3. คนเห็นแก่ตัว
หลี่ม่านทอดสายตามองตามร่างของท่านป้าที่หอบเอาไก่ที่ตนล่ามาได้เดินออกไป นางไม่ได้เอ่ยปากโต้ตอบคำถากถางเหล่านั้น แต่มือสองข้างที่ห้อยอยู่ข้างตัวกลับกำเข้าหากันแน่น ปลายนิ้วจิกกดลงบนฝ่ามือของตนเองจนรู้สึกเจ็บแปลบ
ทว่าบนใบหน้าจิ้มลิ้มกลับยังคงเก็บซ่อนความรู้สึกได้อย่างนิ่งสงบ เพราะนางรู้ดีแก่ใจต่อให้ใช้วาจาโต้เถียงออกไปสักแค่ไหน ท่านย่าก็ไม่มีวันหันมาเห็นใจนางกับมารดาอยู่ดี
“แล้วนี่ได้อะไรมาอีกหรือไม่” นางชุยเริ่มเดินสำรวจภายในห้อง รวมถึงตะกร้าสานที่วางอยู่ตรงมุม
“มีแค่สมุนไพรที่เอามาต้มให้ท่านแม่เจ้าค่ะ” เด็กสาวยังคงตอบกลับไปอย่างเจียมเนื้อเจียมตน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอีก
ทว่าผู้เป็นย่าไม่ได้เชื่อแม้เพียงนิด จับขอบตะกร้าได้นางก็ยกมันขึ้นแล้วเทลงพื้นทันที ก่อนจะใช้เท้าเขี่ยกองสมุนไพรออกอย่างไม่แยแสว่ามันจะบอบช้ำหรือไร้สรรพคุณ
หลี่ม่านขบกรามแน่น สองมือกำจนเห็นเส้นเลือดนูนขึ้น
“ชิ! มีแต่ของไร้ประโยชน์” สิ้นคำ นางชุยก็หมุนกายอวบอ้วนของตนเดินออกไปจากห้องนอนสะใภ้รอง
หลี่ม่านมองตามแผ่นหลังเทอะทะนั้นเพียงครู่ ก็หันกลับมามองกองสมุนไพรที่ถูกเขี่ยจนกระจายเกลื่อนเต็มพื้น
“ม่านเอ๋อร์...” หลานตี้เอ่ยเรียกบุตรสาวตนแผ่วเบา
เด็กสาวเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “ท่านแม่ข้าไม่เป็นไร ประเดี๋ยวข้าจะเอาสมุนไพรไปล้างก่อนนะเจ้าคะ” เอ่ยจบหลี่ม่านก็หันกลับมาเก็บต้นสมุนไพรที่กระจัดกระจายเต็มพื้นใส่ตะกร้า
โดยมีมารดาผู้เจ็บป่วยมองตามอย่างเวทนา แต่นางจะทำอันใดได้นอกจากนั่งมองอยู่เช่นนี้ เพราะแม้แต่จะลุกยืนนางยังทำไม่ได้เลย นับตั้งแต่ป่วยก็มีแต่ทรุดกับทรุด ต้องนอนซมอยู่เช่นนี้ ทั้งยังหยิบจับทำงานช่วยบุตรสาวไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว
หลี่ม่านเดินออกมาพร้อมตะกร้าสมุนไพร ตรงไปที่ลำธารข้างเรือนเพื่อล้างยาเหล่านี้เอาไปตากแห้งเก็บไว้ และส่วนหนึ่งจะเอาไปต้มให้มารดาได้ดื่มรักษาบรรเทาอาการที่เป็นอยู่
ในขณะที่ล้างสมุนไพร นางก็เหลือบมองไปที่ครัวของเรือนใหญ่ ซึ่งยามนี้มีเสียงหัวเราะเล็ดลอดออกมาให้ได้ยินอยู่เรื่อย ๆ เสียงเหล่านั้นช่างระคายหูผู้ที่นั่งล้างสมุนไพรยิ่งนัก
“มีความสุขบนความทุกข์คนอื่น ชั่วช้านัก” หลี่ม่านเอ่ยพลางฟาดสมุนไพรในมือใส่น้ำเพื่อระบายความแค้นในใจ พลันความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา เมื่อหันกลับมามองสมุนไพรในมือตน
จากนั้นนางก็หันมาค้นในตะกร้าไม้ไผ่ที่วางอยู่ข้างตัว ไม่นานยิ้มร้ายก็ผุดขึ้น ก่อนที่ดวงตาคู่งามจะทอดมองไปยังเรือนใหญ่ที่ยังคงมีเสียงหัวเราะดังมาไม่ขาดสาย “ชอบแย่งดีนัก คอยดูเถิด”
ยามสายในวันเดียวกัน... กลิ่นหอมกรุ่นของเนื้อไก่ตุ๋นยาจีนก็ลอยฟุ้งกระจายไปทั่วทุกซอกทุกมุมของเรือนตระกูลฟาน
เสียงหัวเราะพูดคุยอย่างครึกครื้นของกลุ่มคนที่ชอบเอารัดเอาเปรียบ ก็เริ่มดังเล็ดลอดออกมาจากห้องโถง
“หลี่ฮวา กินน่องไก่ชิ้นนี้เสียนะ เจ้าผอมลงไปเยอะเลย”
“เจ้าค่ะท่านย่า ขอบคุณนะเจ้าค่ะ” หลี่ฮวาเผยยิ้มกว้าง
“ซื่อต่ง เจ้าเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนักในเมืองมาหลายวัน กินซุปไก่เพิ่มอีกสักชามเถอะลูก” นางชุยเอ่ยพลางตักน้ำแกงที่ยังเหลือตั้งครึ่งหม้อให้บุตรชายของตนอย่างเอาใจ
ความจริงไก่ตุ๋นยาจีนหม้อนี้สามารถแบ่งให้สองแม่ลูกเอาไปกินได้ ทว่านางชุยกลับเห็นแก่ตัวไม่ยอมแบ่งให้สะใภ้รองและหลานสาวคนเล็กได้ลองลิ้มชิมรสแม้เพียงนิด
“ไก่ตัวนี้ทั้งนุ่มทั้งมัน ข้าชอบเหลือเกินท่านย่า” หลี่ฮวาเอ่ยเสียงสดใส พลางยกถ้วยน้ำแกงซดกินอย่างไร้มารยาท
“ชอบก็กินเยอะ ๆ นะลูก ไก่ป่านี่ไม่ใช่จะหากินได้ง่าย ๆ หากซื้อเอาก็ตัวหลายเหวินเลยเชียว” นางชุยเอ่ยอย่างมีความสุข สุขที่ตนไม่ได้จ่ายเงินสักบาทแต่ก็ได้ไก่ป่าตัวอวบอ้วนมา
“ต่อไปเจ้าต้องคอยสังเกตุดูให้ดีนะว่า นางหลี่ม่านมันขึ้นเขาแล้วได้อะไรมาบ้าง ไม่อย่างนั้นมันต้องเอาไปทำกินเอง ไม่ยอมให้พวกเรารู้แน่” ฟานซื่อเหิงเอ่ยบอกภรรยาตน
“ท่านพี่ ท่านไม่ต้องห่วงเลยเจ้าค่ะ ข้าเฝ้ามันแน่” นางชุยรับคำก่อนจะส่งเสียงหัวเราะร่วนอย่างคนเจ้าแผนการ
“ท่านย่า ข้าจะช่วยเฝ้าอีกแรงเจ้าค่ะ ข้าชอบกินไก่ป่า รอบหน้าเราเอามาย่างนะเจ้าคะ กลิ่นไก่ป่าย่างคงจะหอมมากแน่”
“ได้ ๆ คราวหน้าย่าจะย่างไก่ป่าให้เจ้ากิน” นางชุยเอ่ยเอาใจหลานรัก ก่อนจะหยิบถ้วยมาตักน้ำแกงเพิ่มให้อีก
“ฮ่าฮ่า อาหารมื้อนี้อร่อยจริง ๆ แบบนี้ข้าก็มีแรงทำงานแล้วท่านแม่” ฟานซื่อต่งเอ่ยพลางยื่นถ้วยให้มารดาตักเพิ่มให้ด้วย
ทว่าท่ามกลางบรรยากาศการกินดื่มที่แสนอบอุ่นของคนเรือนใหญ่ คนเรือนรองกลับทำได้เพียงแค่นั่งเงียบเชียบอยู่หน้าเตาไฟดวงเล็ก ภายในห้องพักคับแคบของตนเอง
บนจานไม้เก่า ๆ มีแผ่นแป้งหยาบกระด้างสองแผ่นที่ถูกนำไปปิ้งไฟจนแห้งกรังเหมือนเช่นทุกวัน หลี่ม่านหยิบแผ่นแป้งขึ้นมา ก่อนจะยื่นส่งให้ผู้เป็นมารดาด้วยรอยยิ้มที่พยายามปั้นแต่ง
“ท่านแม่ ทานแป้งนี่รองท้องเสียหน่อยนะเจ้าค่ะ”
หลานตี้ก้มลงมองแผ่นแป้งหยาบในมือ สลับกับหันไปมองตามทิศทางของกลิ่นหอมเย้ายวนที่มาจากทางห้องโถงใหญ่ของตระกูล ดวงตาสองข้างของคนเป็นแม่แดงเรื่ออย่างอดกลั้นไม่อยู่
“เป็นเพราะแม่แท้ ๆ เจ้าถึงพลอยลำบากไปด้วย...”
หลี่ม่านรีบส่ายหน้าปฏิเสธเบา ๆ พร้อมกับหักแบ่งแผ่นแป้งในมือออกครึ่งหนึ่งแล้วส่งคืนให้มารดาถือไว้
“ขอเพียงแค่ท่านแม่ยังอยู่เคียงข้างข้า ต่อให้ต้องลำบากมากกว่านี้อีกสักแค่ไหน ก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรเลยเจ้าค่ะ” แม้ริมฝีปากจะเอ่ยถ้อยคำหนักแน่นเช่นนั้น
ทว่าสายตาคู่งามของเด็กสาวกลับหม่นลงอย่างไม่ได้ตั้งใจ
นางไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองที่ตัวนางไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้ลิ้มชิมรส เนื้อไก่ป่าที่อุตส่าห์เหนื่อยยากล่ามาด้วยหยาดเหงื่อ
ทว่าสิ่งที่สุมอยู่ในอก จนทำให้นางเจ็บแค้น...
กลับเป็นความจริงที่ว่า แม้แต่ชีวิตของคนป่วยเจียนตาย คนเหล่านั้นก็ยังอุตส่าห์มาเบียดเบียนแย่งชิงอาหารดี ๆ ไป
“ม่านเอ๋อร์ เจ้าก็กินบ้างนะลูก” ผู้เป็นแม่เอ่ยบอกอย่างเป็นห่วง เมื่อเห็นบุตรสาวยังคงนิ่งงันไม่ยอมยกแผ่นแป้งใส่ปาก
หลี่ม่านหันมายิ้มสดใส ก่อนจะกัดแผ่นแป้งที่แข็งกระด้าง
“อ๊ะ!...” มือน้อยยกขึ้นกุมแก้ม “ท่านแม่ ฟันข้าเกือบหักเลย”
“จริงหรือ แม่ว่ามันก็ไม่ได้แข็งถึงขั้นนั้นนะ ไหนแม่ดูสิ”
“ฮ่าฮ่า ข้าแค่เย้าท่านแม่เล่นเจ้าค่ะ” เด็กสาวรีบเอ่ยเมื่อเห็นมารดาทำหน้าเป็นกังวลมาก จากนั้นก็ฉีกยิ้มแล้วก็หันมากัดกินแผ่นแป้งในมือต่อ ด้วยท่าทางราวกับคนหิวกระหายเสียเต็มประดา
“เจ้านี่นะ” หลานตี้ตำหนิบุตรสาวไม่จริงจัง เสียงหัวเราะที่แฝงความสุขเล็ก ๆ จึงดังขึ้นภายในเรือนซอมซ่อ จากความพยายามของเด็กสาววัยสิบห้าปี ที่ฝืนทำให้มารดายิ้ม
