10. เจ้าบ่าวขี้โรค
ฝั่งทางเจ้าสาว หลังจากเดินทางออกมาจากตำบลโดยใช้เวลาสองชั่วยาม บัดนี้ขบวนเกี้ยวแปดคนหามได้เคลื่อนตัวมาหยุดสงบนิ่งอยู่ที่หน้าประตูจวนตระกูลหานแล้ว ทว่าบรรยากาศโดยรอบกลับเงียบเหงาและไร้ซึ่งเสียงดนตรีบรรเลงเฉลิมฉลอง
ที่หน้าประตูจวน มีเพียงชาวบ้านในละแวกนั้นและผู้คนที่เดินผ่านไปมาแวะมุงดูด้วยความอยากรู้ไม่กี่คน ถึงกระนั้นเสียงซุบซิบนินทาก็ยังดังก้องราวกับมีคนนับร้อย
“ดูจวนตระกูลหานสิ มีสภาพไม่ต่างอะไรกับบ้านร้างเลย ยังอุตส่าห์จะแต่งเอาสะใภ้เข้ามาลำบากด้วยอีก”
“นั่นสิ คนแต่งด้วยก็ช่างกระไร ไม่รู้หรือว่าบุตรชายบ้านนี้ป่วยใกล้ตายเต็มที ข้าว่าไม่กี่วันหรอกนางก็ต้องกลายเป็นหม้ายสามีตาย ไม่ก็ทนความยากจนไม่ไหวต้องชิงหย่าไปเสียก่อน”
“นี่ ข้าได้ยินมาว่าตระกูลหานตกต่ำถึงขั้นแทบจะไม่มีข้าวกินเลยด้วยซ้ำ ต้องยอมขายบ่าวในจวนออกไป เพื่อให้ได้เงินมาใช้จ่ายแล้วก็จัดงานแต่งนี้เลยนะ น่าสมเพชเวทนาแท้ ๆ”
“จริงหรือ? ไม่น่าเชื่อเลย เป็นข้านะ ไม่มีทางแต่งเข้ามาแน่”
ถ้อยคำเย้ยหยันและสายตาสมเพชเวทนาที่มองลอดผ่านเข้ามาภายในเกี้ยว สะท้อนถึงความรังเกียจเดียดฉันท์และอคติของผู้คนที่มีต่อตระกูลหานในยามนี้ได้ดีนัก
ฮูหยินสวี่ที่ยืนรอต้อนรับสะใภ้ถึงกับหน้าเจื่อน หลังได้ยินถ้อยคำเหยียดหยันของชาวเมืองที่กล่าวถึงตระกูลตน อันที่จริงตามปกติแม่สามีไม่มีความจำเป็นต้องออกมารับสะใภ้ แต่เพราะบุตรชายนางป่วย ทั้งการแต่งงานนี้ก็จัดเรียบง่ายเสียเหลือเกิน นางจึงอยากให้เกียรติสะใภ้ที่แต่งเข้าด้วยการออกมารับเอง
ในจังหวะที่หลี่ม่านก้าวลงจากเกี้ยว ฮูหยินสวี่ก็เดินลงมาประคอง นางหมายจะเอ่ยปากกล่าวคำขอโทษถึงความเรียบง่ายและอัตคัดขัดสนของจวนตระกูลหานที่ทำให้ผู้คนเอ่ยถึง
ทว่าหลี่ม่านกลับชิงเอ่ยตัดหน้าด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่เปี่ยมไปด้วยความเข้าใจ “ท่านแม่ อย่าได้กังวลหรือใส่ใจคำพูดของคนภายนอกเลยเจ้าค่ะ ท่านพาข้าเข้าจวนเถิดเจ้าค่ะ”
น้ำเสียงที่อ่อนหวานน่าฟังทั้งยังเต็มไปด้วยความเข้าใจของสะใภ้ตัวน้อยนั้น นำพาให้ฮูหยินสวี่ที่กำลังกังวลใจถึงกับชะงักนิ่งชั่วครู่ พลันรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความเอ็นดูระคนโล่งอก ก็ระบายขึ้นบนใบหน้าที่มักจะเคร่งเครียดอยู่เสมอ
“ได้ แม่จะพาเจ้าเข้าจวนนะ” ฮูหยินสวี่เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยอย่างคนกำลังตื้นตันใจ และนางก็ไม่ลืมที่จะสั่งให้แม่นมฟางรับตัวมารดาเจ้าสาวเข้าจวนด้วย
ไม่นานนัก ขบวนเจ้าสาวอันน้อยนิดและเรียบง่าย ก็ก้าวเข้ามาถึงห้องโถงใหญ่ที่ถูกจัดแบบเรียบง่ายสำหรับทำพิธี
บรรยากาศภายในห้องโถงค่อนข้างโล่งกว้างและเงียบสงบ เนื่องจากงานแต่งนี้ไม่มีใครอยากมาร่วมงานเท่าใดนัก ที่เห็นยืนอยู่ส่วนมากก็เป็นญาติที่เคยสนิทกันมาก่อน รวมถึงเหล่าพ่อค้าที่เคยซื้อขายกับจวนตระกูลหานทั้งแต่ก่อนและปัจจุบัน
นับแล้วแขกในงานนี้มีไม่ถึงสามสิบคนเลยด้วยซ้ำ
หลี่ม่านทอดมองสายตาผ่านพัดแดงที่ถืออยู่ ดวงตาคู่งามเจาะจงไปที่ร่างของผู้ที่สวมชุดแดงนั่งอยู่บนเก้าอี้ ที่กำลังส่งเสียงไอออกมาเป็นระยะ ท่าทางเขาดูอ่อนแอและไร้เรี่ยวแรงนัก
“เจิ้นเอ๋อร์ เจ้าสาวของเจ้ามาถึงแล้วลูก” ฮูหยินสวี่เอ่ยบอกบุตรชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ทว่าสิ้นเสียงของมารดาได้ไม่ทันไร
หานเจิ้นไฉ่ ก็ก้มหน้าลงต่ำแล้วส่งเสียงไอโขลกออกมาจนตัวโยน ใบหน้าแดงก่ำราวกับจะเป็นจะตายเอาเสียให้ได้
แคก... แคก...
สือหวนคนสนิทที่เติบโตมาด้วยกันรีบเข้ามาประคอง
หลี่ม่านทอดสายตามองเจ้าบ่าวตนพร้อมก้าวเท้าเข้ามาใกล้ นางนิ่งฟังเสียงไอที่แหบพร่า ซึ่งมันบ่งบอกถึงอาการป่วยเรื้อรังของเขาอยู่ครู่หนึ่งราวกับกำลังพินิจ จากนั้นนางก็หันไปทางมารดาที่ยืนอยู่ด้านข้าง “ท่านแม่ช่วยหยิบขวดยาในย่าม เอาตัวที่ท่านกินประจำมาให้ข้าที” หลี่ม่านเอ่ยบอกมารดาเสียงอ่อนโยน
หลานตี้พยักหน้ารับอย่างรู้ใจ นางรีบเปิดย่ามผ้าเก่า ๆ ที่สะพายให้บุตรสาวอย่างรีบเร่ง ควานหาขวดกระเบื้องเคลือบขนาดเล็ก ก่อนจะเทยาส่งให้บุตรสาวจำนวนสองเม็ด
ฮูหยินสวี่ที่ยืนมองเหตุการณ์ถึงกับขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัยระคนกังวล นางจึงรีบเอ่ยทักท้วงขึ้นมาทันที
“สะใภ้ยานี่คือยาอันใดกัน เจ้าหมายจะให้พี่เขากินหรือ”
หลี่ม่านเอื้อมมือไปรับเม็ดยาจากมารดา ก่อนจะหันกลับมาส่งยิ้มอ่อนโยนให้แม่สามี “นี่เป็นยาสมุนไพรที่ข้าปรุงขึ้นมาเองเจ้าค่ะ ปกติท่านแม่ของข้าก็ไอมากเช่นนี้ แต่หลังจากอมยานี้ไว้นางก็ไม่ค่อยไอแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่อย่ากังวลนี่เป็นยาดี”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะฮูหยิน ยาของม่านเอ๋อร์มีสรรพคุณวิเศษที่ดีเยี่ยมนะเจ้าคะ เพียงแค่อมไว้ก็บรรเทาอาการได้มากเลยเจ้าค่ะ อาจมีไออยู่บ้างในช่วงแรก แต่ถ้าได้ดื่มยาที่ม่านเอ๋อร์ปรุงผสมกัน อีกไม่นานอาการของลูกเขยต้องดีขึ้นแน่เจ้าค่ะ” หลานตี้เอ่ยสำทับ
ขณะนั้นหลี่ม่านก็ขยับกายย่อลงนั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าสามี ท่ามกลางสายตาทุกคู่ที่อยู่ในห้องโถง การกระทำที่กล้าหาญและแปลกใหม่ของเจ้าสาวสร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้คนรอบข้างได้ไม่น้อย รวมถึงเจ้าบ่าวผู้ที่กำลังจ้องมองนางอย่างไม่เข้าใจ
แค่ก! แค่ก!
เจิ้นไฉ่ยังคงส่งเสียงไอออกมา โดยมีมือถือผ้าคอยปิดปากเอาไว้ เพื่อไม่ให้บางสิ่งกระเด็นออกมารดหน้าเจ้าสาวที่นั่งอยู่
หลี่ม่านยิ้มเอ็นดูท่าทางหวาดหวั่นของเขา ก่อนจะค่อย ๆ วางมือที่ถือพัดลง เผยให้เห็นใบหน้างดงามเกลี้ยงเกลา ดวงตากลมโตสุกใสเป็นประกาย และรอยยิ้มอ่อนโยนที่ประดับอยู่บนเรียวปากสีแดงเรื่อ ซึ่งสีหน้าและแววตานางไม่มีความรังเกียจแฝงอยู่เลย แขกเหรื่อรวมถึงมารดาสามีต่างก็พากันตะลึงงัน เจ้าสาวนางนี้ช่างไม่เหมือนเจ้าสาวที่พวกเขาเคยพบเห็นมาเลยจริง ๆ
ทว่าหลี่ม่านนางหาได้ใส่ใจไม่ ยามนี้นางกำลังแบมือยื่นไปข้างหน้าเจ้าบ่าว เผยเม็ดยาสมุนไพรสีน้ำตาลเข้มสองเม็ดบนฝ่ามือขาว พร้อมกับเอ่ยเสียงนุ่มนวล “ท่านพี่อมมันไว้นะเจ้าค่ะ ยานี้จะช่วยให้ชุ่มคอและละลายเสมหะได้เป็นอย่างดี ท่านจะได้ไม่ทรมานและเหนื่อยกับการไอมากจนเกินไปนะเจ้าค่ะ” น้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยออกมานั้น ทั้งนุ่มนวลและเจือไปด้วยความห่วงใยอย่างแท้จริง
ทว่าภายในใจของหลี่ม่าน นางกลับนึกเวทนาและสงสารพระรองผู้แสนอาภัพคนนี้จับใจ ภายใต้บทบรรยายยามที่เขารุ่งโรจน์ หานเจิ้นไฉ่นับว่ามีใบหน้าหล่อเหลาเทียบเท่ากับพระเอกของเรื่อง ทว่ารูปลักษณ์เขาในยามนี้ กลับซูบผอมจนเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก ใบหน้าซีดเซียวไร้เรี่ยวแรง เรียกได้ว่าไม่หลงเหลือเค้าลางความสง่างามตามบทบรรยายที่นางเคยอ่านมาแม้แต่น้อย
หานเจิ้นไฉ่ยังคงนิ่งชะงัก เมื่อสบเข้ากับดวงหน้างดงามของสตรีผู้เป็นภรรยา แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา เพราะชีวิตในยามนี้เปรียบเสมือนตะเกียงที่ใกล้จะหมดน้ำมันเต็มที
เขามองลงมาที่มือของนางเพียงอึดใจเดียวก็ยกมือหยิบเม็ดยาขึ้นมา เขาในยามนี้ไม่มีอะไรต้องสูญเสียอีกแล้ว ต่อให้สิ่งที่นางยื่นมาให้จะเป็นยาพิษร้ายแรงที่ทำให้เขาตายไปในทันที เขาก็ยินดีที่จะหยิบมันเข้าปากทำตามที่นางบอกโดยไม่คิดลังเล
นิ้วมือผอมแห้งสั่นเทาเล็กน้อยขณะหยิบเม็ดยาสมุนไพรทั้งสองเข้าปาก แล้วอมไว้ตามคำแนะนำของเจ้าสาวที่ดูอ่อนเยาว์มาก
ณ ขณะนั้นเขาก็ยังส่งเสียงไอออกมาอย่างต่อเนื่อง นำพาให้แขกเหรื่อที่ขยับเข้ามาดูต้องถอยออกไปด้วยความผิดหวังระคนเหยียดหยันเล็ก ๆ ในความอวดอ้างของสองแม่ลูกที่กล่าวเกินจริง
“ข้าก็คิดว่ายาดี ที่แท้ก็ราคาคุย” ใครคนหนึ่งพูดขึ้น
