8, เพื่อให้หลุดพ้น
ทว่าอีกไม่นานหานเจิ้นไฉ่ บุตรชายที่ล้มป่วยมาหลายปีผู้นี้จะกลับมาหายดี เพราะการรักษาของผู้มีวิชาแพทย์ล้ำเลิศ ซึ่งคนผู้นั้นก็เป็นอาจารย์ของนางเอกในเรื่อง นั่นเองสาเหตุที่ทำให้พระรองหลงรักนางเอก ซึ่งมันเป็นช่วงต้นเรื่องของนิยายที่นางมาเกิดใหม่
และนี่ก็คือเหตุผลที่ทำให้หลี่ม่านรู้เรื่องราวเกี่ยวกับตระกูลหานเป็นอย่างดี นั่นเพราะว่าหานเจิ้นไฉ่คือพระรองของนิยายจีนโบราณเรื่องโปรด ที่นางได้อ่านก่อนจะจบชีวิตลงคาหน้าหนังสือ
นึกแล้วนางก็หวนคิดถึงวินาทีสุดท้ายก่อนจะมาเกิดใหม่ ความเจ็บปวดที่ได้เผชิญก่อนจบชีวิต ทว่านั่นมิใช่ความรู้สึกที่เกิดจากที่ตนใกล้ตาย ความเจ็บปวดที่ว่าเกิดจากการถูกหักหลังจากเพื่อนสนิทต่างหาก เพื่อนที่ตายแทนได้แต่อีกฝ่ายกลับเอาชีวิตนาง
ในตอนนั้นนางกำลังตั้งใจอ่านนิยายเรื่องนี้อย่างเพลิดเพลิน แต่พอเปิดหน้าต่อไป พิษไซยาไนด์ก็เริ่มทำปฏิกิริยากับร่างกาย เพราะนิสัยที่ชอบใช้น้ำลายแตะให้หน้าหนังสือเปิดง่ายนั่นเอง
พิษรุนแรงนั้นส่งผลให้นางฟุบหน้าลงกับหนังสือในมือ แต่ก่อนจะสิ้นใจ นางยังทันได้เห็นรอยยิ้มเย็นเยียบของเพื่อนสนิท
ทว่าการตายที่ไม่ยุติธรรมนี้ นางกลับนึกไม่ถึงว่ามันจะสามารถปลดปล่อยให้ชีวิตนักฆ่าของตน ได้พบกับอิสระอย่างที่ใจปรารถนา ไม่ต้องรอฟังคำสั่งให้เอาชีวิตคนอีกต่อไป
ถึงแม้โลกนิยายจะมีคนเห็นแก่ตัวอยู่มากมายก็ตามที ทว่าการได้ใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทางที่สามารถทำอะไรได้ตามใจบ้าง มันย่อมดีกว่าคอยฟังแต่คำสั่งที่ไม่อาจโต้แย้งมิใช่หรือ ต่อให้นางเป็นตัวประกอบที่แทบจะไม่มีบทบาทในหน้านิยายเลยก็ตาม
ถึงกระนั้นหลี่ม่านก็ยังมองว่ามันดีกว่าการจมอยู่กับคำสั่ง ที่หาอิสระให้ตนเองไม่ได้ นอกจากช่วงเวลาที่ได้พักผ่อนในห้อง
แต่ในเมื่อสวรรค์เมตตาให้โอกาสนางได้มีชีวิตใหม่อีกครา ทั้งยังส่งบทมาให้ได้ใกล้ชิดกับพระรองผู้แสนอาภัพ ทั้งที่ความจริงบทนี้ควรเป็นนางร้ายอย่างหลี่ฮวาที่ต้องรับไป เพราะหลี่ม่านเป็นตัวละครที่ต้องตายไปตั้งแต่หนึ่งปีก่อน ทว่าคนจากโลกปัจจุบันกลับถูกหนังสือเล่มที่อ่าน ดึงวิญญาณให้สวมร่างใช้ชีวิตแทน
ประจวบกับตระกูลหานของพระรองตกต่ำขั้นสุด นางร้ายอย่างหลี่ฮวาจึงได้โอกาสยัดเยียดเคราะห์กรรมนี้ให้น้องสาวแบกภาระแทน คนที่ล่วงรู้อนาคตมีหรือจะไม่คว้าไว้
แม้ว่าตามเนื้อเรื่องเดิมของนิยาย พระรองผู้แสนอาภัพจะมีใจรักภักดีต่อนางเอกของเรื่องก็ตามที ถึงกระนั้นหลี่ม่านก็มิได้แยแส สำหรับนางในเวลานี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการได้ก้าวเท้าพ้นออกไปจากเรือนตระกูลฟาน เพราะลำพังแค่การทนหายใจอยู่ร่วมชายคาเดียวกับคนพวกนี้ทุกวัน นางก็แทบระงับความแค้นที่มีเอาไว้ไม่ไหว หญิงสาวเกรงว่าวันหนึ่ง ตนอาจเผลอหยิบสมุนไพรพิษปลิดชีพล้างบางทั้งตระกูลให้ตายตกตามกันไปเสียก่อน
หากทำเช่นนั้นชีวิตดี ๆ ในโลกใบใหม่คงไม่มีทางผาสุกแน่
การแก้แค้นคนเห็นแก่ตัวหน้าเลือดในแบบที่สะใจและเจ็บแสบถึงทรวงได้ดีที่สุด หาใช่การลงมือใช้กำลังห้ำหั่นให้มือของตนต้องเปื้อนเลือดไม่ หากแต่เป็นการสลัดทิ้งทุกอย่างแล้วหนีออกไปใช้ชีวิตให้ดี ยืนหยัดสร้างเนื้อสร้างตัวจนเติบโต รุ่งเรือง และมั่งคั่งขึ้นในที่แห่งอื่นต่างหาก จึงจะเป็นหนทางเอาชนะได้อย่างแท้จริง
ห้าวันผ่านไปอย่างรวดเร็วดั่งสายลม
รุ่งอรุณแห่งวันที่ห้ายังไม่ทันทอแสงเต็มที่ ความวุ่นวายก็มาเยือนเรือนพักหลังเล็กเสียแล้ว เมื่อมีคนจากจวนตระกูลหานส่งจดหมายด่วนมาแจ้งข่าวอย่างเป็นทางการ เนื้อความกล่าวว่าอีกสามวันข้างหน้าจะส่งเกี้ยวและคนมารับตัวเจ้าสาวเข้าจวน
ข่าวนี้สร้างความยินดีปรีดาให้กับบ้านใหญ่ยิ่งนัก ราวกับว่าพวกเขาได้รับรางวัลก้อนโตเสียอย่างนั้น
หลี่ฮวาจึงรีบฉวยโอกาสนี้เดินทอดน่องเข้ามาเหยียบย่ำถึงเรือนรองด้วยตนเอง โดยมีมารดาคอยยืนส่งยิ้มให้ท้ายอยู่ไม่ห่าง ใบหน้าของหลี่ฮวาฉาบไล้ไปด้วยยิ้มเย้ยหยันและแววตาสาใจอย่างปิดไม่มิด นางจงใจเอ่ยปากบอกกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดัดจริตเป็นห่วงเป็นใย “น่าเสียดายจริง อีกสามวันน้องหญิงก็ต้องจากเรือนเล็กหลังนี้ไปเสียแล้ว ได้อยู่เรือนที่ใหญ่กว่าที่นี่ เจ้าก็อย่าลืมเรือนหลังเล็กที่เคยคุ้มกะลาหัวเจ้าล่ะ เอ๊ะ! แต่เหมือนข้าจะได้ยินมาว่า ตระกูลหานยามนี้เหลือคน...” หลี่ฮวาจีบปากจีบคอทำทีจะกล่าว
“เอ๊ะ ๆ ลูกสาวแม่ อย่าได้พูดถึงเรื่องพวกนั้นเลย” หนิงอันขยิบตาใส่บุตรสาว เพราะเกรงหลี่ฮวาจะเอ่ยถึงเรื่องที่จวนหานในยามนี้เหลือบ่าวไพร่ไม่ถึงสี่คนเท่านั้น ซ้ำยังเป็นคนแก่อีก
หลี่ฮวาก็มีความฉลาดพอ จึงรีบเงียบปากเสีย “จริงด้วย ข้าจะเอ่ยเรื่องเหล่านั้นไปทำไม สู้มอบของขวัญให้น้องสาวยังจะดีกว่า อ่ะ... ข้าให้ ถือว่าเป็นน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ เจ้าจะได้ไม่ขายหน้าคนตระกูลหาน ยามที่อยู่ต่อหน้าฮูหยินสวี่และสามีเจ้า” หลี่ฮวายื่นปิ่นปักผมหยกสีขุ่นมัวให้ ซึ่งมันเป็นอันที่นางได้แถมมาจากการซื้อกำไลหยกเมื่อปีก่อน แน่นอนว่าปิ่นนี้ไม่มีราคาเลย
“ขอบคุณพี่หญิง ปิ่นนี้งามมากเจ้าค่ะ” หลี่ม่านยังคงแสร้งทำราวกับไม่รู้อันใด ทั้งยังยิ้มดีใจจนเห็นฟันขาว
“หลี่ม่านเอ๋ย เจ้านี่ช่างโชคดีเสียจริงได้ไปเป็นฮูหยินในจวนสกุลหานที่ใหญ่โต อย่างไรเจ้าก็อย่าลืมป้ากับคนตระกูลฟานนะ”
“หลานไม่มีทางลืมแน่เจ้าค่ะ ตลอดสิบห้าปีมานี้ พวกท่านดูแลข้ากับท่านแม่มาอย่างไร ข้าจำใส่ใจหมดแล้วเจ้าค่ะ รับรองว่าข้าจะไม่มีวันลืมแม้แต่อึดใจเดียว” คำพูดนั้นฟังดูซาบซึ้ง
ทว่าความหมายที่แฝงอยู่กลับทำให้สองแม่ลูกถึงกับหน้าเจื่อน เพราะต่างก็นึกถึงฤทธิ์ข้าวต้มที่กินเข้าไปเมื่อหลายวันก่อน ซึ่งมันทำให้พวกนางไม่กล้าใช้หลี่ม่านทำอาหารให้กินอีกเลย
“เจ้าไม่จำเป็นต้องจดจำไปเสียทุกอย่างก็ได้ เอาเถิดป้ากับพี่หญิงไม่มีอะไรแล้ว เจ้ากลับไปดูแลแม่เจ้าเถิด”
“เจ้าค่ะ” เด็กสาวยังคงรักษารอยยิ้มที่อ่อนหวานและแววตาใสซื่อบริสุทธิ์ไว้บนใบหน้าได้อย่างแนบเนียน
หลี่ฮวาเห็นท่าทางใสซื่อแล้วก็ยิ่งชอบใจ หากไม่กลัวอีกฝ่ายล่วงรู้ความจริง นางเป็นได้ส่งเสียงหัวเราะเย้ยหยันออกมาแล้ว
“ท่านแม่เราไปกันเถิด วันนี้เรานัดกับท่านป้าอี้ไปร้านอาภรณ์กันนะเจ้าคะ นี่ก็สายมากแล้วนะ” หลี่ฮวาหันมารบเร้ามารดา ก่อนจะเดินนำออกไปด้วยท่าทางราวกับคุณหนูสูงศักดิ์
เมื่อร่างของพี่สาวและป้าสะใภ้เดินลับสายตาไป หลี่ม่านก็ก้มลงมองปิ่นหยกในมือ เพียงแค่นางออกแรงกดเพียงนิดมันก็หักครึ่งแบ่งเป็นสอง ราวกับหยกนี้ไร้ซึ่งความแข็งแรง
“ของขวัญหรือ รอดูของขวัญจากข้าบ้างแล้วกัน” สิ้นคำพึมพำ หลี่ม่านก็โยนมันออกไปที่หน้าเรือน โดยไม่เกรงว่าจะมีคนมาพบเห็นหรือไม่ จากนั้นนางก็หันกลับมาจัดการเก็บข้าวของที่จำเป็นลงในห่อผ้า โดยเฉพาะยาสมุนไพรที่เก็บเตรียมเอาไว้ ซึ่งส่วนมากล้วนแต่เป็นยารักษาอาการป่วยของว่าที่สามีนางทั้งนั้น
ในเมื่อได้โอกาสที่ดีเยี่ยมเช่นนี้ มีหรือคนจากโลกปัจจุบันจะยอมพลาด หากนางช่วยให้พระรองของเรื่องกลับมาหายเป็นปกติได้เร็วขึ้น โอกาสที่จะมีชีวิตดี ๆ ก็เร็วขึ้นตามไปด้วย
ฉะนั้นไม่ควรรอให้นางเอกของเรื่องพาอาจารย์มารักษาเขา ในเมื่อนางมีตำราแพทย์อยู่ในมือก็ควรใช้มันให้เป็นประโยชน์ เปิดโอกาสให้ตนกลายเป็นผู้มีพระคุณของพระรองไปไม่ดีกว่าหรือ
การใช้ชีวิตในฐานะสะใภ้มันจะได้ง่ายขึ้นด้วย
