7. อิสระใกล้เข้ามา
“ขะ... ข้าเปล่านะเจ้าคะ” ฮูหยินสวี่รีบปฏิเสธ
“เช่นนั้นเหตุใดท่านจึงไม่ยอมรับการแต่งงานนี้เล่า” ครานี้เป็นซื่อต่งที่เอ่ยขึ้นเสียงเข้ม เพื่อกดดันสตรีรุ่นราวคราวเดียวกัน
“ข้าเพียงแต่ ไม่อยากให้ใครมาลำบากด้วยก็เท่านั้น ท่านก็เห็นแล้วว่าตระกูลหานยามนี้ใช้ชีวิตเช่นไร ข้าจึง...”
“ฮูหยิน ท่านอย่าได้คิดมากเรื่องนั้นเลย แต่งหลานสาวข้าเข้ามาท่านก็ได้คนทำงานเพิ่มไม่รู้หรือ หลี่ม่านน่ะใช้ง่าย ขอเพียงท่านบอกนางย่อมทำให้ได้หมดทุกอย่าง รีบแต่งเข้ามาน่ะดีแล้ว”
“ใช่ ๆ หลี่ม่านนางขยัน อยู่ที่ตระกูลหานก็ทำงานทุกอย่าง นางย่อมต้องดูแลฮูหยินได้ดีแน่” ฟานซื่อเหิงเอ่ยสำทับคำบุตรชาย
“เอาล่ะ ข้ากับท่านพ่อก็พูดคุยธุระเรียบร้อยแล้ว ฮูหยินก็คิดหาวันมงคลไปรับหลานสาวของข้าเข้าจวนเถิดนะ อย่างไรก็อย่าให้ชักช้าเกินไปเล่า ประเดี๋ยวมันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตเข้า” ก่อนไป ฟานซื่อต่งยังมิวายเอ่ยขู่สตรีที่รับหน้าที่ดูแลตระกูลหาน
ฮูหยินสวี่ก็ได้แต่น้อมรับอย่างจำยอม ยามนี้นางจะทำอะไรได้เล่า นอกจากรับคำตบแต่งสะใภ้ที่พ่วงมารดาเข้ามาเป็นภาระเพิ่มอีก “แม่นมจวง ค้นหาทรัพย์สินที่พอจะนำไปทำสินเดิมได้ให้ข้าที ตระเตรียมให้เรียบร้อย แล้วให้แม่สื่อส่งไปที่ตระกูลฟานเสีย”
“ฮูหยิน ท่านจะยอมรับการแต่งงานนี้จริง ๆ หรือเจ้าคะ”
“แล้วเจ้าจะให้ข้าทำเช่นไร หากปฎิเสธท่านพ่อที่สิ้นไปแล้วก็ต้องถูกกล่าวถึงในทางที่ไม่ดี ข้ายอมไม่ได้หรอกนะ เอาเถิด... มันอาจไม่แย่อย่างที่เราคิดก็ได้ ได้คนมาเพิ่มอีก งานเราก็เสร็จไว้ขึ้นมิใช่หรือ” ฮูหยินสวี่ทอดถอนใจเสียงหนักหน่วง
“เจ้าค่ะ บ่าวจะรีบไปจัดการ” แม่นมฟางเอ่ยแล้วก็ตั้งท่าจะเดินออกไป ทว่าสาวใช้หกนางกลับเดินเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าผู้เป็นนาย แม่นมฟางคนเก่าแก่ของจวนจึงต้องหยุดชะงักหันมาถาม
“นี่พวกเจ้าคิดจะทำอะไร”
“ฮูหยิน พวกเราทนทำงานที่นี่ไม่ไหวแล้วเจ้าค่ะ ฮูหยินขายพวกเราให้จวนอื่นได้หรือไม่เจ้าคะ เราเย็บผ้าทอผ้าจนเจ็บมือไปหมดแล้ว ทนไม่ไหวแล้วจริง ๆ เจ้าค่ะ” หญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยพลางโขกศีรษะอ้อนวอนอย่างน่าสงสาร
“ฮูหยินโปรดเมตตา บ่าวยังมีแม่ที่ป่วยให้ดูแล อยู่ที่นี่แม้แต่กินอิ่มยังยากลำบาก ขอฮูหยินโปรดปล่อยเราไปเถิดเจ้าค่ะ”
ที่เหลือก็โขกศีรษะอย่างพร้อมเพรียงกัน นำพาให้ผู้เป็นนายนั้นได้แต่นั่งนิ่งอึ้งไปกับสถานการณ์ที่พุ่งเข้ามากระทันหัน
“อกตัญญู อกตัญญูที่สุด” แม่นมฟางก่นด่าอย่างเหลืออด
ฮูหยินสวี่ยังคงนั่งนิ่งปล่อยให้น้ำตาคลอเบ้า เนิ่นนานนักกว่านางจะทำใจยอมรับได้ “แม่นมฟางพอเถิด แล้วก็จัดการเรื่องนี้ไปด้วยเลย ถามคนอื่น ๆ ด้วยว่ามีผู้ใดอยากออกไปจากจวนหานอีกหรือไม่ จัดการให้เรียบร้อยเสียทีเดียวจะได้ไม่มีปัญหาตามมา”
“ฮูหยิน อย่างนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ”
“ทำเถิด เอาล่ะวันนี้เหนื่อยกันมาทั้งวันแล้ว กลับไปพักเตรียมตัวไปอยู่จวนใหม่ของพวกเจ้าเสีย” ฮูหยินสวี่ยกมือโบกไล่ ท่าทางนางยามนี้เหนื่อยอ่อนยิ่งนัก ถึงกับนั่งพิงพนักพลางยกมือขึ้นมากุมขมับ บีบนวดราวกับมันจะช่วยให้ดีขึ้น
แม่นมฟางหมายจะทักท้วง แต่เมื่อเห็นท่าทางอ่อนล้าของผู้เป็นนาย นางก็หันมาทำตาเขียวใส่กลุ่มสาวใช้ที่กำลังขยับถอยออกไปจากห้องแทน เสียงก่นด่านั้นยังแว่วมาให้ได้ยิน
นำพาให้ผู้ที่นั่งอยู่ยิ่งทุกข์ใจเข้าไปใหญ่
งานที่รับปากว่าจะส่งในอีกสองวันข้างหน้าคงทำไม่ทันแล้ว นางจะบอกกับทางหออาภรณ์อย่างไร แล้วภายหน้าจะทำสิ่งใดไปแลกเงิน หากไม่มีบ่าวไพร่เหล่านี้คอยช่วยเหลือ
ขายบ่าวในเรือนได้เงินมาใช้จ่ายก็จริง ทว่าใช้ไปเรื่อย ๆ มันก็ต้องหมดไป ไหนจะต้องซื้อยาให้บุตรชายในทุก ๆ วันอีก ยิ่งคิดสวี่หลงอี้ก็ยิ่งหาทางออกไม่ได้ จนนางต้องนั่งร้องไห้ลำพัง
ทว่าตระกูลฟานกลับเป็นกลุ่มคนที่มีความสุขกว่าใคร เมื่อเดินทางกลับมาถึงตำบล ก็รีบจัดสุราและกับแกล้มมาเฉลิมฉลอง ราวกับว่าแผนการผลักภาระนั้นสำเร็จลุล่วงดั่งใจหมายแล้ว
“ดีจริง ในที่สุดเราก็กำจัดสองแม่ลูกออกไปได้แล้ว” นางชุยผู้เป็นย่าเอ่ยอย่างสาใจ ก่อนจะถูกสามีตำหนิ
“เจ้าเงียบหน่อย ประเดี๋ยวนางหลี่ม่านก็มาได้ยิน”
“ได้ยินแล้วอย่างไร กาฝากเช่นนั้นกล้ามาต่อกรกับข้าหรือ ให้อาศัยอยู่ที่นี่มานานนับสิบปีก็บุญหัวเท่าไหร่แล้ว ดีที่ข้าไม่ไล่ออกไปตั้งแต่ไห่เอ๋อร์ตายจากไป เป็นเพราะลูกรองของข้าขอไว้หรอกนะ ถึงยอมปล่อยให้พวกมันอาศัยชายคาเรือนอยู่มานานเพียงนี้ นี่ก็ยังอุตส่าห์หาตระกูลดี ๆ ให้แต่งเข้าไป หากยังมีหน้ามาโต้แย้งข้าอีก ข้าจะเอาน้ำร้อนราดมันเสีย” นางชุยยังก่นด่าเสียงดัง
“เจ้านี่ เรื่องไม่ควรพูดก็ยังเอามาพูดอีก เกิดหลี่ม่านมาได้ยินเข้า เอาเรื่องนี้ไปโพทะนาแล้วไม่ยอมแต่งเข้าตระกูลหานจะทำเช่นไร เมาแล้วก็ให้เงียบปากเสีย” ฟานซื่อเหิงต่อว่าจริงจัง
“จริงด้วยท่านแม่ หากหลี่ม่านรู้แล้วใช้เรื่องนี้มาอ้างไม่ยอมแต่งงาน ฮวาเอ๋อร์ก็ต้องเป็นฝ่ายแต่งเข้าไปนะ” ซื่อต่งรีบเอ่ยทักท้วงบ้าง เพราะเขาเกรงจะเป็นอย่างที่ตนว่า
“กลัวอะไร อย่างนางหลานตี้หรือจะกล้า ตัวมันเองก็รู้ว่าตนตั้งครรภ์มาก่อนจะแต่งงานกับไห่เอ๋อร์ แต่กลับมาแอบอ้างว่าบุตรของข้าเป็นพ่อเด็ก คนเช่นนี้ใช้ได้ที่ไหน หากมิใช่เพราะยามนั้นนางมีสินเดิมติดตัวมามาก มีหรือข้าจะยอมรับนางเป็นสะใภ้ หากไม่พอใจแล้วคิดจะล้มเลิก เช่นนั้นข้าก็จะเอาผิดนางฐานหลอกลวงแอบอ้างว่าบุตรในครรภ์เป็นสายเลือดตระกหูลฟาน ดูซิใครกันแน่จะพินาศ ไม่เชื่อก็ลองดูได้เลย” นางชุยที่ดื่มไปมากยังคงเอ่ยในสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจ ซึ่งนี่คือสาเหตุที่ทำให้นางไม่รักหลานคนเล็กเลย
“ท่านย่า ท่านเลิกเอ่ยถึงเรื่องนี้ได้แล้วนะเจ้าคะ ข้าไม่อยากฟัง ท่านทำให้ข้าหมดสนุกแล้วรู้หรือไม่” หลี่ฮวาเอ่ยอย่างขัดใจ
“โถ ๆ แม่คุณของย่า ย่าไม่พูดแล้วนะ ไหนว่ามาซิเจ้าอยากฟังเรื่องใดกัน เอาเรื่องคุณชายเหยาตระกูลเหลียนดีหรือไม่ พ่อหนุ่มรูปงามประจำเมือง หรือจะเอาเรื่องของคุณชายเผย บัณฑิตหนุ่มที่กำลังมีชื่อเสียงเรื่องบทกวีในยามนี้ดีเล่า”
“ท่านย่าก็ ไยท่านถึงวกมาเรื่องนี้ได้เจ้าคะ” หลี่ฮวาเผยใบหน้าแดงก่ำด้วยท่าทางเขินอายอย่างปิดไม่มิด
แต่ในขณะที่บ้านใหญ่กำลังดื่มกินกันอย่างสำราญใจโดยไม่มีการเรียกบ้านเล็กนั้น หลี่ม่านก็ได้แอบยืนฟังบทสนทนาทั้งหมดอยู่ริมหน้าต่าง นางไม่ได้เศร้าหม่นที่ไม่ถูกเรียกให้ไปดื่มกินด้วย
กลับกันนางกำลังยกยิ้มเย้ยหยันความโง่เขลาที่เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัวของคนบ้านใหญ่เสียมากกว่า
“ขอบคุณที่คืนอิสระภาพให้ข้า” พึมพำแล้วนางก็หมุนตัวเดินกลับไปยังเรือนพักหลังเล็กด้วยรอยยิ้มเย็นที่มุมปาก
สีหน้าและแววตาของเด็กสาวไม่ได้มีความหวาดหวั่นหรือเศร้าใจกับเรื่องที่ได้ยินแม้แต่น้อย เพราะเรื่องเหล่านี้มารดาเล่าให้นางฟังมาพักใหญ่แล้ว เรื่องชาติกำเนิดที่น่าอดสู่นั้น
แต่การที่นางยอมตบปากรับคำแต่งออกไปอย่างง่ายดายเช่นนี้ มิใช่เพียงเพราะต้องการหนีให้พ้นจากตระกูลฟานผู้เอารัดเอาเปรียบเท่านั้น แต่เป็นเพราะนางล่วงรู้ถึงอนาคตที่คนบ้านใหญ่ไม่มีวันล่วงรู้ต่างหาก นางถึงได้ยอมแต่งเข้าตระกูลตกอับ
อีกไม่นานตระกูลหานที่ไม่มีใครคบหา จะกลับมารุ่งโรจน์และยิ่งใหญ่เช่นเดิม แม้ในยามนี้จะตกอับและยากจนข้นแค้นก็ตาม
