจ้าคงตั้งใจให้ข้ามาหาเจ้า และให้ข้ามาเป็นเจ้าใช่หรือไม่ แม่นางคณิกาคนงาม” หลินจือเสี้ยวถามกับความว่างเปล่า ด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อย

“เฮ้อ ใจหนึ่งก็คิดสงสารนาง แต่ใจหนึ่งก็คิดสงสารตัวเอง โชคชะตานะโชคชะตา ให้ข้าทะลุมิติมาทั้งที ทำไมถึงไม่ได้ไปเกิดเป็นคนร่ำรวยมีฐานะล่ะ กลับมาเป็นคณิกาเสียนี่ ก็รู้ ๆ กันอยู่ว่า ชีวิตของคณิกานั้นยากลำบาก และโดนดูถูกเหยียดหยามเพียงใด แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ ข้าก็คงต้องยอมรับชะตากรรมต่อไปสินะ”

นางตัดพ้อโชคชะตาอย่างเหนื่อยใจ จากนั้นก็เดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ตัวเดิมอีกครั้ง ก่อนจะคิดวางแผนถึงอนาคต

“ยอมรับว่าการทะลุมิติมาแบบนี้ เป็นเรื่องกะทันหันไปหน่อย แต่ก็ไม่เป็นไร คนอย่างหลินจือเสี้ยวรับมือได้อยู่แล้ว เดิมทีข้าก็เป็นคนมีความสามารถคนหนึ่ง ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ยังสามารถวางแผนเตรียมก่อตั้งกิจการจนใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ได้ มาชาตินี้ก็ไม่ได้ถือว่ายากอะไร แต่ก่อนอื่นข้าจะต้องทิ้งตัวตนเองและใช้ชีวิตให้เหมือนคนที่นี่เสียก่อน ไม่เช่นนั้นอาจจะถูกมองว่าเป็นคนวิปลาส เดี๋ยวจะถูกจับไปเผาทั้งเป็นได้”

หญิงสาวพูดกับตัวเองอย่างจริงจังและมีความเชื่อมั่นใจตัวเองอย่างมาก

ก่อนจะคิดไปถึงเรื่องของหลินจือเสี้ยว คณิกาที่เพิ่งจากไป หญิงสาวคิดวนไปวนมาและถามออกมาว่า

“นางเจออะไรมากันแน่ ถึงได้บาดเจ็บมากมายถึงเพียงนั้น จนทนอาการบาดเจ็บไม่ไหวแล้วตายจากไปในที่สุด สาเหตุที่ได้รับบาดเจ็บมากถึงเพียงนี้ ในยุคนี้มีอยู่ไม่กี่อย่าง หากไม่ใช่เพราะว่าอุบัติเหตุใหญ่อย่างตกม้า หรือว่ารถม้าตกเขา ก็ต้องเป็นการถูกทำร้าย”

หญิงสาวพยายามคิดและเขียนความเป็นไปได้ทั้งสองทางลงในกระดาษ

“หากว่าเป็นเรื่องของการตกม้า หรือว่ารถม้าตกเขานั้น เป็นไปได้ยากมาก เนื่องจากคนอย่างหลินจือเสี้ยวเป็นเพียงคณิกา คงไม่มีความสามารถในการขี่ม้าอย่างแน่นอน ข้อนี้จึงถูกปัดตกไป”

นางพูดขึ้นมา แล้วขีดฆ่าความเป็นไปได้นี้ทิ้งไป

“ถ้าหากว่าเป็นกรณีรถม้าตกเขา ก็เป็นไปได้ค่อนข้างยาก เพราะนางเดินทางออกจากหอคณิกาในตอนเย็น แล้วได้รับบาดเจ็บกลับมา ซึ่งเป็นระยะเวลาเพียงไม่กี่ชั่วยาม ไม่สามารถเดินทางออกไปนอกเมืองหรือว่าสถานที่ไกล ๆ ได้ และถ้าหากนางได้เดินทางออกไปนอกเมืองได้ และเกิดเหตุรถม้าตกเหวจริงแล้วละก็ เวลาเพียงไม่กี่ชั่วยาม ก็คงไม่สามารถช่วยนางให้กลับมาที่หอนางโลมได้ทันหรอก ข้อนี้ก็ปัดทิ้ง”

นางพูดจบก็ขีดความน่าจะเป็นนี้ทิ้งไปอีกครั้ง แล้วพูดขึ้นมาอย่างกังวล

“มีเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือถูกทำร้าย”

เมื่อคิดได้อย่างนั้นหลินจือเสี้ยวก็ลุกพรวดขึ้นยืนทันทีด้วยความตกใจและเป็นกังวล สายตาทอดมองลงไปยังเตียงที่เคยมีร่างของคณิกาผู้นั้นนอนอยู่ ซึ่งขณะนั้นเอง

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูดังสองสามครั้ง และไม่ต้องรอให้คนข้างในอนุญาต หญิงสาวนางหนึ่งก็เปิดประตูเข้ามา ซึ่งเป็นเด็กรับใช้ของหอจันทร์กระจ่าง นางมาพร้อมถาดอาหาร บนถาดมีข้าวต้มอยู่ชามหนึ่ง กำลังส่งกลิ่นหอมลอยมาชวนท้องร้อง

“พี่จือเสี้ยว...เหตุใดท่านถึงได้ลุกขึ้นมานั่งเล่าเจ้าคะ ท่านกำลังบาดเจ็บอยู่มิใช่หรือ” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแสดงความเป็นห่วง ถึงแม้ที่ผ่านมาจะไม่ได้ชอบหลินจือเสี้ยวมากนัก แต่ด้วยหน้าที่จึงจำต้องดูแลเป็นอย่างดี

หลินจือเสี้ยวพยายามทบทวนความทรงจำ ทำให้รู้ว่าสตรีผู้นี้มีชื่อว่าหลิวหลิน นางเป็นเด็กรับใช้ประจำตัวของหลินจือเสี้ยวนางคณิกาผู้นั้น มีนิสัยที่ค่อนข้างขี้อายและขี้กลัว

ส่วนนางคณิกาหลินจือเสี้ยวมีนิสัยร้ายกาจ ทะนงตนว่าเป็นคณิกาอันดับหนึ่งของเมืองอี้ เลยไม่เห็นหัวเด็กรับใช้ หลิวหลินมักจะถูกจิกหัวใช้อยู่ตลอด หนำซ้ำยังได้รับคำดูถูกสารพัด แต่ถึงอย่างนั้นหลิวหลินก็ยังทนทำงานโดยไม่ปริปากบ่น เนื่องจากต้องการเงิน เพื่อส่งไปให้พ่อแม่ที่อยู่นอกเมือง

เมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบ หลิวหลินก็กล้า ๆ กลัว ๆ ที่จะเดินเข้าไปดูอาการของหลินจือเสี้ยวใกล้ ๆ จึงได้แต่วางถาดอาหารไว้บนโต๊ะ แล้วเลียบเคียงถามด้วยน้ำเสียงอ่อน และเบามาก

“พี่จือเสี้ยว...ท่านหายดีแล้วอย่างนั้นหรือเจ้าคะ”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel