5. สั่งสอน
ไม่ทันที่ใครจะได้เอ่ยถาม ซื่อต่งที่กำลังโน้มน้าวบิดาอยู่ก็หน้าเขียวคล้ำขึ้นมาเช่นกัน เขาฟาดตะเกียบลงเสียงดังลั่น สองมือกุมท้องตนเองแล้วร้องโอดครวญออกมาเสียงหลง
“โอ๊ย! ปวดท้อง... ปวดท้องเหลือเกิน”
ฟานซื่อเหิงตกใจจนลุกพรวดขึ้นยืนหน้าตาตื่นรีบเอ่ยถามบุตร “เป็นอะไรกัน ลูกซื่อต่ง! หลี่ฮวาหลานข้า พวกเจ้าเป็นอะไร”
ทว่าไม่เพียงแค่สองพ่อลูกที่มีอาการ นางชุยและหนิงอันผู้เป็นสะใภ้ก็เริ่มมีอาการปวดมวนท้องอย่างรุนแรง ตามด้วยเสียงร้องของฟานซื่อเหิงที่ทรุดลงคุกเข่าอยู่เบื้องล่าง
“โอ๊ย! ข้าไม่ไหวแล้ว” สิ้นคำซื่อเหิงก็ลุกพรวดวิ่งออกไป
ตามมาด้วยเสียงร้องโอดครวญที่เริ่มดังระงมไปทั่วห้องโถงก่อนจะลามออกไปด้านนอก ท่าทางโอ้อวดถือดีของแต่ละคนพลันมลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความอลหม่านวุ่นวายของพวกเขา ที่กำลังวิ่งออกไปจากเรือนเพื่อหาที่ปลดทุกข์ของตนเอง
ในขณะเดียวกัน ที่มุมห้องพักท้ายเรือน หลี่ม่านกำลังยืนพิงกรอบประตู มองภาพความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในห้องโถงใหญ่ด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ ไร้ซึ่งความรู้สึกผิดใด ๆ
‘นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น... ของพวกที่ชอบฉวยโอกาสแย่งชิงของคนอื่นก็เท่านั้น คอยดูเถิดข้ายังมีสารพัดวิธีเอาคืนพวกเจ้า’
ภาพความโกลาหลของคนตระกูลฟานที่ต่างพากันวิ่งวุ่นแย่งชิงห้องสุขายังคงดังแว่วมาเป็นระยะ ทว่าภายในห้องพักเล็ก ๆ ท้ายเรือนกลับเงียบสงบราวกับอยู่กันคนละโลก
ในขณะที่ด้านนอกวุ่นวาย ฟานหลี่ม่านกลับทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวเก่า ปล่อยให้แสงแดดยามสายสาดส่องผ่านช่องหน้าต่าง ตกกระทบลงบนหน้ากระดาษสีเหลืองกรอบเก่าคร่ำครึที่นางได้รับมอบมาจากนายพรานแก่ ๆ ที่พบเจอกันบนป่าเขายามขึ้นไปหาสมุนไพร ท่านผู้เฒ่าเอ่ยบอกว่าตนอ่านหนังสือไม่ออก จึงขอแลกกับสมุนไพรที่เด็กสาวหามาได้ หลี่ม่านก็ยินดีนัก
แม้รูปเล่มจะชำรุดทรุดโทรมตามกาลเวลา ทว่าอักขระและสรรพคุณสมุนไพรที่บันทึกไว้กลับละเอียดลออยิ่ง
ขณะนั้นหลานตี้ก็นอนมองบุตรสาวจากบนเตียงด้วยแววตาอ่อนโยนเจือความฉงน นางเห็นหลี่ม่านพลิกหน้ากระดาษทีละแผ่นด้วยความตั้งอกตั้งใจ ทั้งยังขยับปากเหมือนกำลังอ่านตำรา
ปากเรียวบางขยับขยื้อนเปล่งเสียงอย่างคล่องแคล่ว แม้จะราบเรียบแต่ทว่าหนักแน่นและสะท้อนถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
คราแรกหลานตี้เคยนึกแปลกใจและคิดว่าบุตรสาวคงเพียงแค่เปิดดูรูปวาดประกอบสมุนไพรแก้เบื่อตามประสา เพราะนางและหลี่ม่านต่างก็เป็นสตรีที่ไม่เคยได้รับวิชาความรู้ด้านนี้ ย่อมไม่มีทางอ่านตัวอักษรออก ทว่านานวันเข้า เสียงอ่านที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ กลับชัดถ้อยชัดคำราวกับผู้ที่มีความรู้แตกฉาน
มิใช่แค่การจำภาพตามสัญชาตญาณอย่างที่ตนคิด
เมื่อหลายวันก่อนนางจึงตัดสินใจเอ่ยถามด้วยความสงสัยระคนทึ่ง บุตรสาวเพียงแค่คลี่ยิ้มบางแล้วตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า นางจดจำสิ่งเหล่านี้มาได้ตั้งแต่ครั้งที่บิดายังมีชีวิตอยู่ ทุกคราที่บิดานั่งท่องตำรา นางมักจะแอบนั่งฟังและคอยออกเสียงตามอยู่เสมอ จึงรู้ว่าตัวอักษรเหล่านี้อ่านว่าอย่างไร
คำอธิบายนั้นแนบเนียนและไร้ซึ่งช่องโหว่ มารดาผู้ซื่อตรงจึงปักใจเชื่ออย่างไร้ข้อกังขา นับแต่นั้นนางก็ปล่อยให้บุตรสาวได้ศึกษาตำราแพทย์ต่อไปโดยไม่ซักไซ้ไล่เลียงอันใดอีก
ทว่าในความเป็นจริงแล้ว...
ความรู้ที่หลี่ม่านมีหาใช่ความทรงจำในวัยเยาว์ไม่ ทั้งหมดล้วนเป็นความสามารถจากภพภูมิอื่นที่ติดตัวนางมาต่างหาก
หลี่ม่านยังคงก้มหน้าอ่านทบทวนสรรพคุณของสมุนไพรฤทธิ์เย็น ที่นางเพิ่งนำไปใช้สั่งสอนคนบ้านใหญ่ พลันดวงตาคู่สวยก็เปล่งประกายความเยือกเย็นออกมา ริมฝีปากก็ยกมุมขึ้น
‘ตำราแพทย์เหล่านี้... ไม่เพียงแต่จะช่วยรักษาอาการป่วยของท่านแม่ให้หายขาดได้เท่านั้น แต่ในอนาคต มันยังจะเป็นอาวุธชิ้นสำคัญ ที่อาจทำให้ข้าสามารถยืนหยัดและเหยียบย่ำคนตระกูลฟานผู้เห็นแก่ตัวเหล่านี้ให้อยู่ในกำมือได้ด้วย’
หลี่ม่านคิดในใจพรางพลิกหน้ากระดาษอย่างไม่เร่งรีบ ทว่าหูนั้นก็เงี่ยฟังเสียงร้องโอดครวญของคนด้านนอกไปด้วย
เช้าของวันถัดมา...
เสียงเคาะประตูรัวเร็วที่หน้าเรือนพักหลังเล็กก็ดังขึ้น ราวกับมีเรื่องคอขาดบาดตายที่เร่งให้คนเคาะต้องรีบกล่าวมันเดี๋ยวนี้
ทว่าเสียงนั้นไม่ได้ทำให้หลี่ม่านตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
‘ฟื้นเร็วนี่’ นางนึกในใจ พลางวางตำราแพทย์ในมือลงอย่างช้า ๆ พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับสีหน้าให้เรียบเฉย ก่อนจะก้าวเดินไปเปิดประตูเพื่อเปิดต้อนรับผู้มาเยือนยามเช้า
เบื้องหลังบานประตูไม้เก่า ๆ ปรากฏร่างของ ฟานซื่อเหิง ผู้เป็นปู่และฟานซื่อต่งลุงใหญ่ ยามนี้ทั้งคู่เผยสีหน้าถมึงทึงนัก
ทว่าร่องรอยความอิดโรยและขอบตาดำคล้ำจากมรสุมศึกหนักในห้องสุขา ในวันที่ผ่านมายังคงเด่นชัดบนใบหน้า
ซื่อเหิงไม่รอให้เจ้าของห้องเชื้อเชิญ เขาเดินดุ่ม ๆ รุกรานเข้ามาด้านในทันที สีหน้าเต็มไปด้วยความเด็ดขาดและเอาแต่ใจ
“ข้าได้กำหนดการแต่งงานกับตระกูลหานมาแล้ว” เสียงประกาศกร้าวของผู้อาวุโสดังขึ้น จากนั้นซื่อเหิงก็หันไปมองหน้าคนป่วยก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “ข้าจะให้หลี่ม่านแต่งออกไป เจ้าที่เป็นแม่สั่งให้นางเตรียมตัวให้ดีเข้าใจหรือไม่”
หลานตี้ได้ยินดังนั้นก็หน้าถอดสี นางรีบพยุงกายลุกขึ้นคัดค้านเสียงสั่น “ท่านพ่อ! ท่านจะทำเช่นนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ หลี่ม่านเพิ่งจะอายุสิบห้าปีเท่านั้น อีกอย่างตามธรรมเนียมแล้ว บุตรสาวคนโตอย่างหลี่ฮวาต่างหากที่เป็นคู่หมั้นหมายตามสัญญา แล้วเหตุใดท่านพ่อจึงผลักภาระนี้มาให้หลี่ม่านเล่าเจ้าคะ”
หลานตี้รู้ดีถึงความเป็นมาของสัญญาหมั้นหมายระหว่างตระกูลฟานกับตระกูลหานเมื่อยี่สิบปีก่อนเป็นอย่างดี นางจึงไม่ยินดีที่จะให้บุตรสาวเพียงคนเดียวของตน ต้องตกเป็นเครื่องมือเซ่นสังเวยความเห็นแก่ตัวของบ้านใหญ่อีกครา
ทว่าสองพ่อลูกตระกูลฟานหาได้ใส่ใจคำท้วงติงหรือแววตาน่าสงสารของคนป่วยไม่ มีแต่พวกเขาจะยิ่งได้ใจเสียมากกว่า
ฟานซื่อต่งแค่นเสียงหัวเราะในลำคอด้วยความเย่อหยิ่ง ดวงตาพราวระยับของเขาเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ ยามเมื่อนึกถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับหากตนเองปฏิเสธตระกูลหานได้สำเร็จ
จากนั้นฟานซื่อต่งก็เผยยิ้มจอมปลอมออกมา เพื่อกลบเกลื่อนความเห็นแก่ตัวของตน “สะใภ้รอง เจ้าควรดีใจที่บุตรสาวได้แต่งกับตระกูลดีในเมืองเสียด้วยซ้ำ นี่ถือเป็นวาสนาครั้งใหญ่ของเจ้ากับลูกเลยนะ” ซื่อต่งกล่าวพรางทำทีเป็นทอดถอนใจคล้ายคนหวังดี “ตระกูลหานในยามนี้แม้จะไม่รุ่งเรืองเช่นแต่ก่อน ทว่าหากเทียบกับลูกหลานชาวนาแถบบ้านเรา ที่หลี่ม่านจะต้องแต่งด้วยในวันหน้า ก็นับว่าตระกูลหานมีดีกว่ามากนักนะน้องสะใภ้”
ฟานซื่อเหิงพยักหน้าสนับสนุนคำของบุตรชาย ใบหน้าชราฉายแววเผด็จการ “ใช่แล้ว! ข้าเห็นแก่พวกเจ้าสองแม่ลูกหรอกนะ ถึงได้ยกวาสนานี้ให้หลี่ม่าน หาไม่แล้วคนไร้ค่าเช่นพวกเจ้าจะมีปัญญาไปเกี่ยวพันกับตระกูลใหญ่โตในเมืองได้อย่างไร”
คำพูดที่พ่นออกมาดูราวกับมีความเมตตาปรานีอย่างที่สุด ทว่าความจริงแล้วตระกูลหานที่สองพ่อลูกเอ่ยถึง หาได้หลงเหลือความมั่งคั่งอย่างที่ปากพวกเขาเอ่ยไม่ ความจริงแล้วตระกูลหานในยามนี้ตกต่ำจนแทบไม่มีอันจะกินเสียด้วยซ้ำ พวกเขาเพียงจงใจผลักไสให้หลี่ม่านไปรับเคราะห์แทนหลี่ฮวาก็เท่านั้น
จากนั้นหลานสาวคนโปรด ก็จะได้แต่งเข้าตระกูลคหบดีที่มั่งคั่งในเมืองได้อย่างไร้กังวล นั่นคือสิ่งที่พวกเขากำลังคิดไว้
มากไปกว่านั้น การบีบบังคับที่มีขึ้นอย่างกระทันหันนี้ ก็เป็นความตั้งใจของสองพ่อลูกที่อยากเอาคืนหลี่ม่าน
โทษฐานที่นางกล้าวางยาถ่ายให้พวกเขากิน ซึ่งคราแรกฟานซื่อเหิงผู้เป็นปู่หมายจะมาทุบตีหลานสาวเสียด้วยซ้ำ แต่เพราะบุตรชายห้ามไว้ โดยอ้างว่าร่างกายนางจะบอบช้ำก่อนถึงวันส่งตัวให้ไปแต่งงาน ผู้เป็นบิดาจึงต้องยอมอดกลั้นเอาไว้
