2. ไก่ป่าถูกแย่ง
สายลมพัดกรรโชกผ่านยอดไม้มาอีกระลอก หลี่ม่านยังคงอดกลั้นและไม่ยอมลั่นไก เพราะนางเลือกที่จะรอ...
รอคอยจนกระทั่งสายลมสงบลงและนิ่งสนิท
ฟิ้ว! เพียงแค่รั้งเหนี่ยวไกด้านล่าง ลูกดอกคมกริบก็พุ่งแหวกอากาศออกจากรางด้วยความเร็วสูง
ปัก!
ไก่ป่าสะดุ้งสุดตัวเพราะความเจ็บปวด มันกระพือปีกดิ้นรนอยู่สองสามครั้ง ก่อนจะล้มตัวลงนอนแน่นิ่งไปกับพื้น
หลี่ม่านไม่รอช้ารีบวิ่งไปอุ้มสัตย์ป่าที่ตนล่าได้ขึ้นมาแนบอก ใบหน้าที่สงบนิ่งมาตลอดตั้งแต่เช้าตรู่ บัดนี้กลับปรากฏรอยยิ้มบางเบาให้เห็น “วันนี้ท่านแม่จะได้ดื่มน้ำแกงอร่อย ๆ แล้ว”
นางเอ่ยพลางใช้มือลูบขนไก่ป่าแผ่วเบา พร้อมคิดวางแผนว่าจะนำมันไปตุ๋นเคี่ยวรวมกับรากสมุนไพรที่เพิ่งเก็บมาได้ เอาให้เปื่อยยุ่ย น้ำแกงที่ได้คงจะมีรสชาติหวานกลมกล่อม และช่วยให้มารดาของตนมีพละกำลังฟื้นตัวขึ้นมาได้บ้าง
คิดได้ดังนั้น หลี่ม่านก็รีบหันมาคว้าเอาตะกร้าสมุนไพรขึ้นสะพายไหล่ พร้อมกับหอบไก่ป่าเดินลงจากเขาไปอย่างอารมณ์ดี
แม้บนเขาจะเงียบเชียบ มีเพียงเสียงนกเสียงลมพัดหวีดหวิวให้ดูน่ากลัว ถึงกระนั้นเด็กสาวที่มีอายุเพียงแค่สิบห้าปี กลับไม่ได้หวาดหวั่นแม้แต่น้อย ร่างเล็กยังคงเดินมุ่งหน้าลงเขาด้วยท่าทางคล่องแคล่ว ตามประสาคนที่ชินชากับการเดินป่าแล้ว
ครึ่งชั่วยามต่อมา หญิงสาวก็เดินมาถึงเรือนตระกูลฟานที่ตั้งอยู่บริเวณท้ายหมู่บ้าน ลักษณะเรือนนี้เป็นเรือนไม้หลังใหญ่ ทว่าที่นี่ไม่ใช่ที่พำนักของนางกับมารดาอย่างที่ควรจะเป็น
เรือนที่สองแม่ลูกอยู่นั้น คือเรือนเก่าที่อยู่ทางด้านหลังห่างจากเรือนใหญ่พอสมควร ความเป็นอยู่ก็แรนแค้นนัก เพราะทั้งคู่ไม่เคยได้รับความเมตตาจากกลุ่มคนที่อาศัยอยู่เรือนใหญ่เลย
ครานี้เมื่อได้ไก่ป่าตัวอวบอ้วนมา หลี่ม่านจึงพยายามซุกซ่อนเก็บเอาไว้เป็นอย่างดี โดยใช้สมุนไพรที่เก็บมาได้คลุมตัวไก่ป่าไว้อย่างมิดชิด ไก่ตัวนี้นางจะต้องได้ต้มน้ำแกงให้มารดากิน จะไม่ยอมให้คนเรือนใหญ่มาแย่งเอาไปเหมือนเช่นคราก่อนอีกแล้ว
มือน้อย ๆ ผลักประตูห้องพักทางหลังเรือนเข้าไปอย่างแผ่วเบา เพื่อไม่ให้เกิดเสียงดังรบกวนผู้เป็นมารดาที่อาจจะหลับอยู่
ภายในห้อง ฟานหลานตี้กำลังนั่งพิงกายอยู่กับหัวเตียง พร้อมกับส่งเสียงไอจนตัวสั่นเทา ใบหน้าขาวซีดไร้ซึ่งสีเลือดฝาด เมื่อเห็นบุตรสาวสุดที่รักกลับมา ดวงตาสลักความอิดโรยก็ส่องประกายอย่างชัดเจน “ม่านเอ๋อร์ กลับมาแล้วหรือ”
หญิงสาวรีบวางตะกร้าลงกับพื้น แล้วปรี่เข้าไปประคองมารดาให้เอนหลังนอนพิงหมอนในท่าที่สบายยิ่งขึ้น
“ท่านแม่ วันนี้ข้าเก็บสมุนไพรมาได้หลายชนิดเลยนะเจ้าคะ แถมยังโชคดีจับไก่ป่ามาได้อีกหนึ่งตัวด้วย ประเดี๋ยวข้าจะรีบเอาไปทำแล้วตุ๋นน้ำแกงร้อน ๆ มาให้ท่านดื่มนะเจ้าคะ”
หลานตี้ก้มมองไก่ป่าตัวอ้วนในมือบุตรสาวพลางยิ้มอ่อน สีหน้าฉายความดีใจที่เจือความห่วงใยระคนกัน
“เจ้า... แอบเข้าไปในป่าลึกมาอีกแล้วใช่หรือไม่”
“ไม่ลึกเลยเจ้าค่ะ” หลี่ม่านส่งยิ้มอ่อนโยนให้มารดา
เด็กสาวโกหกคำโต แม้รู้ดีว่าการโกหกเป็นเรื่องที่ไม่ควร ถึงกระนั้นหลี่ม่านก็ยังยินดีจะเป็นคนบาปเพื่อให้มารดาสบายใจ
ทว่าความจริงแล้วนางเสี่ยงเดินเข้าป่าลึก จนเกือบถึงหน้าผาอันตรายเลยด้วยซ้ำ แต่เพราะเกรงมารดาจะกังวลจนทรุดหนักนางจึงได้โกหกเช่นนี้ “ท่านแม่นอนพักรอดื่มน้ำแกงอร่อย ๆ นะเจ้าคะ ประเดี๋ยวลูกกลับมา” เด็กสาวเอ่ยจบก็ยิ้มตาหยีให้เหมือนเคย
ทว่า! ในจังหวะที่หลี่ม่านกำลังจะหันหลังนำไก่ป่าออกไปจัดการ เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของใครบางคนก็มาหยุดอยู่ที่หน้าประตู
ปัง!
ประตูไม้เก่าถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท ไม่มีการถามไถ่ หรือรอถ้อยคำอนุญาตจากเจ้าของที่อยู่ภายในแม้แต่น้อย
หลี่ม่านยืนนิ่งชะงักอยู่กลางห้อง มองผู้เป็นย่าที่กำลังสาวเท้าเข้ามาพร้อมใบหน้าบูดบึ้งไม่พอใจอย่างเคย
“ข้าได้ยินว่าเจ้าขึ้นเขาไปตั้งแต่เช้า ได้อะไรมาบ้าง”
นางชุยกวาดสายตาคมกริบมองสำรวจไปทั่วห้อง ก่อนที่ดวงตาจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่ไก่ป่าตัวอ้วนในมือของหลานสาวคนเล็ก ประกายความโลภปรากฏขึ้นในดวงตาของนางราวกับได้โชคก้อนโต “นังตัวดี เจ้าได้ไก่ป่ามาแต่ไม่ยอมบอกข้าอย่างนั้นหรือ”
หลี่ม่านรีบเอาไก่ป่าที่ตนล่ามาได้ซ่อนไว้ข้างหลัง พร้อมกับจ้องมองผู้เป็นย่าด้วยความหวาดหวั่น เพราะรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ทว่าเหมือนมันจะไม่ทันแล้ว เพราะทันทีที่เห็น นางชุยก็เดินดุ่ม ๆ เข้ามาหยุดตรงหน้า พลางยื่นมือเหี่ยวย่นคว้าแย่งเอาไก่ป่ามาพลิกซ้ายพลิกขวาสำรวจดูด้วยความพึงพอใจ
“ตัวอ้วนพีใช้ได้ทีเดียว ต้มน้ำแกงคงจะได้หม้อใหญ่มาก” เอ่ยจบนางก็ตั้งท่าจะหมุนตัวออกไปพร้อมไก่
หลี่ม่านรีบขยับตัวเข้ามายืนขวาง ก่อนจะเอ่ยปากพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนอบน้อมที่สุด “ท่านย่าเจ้าคะ ข้าตั้งใจจะนำไก่ตัวนี้ไปตุ๋นใส่สมุนไพรให้ท่านแม่ เพื่อรักษาอาการป่วยที่เรื้อรังมานาน ขอท่านย่าเมตตาคืนไก่มาให้ข้าเถิดนะเจ้าคะ” เด็กสาวเอ่ยบอกอย่างประนีประนอมอย่างที่สุด ในใจยังหวังว่าผู้เป็นย่าจะเมตตา
“คนป่วยใกล้ตายเช่นนี้ จะกินของดี ๆ ให้เปลืองทำไมกัน” นางชุยสวนขึ้นมาทันควัน สีหน้าของนางยังคงเรียบเฉยเย็นชาเฉกเช่นวันวาน ไร้ซึ่งความปรานีใด ๆ “ให้คนใกล้ตายกินก็เสียของเปล่า ๆ สู้ให้บุตรชายข้าที่เป็นขุนนางได้กินของอร่อยพวกนี้ยังจะมีประโยชน์เสียกว่า” นางชุยกระแทกเสียงใส่หลานสาวคนเล็ก
หลานตี้ได้ยินดังนั้นก็รีบพยุงกายลุกขึ้นมาจากเตียง พร้อมกับส่งเสียงแหบพร่าออกมาด้วยความทรมาน “ท่านแม่... ได้โปรดเถิดเจ้าค่ะ ม่านเอ๋อร์ต้องลำบากบุกป่าฝ่าดงขึ้นเขาไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง กว่าจะจับไก่ตัวนี้มาได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย...”
“ข้าบอกว่าเปลือง ก็คือเปลือง!” นางชุยตวาดลั่น พลางปรายสายตาดุร้ายมองสะใภ้รองอย่างเย็นชา “วันนี้ซื่อต่งเดินทางมาเยี่ยมข้าที่เรือนพอดี สมควรจะต้องได้กินอาหารดี ๆ บำรุงกำลัง คนป่วยไร้ประโยชน์อย่างเจ้ามีแป้งปิ้งให้กินก็บุญเท่าไหร่แล้ว” นางยังคงกล่าวถ้อยคำเห็นแก่ตัวออกมาอย่างไม่รู้สึกรู้สา
สิ้นเสียงเด็ดขาดนั้น นางชุยก็หันไปทางประตูตะโกนเรียกสะใภ้อีกคนเสียงดังลั่นเรือน “หนิงอัน! มาหาข้าหน่อย”
ผ่านไปเพียงครู่เดียว สตรีวัยกลางคนผู้แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสะอาดสะอ้านก็รีบสาวเท้าเดินเข้ามาด้านใน
เมื่อฟานหนิงอันเห็นไก่ป่าตัวอ้วนในมือแม่สามี ดวงตาของนางก็เปล่งประกายระยิบด้วยความปรีดา
“ท่านแม่เรียกลูกมีอะไรรึเจ้าคะ”
“นำไก่ตัวนี้ไปถอนขนทำความสะอาดเสีย แล้วตุ๋นให้เปื่อยทั้งตัว ซื่อต่งกับหลี่ฮวาลูกสาวเจ้าชอบกินนักไม่ใช่หรือ”
หนิงอันฉีกยิ้มกว้างจนแก้มปริ รีบยื่นมือมารับไก่ป่ามาจากมือแม่สามีอย่างกระตือรือร้น ใบหน้านั้นยินดีจนปิดไม่มิด
แต่ก่อนที่หนิงอันจะถือไก่ป่าออกไป นางยังมิวายหันไปยกยิ้มมุมปากใส่ผู้ที่นอนอยู่บนเตียง รวมถึงหลานสาวที่ยืนมองด้วยท่าทางน่าสงสาร ทว่านางไม่นึกสงสารเลยสักนิด
“ขอบใจนะหลี่ม่าน วันนี้เจ้าทำดีมากเลยรู้จักหาอาหารมาบำรุงคนในบ้าน มีเจ้าเป็นหลานนี่ดีจริง ๆ” เอ่ยจบร่างอวบก็เดินออกไปด้วยท่าทางของคนที่มีความสุขนักหนา
