9. เกี้ยวเจ้าสาว
แต่ในขณะที่หลี่ม่านคิดอย่างเป็นสุข ผู้เป็นมารดากลับจ้องมองอย่างเป็นกังวล หลานตี้เกรงว่าการตัดสินใจครานี้อาจพบเจอปัญหามากกว่าการอยู่ที่ตระกูลฟานก็เป็นได้
“ม่านเอ๋อร์ ให้แม่ช่วยหรือไม่” นางเอ่ยถามเสียงพร่าเบา
“ท่านแม่ เราไม่ได้มีสมบัติอันใด มีแค่เสื้อผ้ากับสมุนไพรที่ต้องใช้ ข้าเก็บคนเดียวได้เจ้าค่ะ” เด็กสาวหันมาบอกเสียงอ่อน พลางเดินเข้ามานั่งข้างกัน “ท่านแม่ อย่ากังวลเลยนะเจ้าคะ ข้าเชื่อว่าการใช้ชีวิตที่ตระกูลหาน แม้จะทำให้เราเหนื่อยกายไปบ้าง แต่เรื่องเหนื่อยใจเช่นที่นี่ ข้าว่าไม่มีแน่เจ้าค่ะ”
“ม่านเอ๋อร์ ไยเจ้าถึงมั่นใจนัก” ผู้เป็นแม่ถามอย่างใคร่รู้
เด็กสาวยิ้มก่อนตอบ “ก็เพราะที่นั่นมีแค่คนแก่กับคนป่วยนี่เจ้าคะ ลูกแต่งเข้าไปเป็นสะใภ้ พวกเขาย่อมทำดีเพื่อให้ลูกช่วยดูแลเรื่องต่าง ๆ ให้ อย่างไรก็ไม่กล้าทำให้ลำบากใจมากไปกว่าขอให้ช่วยงานหรอกเจ้าค่ะ” หลี่ม่านเอ่ยอย่างรู้ทันคนจวนหาน
“แล้วเจ้าไม่เกรงว่าตนจะต้องทำงานหนักหรือ” ผู้เป็นแม่ยังเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใย
“ท่านแม่ ลูกสาวท่านแข็งแรงนะเจ้าคะ อีกอย่างข้าเชื่อว่าเราลงแรงที่นั่น ย่อมกินอิ่มนอนหลับได้ดีกว่าอยู่ที่นี่แน่นอนเจ้าค่ะ แล้วก็วันไหนว่าง ๆ ข้าจะขึ้นเขาไปล่าไก่ป่ามาต้มน้ำแกงให้ท่านกิน ชดเชยสามตัวที่ถูกแย่งไปดีไหมเจ้าคะ”
“เจ้าเด็กคนนี้นี่ เจ้าแต่งงานแล้วจะทำเช่นนั้นได้อย่างไรกัน”
“ไม่รู้ล่ะ หากแม่สามีข้าเผลอ ข้าจะแอบไปล่าไก่ป่าจริง ๆ ข้าเองก็อยากชิมไก่ป่าที่ล่ามาได้เหมือนกันนะเจ้าคะ นึกแล้วก็แค้นใจนัก รู้เช่นนี้ข้าเอายาพิษทาไก่ป่าไว้ด้วยก็ดี”
“เด็กดี อย่าทำเช่นนั้นเลยลูกมันบาปกรรม” หลานตี้เอ่ยสอนบุตรเสียงอ่อน แต่หารู้ไม่ว่าบุตรสาวนั้นลงมือทำไปแล้ว
หลี่ม่านยิ้มอ่อนให้ความใจดีของมารดาเจ้าของร่าง ซึ่งนางก็รักฝังใจคิดว่าอีกฝ่ายเป็นแม่แท้ ๆ ไปแล้ว เพราะยามอยู่ในโลกปัจจุบันนางเป็นกำพร้า ที่ถูกกลุ่มนักฆ่าเก็บไปเลี้ยง ความรักความอบอุ่นจากอ้อมกอดของบุพการีนางจึงไม่เคยพบพาน เมื่อได้สัมผัสครั้งหนึ่ง หญิงสาวก็เกิดหวงแหนมันอย่างที่สุด ชาติภพนี้คนจากโลกปัจจุบันจึงตั้งใจว่าจะดูแลมารดาเจ้าของร่างเป็นอย่างดี และทดแทนชีวิตเดิมของตนที่ไม่เคยได้รับอ้อมกอดจากแม่มาก่อน
“ท่านแม่อย่ากังวล ลูกไม่ทำใครถึงตายแน่นอนเจ้าค่ะ”
“เจ้านี่ยังจะมาพูดเช่นนี้อีก” หลานตี้ตีเข้าที่แขนบุตรสาวอย่างหยอกเย้า ซึ่งแต่ก่อนแม้แต่แรงยกมือก็ยังไม่มีเลย
“ฮูหยินรองฟาน มีแรงเข้าหน่อยท่านก็กล้าทำร้ายข้าหรือ” หลี่ม่านเอ่ยเย้ามารดาด้วยเสียงทุ้มเช่นบุรุษ พร้อมกับจับไหล่ตรึงไว้ ทว่าเด็กสาวไม่ได้ออกแรงบีบหรือทำอันใดมากกว่านั้น
“ฮ่าฮ่า ดูเจ้าเด็กคนนี้ทำเข้า ชักจะดื้อใหญ่แล้วนะ” หลานตี้ส่งเสียงหัวเราะขบขันอย่างชอบใจ หลังจากไม่ได้หัวเราะมานานกว่าหลายปีแล้ว นับตั้งแต่สามีจากไปเลยก็ว่าได้
ความสุขเล็ก ๆ ของสองแม่ลูกแว่วดังมาถึงเรือนใหญ่ ถึงกระนั้นก็ไม่มีเสียงก่นด่ามาให้ได้ยิน นั่นเพราะพวกเขาต่างก็ออกจากเรือน ไปหาลู่ทางเกี่ยวดองกับตระกูลมั่งคั่งในเมืองกันแล้ว
สามวันต่อมา...
วันมงคลอันเรียบง่ายที่คนตระกูลฟานยินดีนักหนาก็มาถึง
เกี้ยวเจ้าสาวเนื้อไม้เก่าแก่มีม่านปิดมิดชิดก็ถูกหามมาหยุดสงบนิ่งอยู่ที่หน้าเรือนตระกูลฟาน ท่ามกลางสายตาของชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง ต่างพากันมามุงดูอย่างอยากรู้อยากเห็น และแน่นอนว่าที่พวกเขามา ก็มาเพื่อกล่าวคำวิพากษ์วิจารณ์
มากกว่าจะมาเอ่ยถ้อยคำอวยพรจากใจจริง เสียงที่เปล่งออกมาล้วนแต่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันถากถางเสียจนหนวกหูเนื่องจากคนกลุ่มนี้คุ้นเคยกับหนิงอันและนางชุยเป็นอย่างดี
พวกเขาจึงซึมซับความคิดที่ว่าสองแม่ลูกเรือนรองเป็นดั่ง ตัวกาลกิณี ที่คอยสูบเลือดสูบเนื้อตระกูลฟาน ถ้อยคำที่เปล่งออกมาจากปากคนเหล่านี้จึงค่อนข้างเผ็ดร้อนและแสนร้ายกาจ
“ตระกูลหานที่ตกอับจนแทบจะกินแกลบกินเกลือ ยังมีหน้าส่งเกี้ยวเจ้าสาวมารับตัวคนอีกรึ ช่างสมกันเสียจริง!”
“นั่นสิ ได้ข่าวว่าเจ้าบ่าวป่วยกระเสาะกระแสะใกล้ตายเต็มที แต่งเข้าไปก็ไม่พ้นต้องไปคอยดูแลสามีที่ใกล้ลงโลง เช็ดเนื้อเช็ดตัวให้คนป่วยที่แม้แต่ลุกเดินยังทำไม่ได้ น่าสมเพชเสียจริง”
“ก็สมควรแล้ว นางเด็กคนนี้กับแม่มันอยู่ไปก็รกจวนตระกูลฟานเปล่า ๆ แต่งไปเป็นผีเฝ้าเรือนร้างเสียที่ตระกูลหานก็ไม่ถือว่าแย่นะ บ้านใหญ่ตระกูลฟานจะได้สงบสุขขึ้นหน่อย”
“ใช่ ๆ อยู่ไปก็เปลืองข้าวเสียเปล่า”
ถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามกลั้วเสียงหัวเราะดังระงมไปทั่วทางเดินหน้าเรือนตระกูลหาน ทว่าเมื่อร่างระหงในชุดเจ้าสาวสีแดงสดปักลวดลายมงคลก้าวเดินออกมาจากตัวเรือน ความโกลาหลและเสียงครหาเหล่านั้นกลับสะดุดกึก ชะงักงันลงไปชั่วขณะ
เจ้าสาวตัวน้อยที่ถือเพียงพัดสีแดงธรรมดา เดินก้าวย่างออกมาอย่างมั่นคง แววตามิมีความหวั่นไหวหรือตื่นกลัวอย่างที่ทุกคนคิดแม้แต่น้อย ซ้ำกลิ่นอายความสง่างามที่แผ่ออกมาจากตัวเจ้าสาวนั้น ยังสามารถสยบผู้คนได้ชะงักนัก
เสียงก่นว่าในคราแรกจึงถูกแทรกด้วยคำชม ถึงกระนั้นก็ยังมีถ้อยคำเสียดสีสอดแทรกมาด้วย แต่เจ้าสาวก็หาได้แยแสไม่
ดวงตาสีดำสนิทยังคงกวาดมองสำรวจบริเวณหน้าเรือน กระทั่งสะดุดเข้ากับรถม้าคันเก่าคร่ำครึที่จอดเทียบอยู่ไม่ไกล
เมื่อเห็นว่ามารดานั่งอยู่ด้านบนแล้ว ความตึงเครียดในใจนางจึงคลายลงอย่างเห็นได้ชัด อย่างน้อยที่สุด คนตระกูลฟานก็ยังพอมีจิตสำนึกทำตามข้อตกลง ยอมให้มารดาได้นั่งรถม้าตามติดเกี้ยวเจ้าสาวไปตามที่นางยื่นคำขาดไว้
ทว่าในจังหวะที่หลี่ม่านกำลังจะก้าวเท้าขึ้นไปนั่งบนเกี้ยว นางชุยผู้เป็นย่าและหนิงอันป้าสะใภ้ที่ยืนส่งยิ้มหน้าชื่นตาบานอยู่หน้าประตู ก็รีบแสร้งกล่าวคำอวยพรเสียงดังลั่น เพื่อเอาหน้า
“ม่านเอ๋อร์หลานรัก... ไปอยู่จวนตระกูลหานแล้ว เจ้าต้องรู้จักเชื่อฟังสามีและปรนนิบัติฮูหยินสวี่ให้ดี ๆ นะลูก ครอบครัวเราใจหายยิ่งนักที่เจ้าต้องจากไป...” นางชุยจีบปากจีบคอเอ่ยด้วยด้วยท่าทางเสแสร้ง พลางปาดมือเช็ดหางตาอย่างน่าขัน
หนิงอันรีบเสริมขึ้นทันทีด้วยรอยยิ้มจอมปลอม “ใช่ ๆ อย่าได้ทำตัวเยี่ยงคนไร้การอบรมเล่า เจ้าจะทำให้ตระกูลฟานของเราขายหน้าไม่ได้เชียวนะ เดินทางปลอดภัยนะหลานรัก”
หลี่ม่านหยุดยืนชั่วครู่ นางปรายตามองท่าทางจอมปลอมของทั้งคู่ผ่านพัดบนมือ มุมปากหยักยิ้มอย่างเย็นชาอย่างรู้ทัน
‘ไม่ต้องห่วง ก่อนไปข้าทิ้งของขวัญไว้ให้แล้ว รับรองพวกเจ้าได้คิดถึงข้าจนตายแน่’ นางคิดอย่างสาใจ พร้อมหวนนึกถึงหม้อแกงที่นางลอบใส่ยาถ่ายลงไป คาดว่างานฉลองวันนี้คงวุ่นวายน่าดู จากนั้นนางก็ก้าวขึ้นไปนั่งบนเกี้ยวเจ้าสาวอย่างสงบ
ไม่นานเกี้ยวเจ้าสาวก็ถูกแบกหามออกไป ท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่ของชาวบ้านที่ต่างก็มารอดูขบวนมากกว่าจะมาร่วมยินดี
ทว่าทันทีที่ขบวนเกี้ยวเคลื่อนตัวพ้นสายตาตระกูลฟาน คนบ้านใหญ่ก็พากันหันหลังกลับ สลัดหน้ากากจอมปลอมทิ้งทันที
นางชุยหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี หนิงอันก็ตบมือชอบใจ จากนั้นทั้งคู่ก็หันมาเชิญชาวบ้านเข้าไปร่วมดื่มสุราเฉลิมฉลองกันอย่างครื้นเครง ราวกับกำลังจัดงานมงคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบปี
ทว่าครึ่งชั่วยามต่อมา ความโกลาหลขนาดใหญ่ก็เกิดขึ้นตามแผนที่ใครคนหนึ่งได้กระทำเอาไว้ก่อนจะจากไป
