บท
ตั้งค่า

4. อาหารเช้า

รุ่งอรุณของวันใหม่ในตำบลหนึ่งในเขตเมืองเจี้ยน

ทว่าบรรยากาศดี ๆ เหล่านี้กลับไม่ได้นำพาความสดชื่นมาสู่เรือนเล็กแม้แต่น้อย โดยเฉพาะกับคนที่ถูกใช้งาน

ภายในห้องครัวคับแคบหลังเรือนใหญ่ ควันไฟสีเทาพวยพุ่งขึ้นจากเตาดินเหนียวเก่า กลิ่นข้าวต้มเจือจางลอยขึ้นมาจากหม้อที่แทบมองไม่เห็นเม็ดข้าว ซึ่งข้าวเหล่านี้คนทำขูดขึ้นมาจากก้นถัง

ฟานหลี่ม่านยืนถือทัพพีไม้คนหม้อข้าวต้มด้วยใบหน้าเรียบเฉย แววตาสีดำสนิทสะท้อนแสงไฟสีส้มวับแวม ในใจนึกถึงไก่ป่าตัวอ้วนที่ตนแลกมาด้วยหยาดเหงื่อเมื่อวันวาน แต่มันกลับถูกผู้เป็นย่ายึดไปทำงานอาหารเลี้ยงคนบ้านใหญ่จนไม่เหลือแม้แต่ซาก

“หลี่ม่าน! ข้าวต้มเสร็จหรือยังนี่เจ้ายืนเหม่ออะไรอยู่หา! ไม่รู้หรือว่ามันสายแล้ว ลุงใหญ่ของเจ้ารอนานแล้วนะ”

เสียงแหลมปรี๊ดของฟานหนิงอัน ป้าสะใภ้ผู้เย่อหยิ่งและเห็นแก่ตัวอีกคน แผดดังลั่นที่หน้าประตู ตามมาด้วยร่างอวบที่เดินมาแต่ละทีน่องก็สั่นสะเทือนไปทุกครั้งที่ก้าวเท้า

มาถึงหนิงอันก็ยกมือขึ้นปัดควันไฟออกด้วยความรังเกียจ ก่อนจะกวาดสายตามองหม้อข้าวต้มอย่างจับผิด

หลี่ม่านวางทัพพีลงช้า ๆ หันไปประสานสายตากับป้าสะใภ้ตรง ๆ โดยไม่มีท่าทางหวาดกลัวแม้แต่น้อย

“ข้าวต้มใกล้เสร็จแล้วเจ้าค่ะ ท่านป้าสะใภ้รีบไปจัดสำรับที่ห้องโถงเถิดเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวท่านปู่ ท่านลุงตงและพี่หลี่ฮวาจะไม่ไม่ต้องรอนาน” หลี่ม่านเอ่ยเสียงนอบน้อมอย่างรู้ความ

หนิงอันแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอ “ก็ยังรู้จักความอยู่นะเจ้า เช่นนั้นข้าจะให้รางวัล ยอมให้เจ้าตักน้ำไปให้พี่สะใภ้ได้ดื่มเป็นบุญปาก แต่อย่าลืมตักไปแต่น้ำ ๆ ล่ะ ห้ามเอาเนื้อข้าวเป็นอันขาด อย่างไรก็เป็นคนป่วยใกล้ตาย กินของดีก็เปลืองเสียเปล่า” เอ่ยจบ นางก็เชิดหน้าสะบัดก้นเดินกลับไปยังห้องโถงใหญ่

หลี่ม่านมองตามร่างที่เดินลับตาไป ทว่าดวงตาคู่นี้หาได้มีความข่มขื่นซ่อนอยู่ในใจเฉกเช่นทุกครั้งไม่ มุมปากบางหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย พลางนึกในใจถึงคำพูดของอาสะใภ้เมื่อครู่

เปลืองอย่างนั้นหรือ...

นางก้มลงเปิดฝาหม้อต้มยาอีกใบที่ตั้งอยู่ข้างเตา ด้านในมีรากสมุนไพรป่าที่นางเก็บมาเมื่อวาน ซึ่งมันมีฤทธิ์ทำให้ขับถ่ายมากกว่าปกติ จากนั้นนางก็ยกหม้อเทน้ำยาใส่หม้อข้าวจนหมด

เด็กสาวเผยยิ้มมุมปากอย่างสาใจ “สมุนไพรตัวนี้เหมาะสมแล้วกับคนตระกูลฟานที่ชอบแย่งชิงเอาของที่ไม่ใช่ของตนไป” นางพึมพำพลางวางหม้อต้มยาลงที่เดิม ดวงตาคู่งามช่างเย็นชานัก

สายวันนั้นภายในห้องโถงใหญ่ของเรือนตระกูลฟาน ยังคงเต็มไปด้วยบรรยากาศครึกครื้น ฟานซื่อเหิงผู้เป็นปู่ นั่งหน้าตาเบิกบานอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่ ด้านข้างคือฟานซื่อต่งบุตรชายคนโตที่สวมชุดบัณฑิตเนื้อดี ท่าทางเขายังคงวางโตราวกับตนเป็นขุนนางใหญ่ ทั้งที่ความจริงหน้าที่รับผิดชอบนั้น เป็นเพียงผู้ช่วยจัดเรียงม้วนตำราอยู่ในกรมอาลักษณ์ประจำเมืองก็เท่านั้นเอง

“ฮ่าฮ่า ซื่อต่ง พ่อได้ยินมาว่าปีนี้กรมอาลักษณ์มีข่าวเรื่องการเลื่อนขั้นขุนนางชั้นผู้น้อย เจ้าได้เตรียมตัวกับเรื่องนี้ไว้บ้างหรือไม่” ฟานซื่อเหิงเอ่ยถามบุตรชายด้วยความลำเอียงอย่างออกนอกหน้า สายตาเขาชื่นชมยินดีจนปิดไม่มิด

ซื่อต่งยืดอกขึ้นเชิดหน้าตอบอย่างคนโอ้อวดเหมือนเคย

“ท่านพ่อวางใจเถิดขอรับ ใต้เท้าหัวหน้ากองชื่นชมข้ามาก บอกว่าระเบียบการจัดเก็บตำราของข้าไร้ที่ติ อีกไม่นานข้าคงได้เลื่อนขั้นเป็นผู้ช่วยคุมคลังตำรา ถึงตอนนั้นตระกูลฟานของเราจะได้หน้าได้ตากว่าใครในตำบลนี้อย่างแน่นอน” ท่าทางภาคภูมิเขา เผยออกมาราวกับว่าตนคือขุนนางอย่างที่กล่าวมาจริง ๆ

ทว่าตำแหน่งหน้าที่ที่เขาทำอยู่ในยามนี้ ก็แค่คนงานที่ถูกจ้างชั่วคราวเท่านั้น แต่เพราะได้เดินเข้าเดินออกอยู่ในหอตำรา ฟานซื่อต่งจึงเอ่ยอ้างว่าตนได้เป็นขุนนางแล้ว

ฟานชุยผู้เป็นแม่ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะร่าด้วยความชอบใจ นางรีบตักข้าวต้มและหมูตุ๋นใส่ถ้วยให้บุตรชาย

“สมแล้วที่เป็นลูกชายของแม่ เจ้าฉลาดหลักแหลมที่สุด ไม่เหมือนพวกคนเรือนรองไร้ค่า มีแต่สร้างเรื่องให้เหนื่อยใจ เมื่อไหร่มันจะตาย ๆ ไปเสียที ข้าล่ะเบื่อนักอยู่ไปก็เปลืองข้าวปลาอาหาร” นางชุยเอ่ยพรางปรายสายตาดูแคลนออกไปนอกเรือน

หลี่ฮวา หลานสาวคนโตที่กำลังกินข้าวต้มอย่างเอร็ดอร่อย รีบเสริมขึ้นด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “นั่นสิเจ้าคะท่านย่า เมื่อเช้าข้าเดินผ่านห้องนางหลี่ม่าน เห็นมันก้มหน้าก้มตาต้มยาให้แม่ของมัน แล้วก็น่าสมเพชเสียจริง นี่ถ้าแม่ของมันตายไป ภายในเรือนของเราคงไม่ต้องทนดมกลิ่นยาเหม็นหืนนั่นอีกแล้วนะเจ้าคะ”

“ฮวาเอ๋อร์ หลานไม่ชอบหรือ เช่นนั้นเดี๋ยวกินเสร็จย่าจะไปบอกให้หลี่ม่านไปต้มยาที่หลังเรือนนาง ไม่ก็ไปต้มไกล ๆ เรือนของเราเจ้าจะได้ไม่ต้องทนสูดกลิ่นยาเหล่านั้น เจ้าว่าดีหรือไม่” ผู้เป็นย่าเอ่ยเอาใจหลานรักเสียงอ่อนเสียงหวาน

“ดีเจ้าค่ะท่านย่า” หลี่ฮวารีบเอ่ย

“เจ้านี่ช่างน่ารักเสียจริง” นางชุยกล่าวชมหลานสาวอีกครา

“แบบนี้สิจึงจะเหมาะกับตระกูลใหญ่ในเมือง” ผู้เป็นพ่อกล่าวสมทบ นำพาให้ผู้เป็นปู่หันขวับมาหาทันที

“หมายความว่าอย่างไรต่งเอ๋อร์ เจ้าคงไม่ได้แอบไปหมั้นหมายกับตระกูลใดในเมืองไว้ให้ฮวาเอ๋อร์แล้วใช่หรือไม่” ซื่อเหิงเอ่ยถามบุตรชายเสียงเข้ม พร้อมกับจ้องอย่างเอาเรื่อง

“ท่านพ่อ ข้ายังไม่ได้คุยขอรับ แค่เปรย ๆ ไว้เท่านั้น”

“เปรย ๆ ก็ไม่ได้ เจ้าก็รู้ว่าตระกูลฟานกับตระกูลหานเคยมีสัญญาหมั้นหมายต่อกัน บุตรสาวคนโตกับบุตรชายคนโตของสองตระกูลต้องเกี่ยวดองกัน เจ้าอยากทำให้ตระกูลเราเสียคำพูดหรือ”

“หยุดเลยนะตาแก่ เจ้าก็รู้ว่าตระกูลหานยามนี้ตกต่ำเพียงใด เจ้ายังจะคิดให้ฮวาเอ๋อร์ของเราตบแต่งเข้าไปที่นั่นหรือ” นางชุยคำรามใส่สามีทันควัน นำพาให้บรรยากาศชื่นมื่นพลันสงบลง

“ใช่แล้วท่านปู่ ข้าไม่มีทางแต่งเข้าเรือนของคนป่วยที่ไม่มีทางรักษาผู้นั้นแน่” หลี่ฮวาตะเบงเสียงใส่อย่างไม่ยอม

“ไม่ยอมแล้วจะให้หัวหงอกอย่างข้าผิดคำพูดกระนั้นหรือ อีกอย่างที่ตระกูลฟานลืมตาอ้าปากมาได้จนถึงทุกวันนี้ ล้วนแต่ได้รับการช่วยเหลือจากตระกูลหานทั้งนั้นนะ พวกเจ้าทั้งหมดลืมไปแล้วหรือว่าใครให้ที่นาทำกิน ใครให้ข้าวให้น้ำเมื่อยี่สิบปีก่อน”

ครานี้ประมุขจวนแผดเสียงกลับบ้าง นำพาให้ผู้ที่ร่วมโต๊ะเงียบงันไปในทันที เว้นก็แค่หลี่ฮวาที่ยังคงโต้เถียงไม่หยุด

“นั่นมันก็เรื่องของท่านปู่ที่คุยกันไว้ อีกอย่างท่านปู่ก็ไม่ได้มีข้าเป็นหลานคนเดียว ไยท่านไม่ยกหลี่ม่านให้แต่งไปเล่า”

“จริงด้วยตาแก่ เจ้าก็ยกหลี่ม่านให้แต่งเข้าตระกูลหานไปเสียสิ นางก็เป็นหลานสาวตระกูลฟานเช่นกันนะ”

“ใช่ ๆ ความคิดของท่านแม่ช่างดีนัก ท่านพ่อ ยกหลี่ม่านให้แต่งกับตระกูลหานนั่นน่ะถูกแล้ว ส่วนฮวาเอ๋อร์ของเราควรได้แต่งกับตระกูลใหญ่เท่านั้น” ซื่อต่งรีบกล่าวสำทับ นำพาให้ผู้เป็นพ่อเริ่มเอนเอียงมาตามคำกล่าวที่กำลังยั่วยุให้คล้อยตาม

ทว่า... ในจังหวะที่พวกเขากำลังเคร่งเครียดกันนั้น จู่ ๆ ใบหน้าของหลี่ฮวาก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือด

นางยกสองมือกุมแน่นที่ช่วงท้อง เมื่อรู้สึกถึงความปั่นป่วนที่ตีตื้นขึ้นมาอย่างกะทันหันราวกับมีพายุพัดโหมกระหน่ำในลำไส้

“อึก... อุ๊บ!” หลี่ฮวาเอามือปิดปาก หน้าตาบิดเบี้ยว

#อืมโดนล่ะ หุหุ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel