26. คนหนึ่งรุ่งอีกคนร่วง
หลังจากแต่งกายด้วยชุดงดงามแล้ว หลี่ฮวาก็รีบมานั่งประทินโฉมแต่งแต้มใบหน้าอย่างประณีตบรรจงเพื่อขับเน้นความงามให้โดดเด่นสะดุดตา “ท่านแม่ข้างามหรือไม่”
“งามสิ ลูกแม่งามเหนือใครในใต้หล้าเลยเชียว”
หลี่ฮวายิ้มกว้างกับคำชม ก่อนจะรีบเร่งฝีเท้าออกไปต้อนรับแขกรูปงามผู้สูงศักดิ์ที่เดินทางมาหาถึงเรือนพัก
เมื่อก้าวเท้ามาถึงห้องโถงนางก็พบกับหลงจินเหยา ที่อยู่ในอาภรณ์เนื้อดียืนนิ่งสง่ากลางโถง ชายหนุ่มส่งยิ้มอ่อนโยนและทอดสายตาพราวระยับมายังนาง ถ้อยคำหวานหูเอื้อนเอ่ยออกมายกยอความงามของนางไม่ต่างจากวันแรกที่ทั้งคู่พบกัน สร้างความเคลิบเคลิ้มหลงใหลให้แก่ฟานหลี่ฮวาจนหัวใจพองโต
“เสี่ยวฮวา เจ้าช่างงดงามนัก”
“คุณชายก็ ท่านเองก็รูปงามมากนะเจ้าคะ” หลี่ฮวาเผยยิ้มเอียงอาย ก่อนจะแสร้งเสหลบสายตาคู่คมของอีกฝ่าย
“นี่ก็สายแล้ว ได้ยินว่าคุณชายหลงจะพาฮวาเอ๋อร์ออกไปนอกเมือง คงต้องเดินทางเป็นชั่วยามกระมัง ข้าว่ารีบไปก่อนแดดจะร้อนเถิด เจ้าสองคนจะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันให้มากหน่อย” ซื่อต่งเอ่ยแนะแขกสูงศักดิ์ของเรือน ก่อนจะยิ้มพรายอย่างชอบใจ
“ก็จริง เช่นนั้นเราไปกันเถอะเสี่ยวฮวา” หลงจินเหยาเอ่ยเรียกอย่างสนิทสนม พร้อมกับยื่นมือมากุมมือหญิงสาวพาออกเดิน เพื่อไปขึ้นรถม้าคันใหญ่ที่จอดรออยู่ ท่ามกลางสายตาของชาวเมืองที่เดินผ่านไปมา นำพาให้คนตระกูลฟานรีบเชิดหน้าใส่ราวกับว่ายามนี้บุตรสาวของตระกูลได้แต่งไปกับคนสูงศักดิ์แล้ว
“หวังว่าฮวาเอ๋อร์ของพวกเราจะทำสำเร็จนะ” นางอันเอ่ยพึมพำกับสามีและบิดาด้วยแววตาเป็นประกาย
“หมายความว่าอย่างไร เจ้าให้ฮวาเอ๋อร์ทำอันใดหรือ” นางชุยรีบถามเอาความกับสะใภ้ด้วยความใคร่รู้
“ท่านแม่ ข้าให้ฮวาเอ๋อร์รวบหัวรวบหางคุณชายหลงเจ้าค่ะ”
“นี่เจ้า!” นางชุยหลุดปากเสียงดัง แต่จากนั้นนางก็เอ่ยด้วยเสียงที่เบาลง “เจ้าให้ฮวาเอ๋อร์ทำเช่นนั้นจริงหรือ”
“เจ้าค่ะ” นางอันตอบพร้อมกับหน้าเจื่อนเล็กน้อย
“ดี!” ฟานซื่อเหิงผู้เป็นปู่สำทับ “สวรรค์ขอให้ฮวาเอ๋อร์ทำสำเร็จด้วยเถิด ภายหน้าตระกูลฟานจะได้เป็นใหญ่เป็นโตเสียที”
“นั่นสิ ขอให้สำเร็จด้วยเถิด” นางอันกับบุตรชายยกมือไหว้
คนตระกูลฟานพากันอ้อนวอนต่อเบื้องบนจนกลายเป็นที่ขบขันของผู้คนที่มองผ่านเข้าไปในช่องประตู ทว่าพวกเขาหาได้แยแสไม่ ขอเพียงสิ่งที่ขอสมหวังคนเหล่านี้ก็หัวเราะไม่ออกแล้ว
คนตระกูลฟานไม่ได้เอ่ยปากตำหนิความคิดไร้ยางอายนี้แม้แต่คนเดียว ตรงกันข้าม ทันทีที่เข้าใจแผนการพวกเขากลับพากันแย้มยิ้มร่าเริงด้วยความพอใจ ราวกับมองเห็นภาพอนาคตและความสำเร็จที่เฝ้ารอเสียอย่างนั้น แม้แต่ศีลธรรมและเกียรติยศอันดีงาม ที่สตรีพึงมีก็ถูกกลบด้วยความโลภจนไม่มีเหลือ
และค่ำวันนั้น...
ความทะเยอทะยานของคนตระกูลฟาน ที่มุ่งหวังจะไต่เต้าขึ้นสู่อำนาจโดยไม่ต้องออกแรงก็ดูเหมือนจะสัมฤทธิ์ผล เพราะหลังจากรถม้าคันใหญ่เคลื่อนคล้อยไปในเช้าวันนั้น ฟานหลี่ฮวาก็ไม่ได้หวนคืนกลับมายังเรือนพักของตนอีกเลย
มีเพียงบ่าวรับใช้ชายมารายงานเรื่องเท่านั้น
“อะไรนะ! เจ้าบอกว่าหลานสาวข้าจะค้างแรมอยู่ที่จวนรับรองตระกูลหลงกระนั้นหรือ ได้อย่างไรกัน” ฟานซื่อเหิงแสร้งเอ่ยอย่างเกรี้ยวกราด ทว่าในใจนั้นลิงโลดไปแล้ว
“บุตรสาวข้ากับคุณชายหลงยังไม่ทันได้หมั้นหมายหรือแต่งงานกัน จะไปค้างอ้างแรมได้เยี่ยงไร” ฟานซื่อต่งส่งเสียงบ้าง
“เอ่อ... เรื่องนี้นายท่านฟานทั้งสองอย่าเพิ่งร้อนใจไป คุณชายของเราไม่ได้นิ่งนอนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ เรื่องการสู่ขอจะต้องมีขึ้นอย่างแน่นอนขอรับ เพียงแต่ยามนี้คุณชายของเราแค่อยากอยู่ใกล้ชิดกับคุณหนูฟานให้มากหน่อยเพื่อเรียนรู้ซึ่งกันและกันขอรับ อ้อ! นี่เป็นของขวัญเล็กน้อยที่คุณชายเตรียมมาให้ขอรับ หากแต่งงานคาดว่าน่าจะได้มากกว่านี้หลายเท่านัก” บ่าวชายที่ว่าผายมือมายังกล่องของขวัญที่กำลังถูกยกเข้ามา
นำพาให้ดวงตาของคนตระกูลฟานโตเท่าไข่ห่านทันที นางอันและนางชุยหมายจะตรงเข้ามาเปิดออกดู แต่ก็ถูกมือของสามีรั้งไว้ พร้อมเอ่ยเสียงเข้มทว่าแผ่วเบาเพื่อเตือนสติทั้งคู่
“สำรวมหน่อย” ซื่อเหิงเอ่ย
สองร่างที่หมายจะตรงเข้าไปเปิดหีบจึงหยุดชะงักยืนนิ่ง พร้อมกับเก็บอาการโลภโมโทสันของตนเอาไว้ให้แนบเนียนที่สุด
“เจ้ากลับไปบอกนายของเจ้า วันพรุ่งให้รีบมาคุยเรื่องการสู่ขอ มิเช่นนั้นเราจะร้องเรียนเรื่องที่เขาทำกับท่านเจ้าเมือง” ซื่อต่งเอ่ยขู่ พร้อมกันนั้นเขาก็ทำหน้าตาขึงขังให้ดูน่ากลัว
“ขอรับ ข้าน้อยจะรีบไปเรียนคุณชายให้ทราบ”
บ่าวชายผู้นี้เอ่ยแล้วก็รีบคารวะลาคนตระกูลฟาน จากนั้นเขาก็หมุนตัวเดินออกมาด้วยท่าทางสำรวม เมื่อลับตากลุ่มคนที่มาแจ้งข่าว คนตระกูลฟานก็ตรงรี่เข้ามาเปิดหีบที่ตั้งอยู่บนพื้น
“ท่านแม่ผ้าไหมงาม ๆ ทั้งนั้นเลย”
“นี่ ๆ กำไลหยก อัญมณีมากมายงาม ๆ ทั้งนั้น”
แม่ย่ากับสะใภ้ต่างก็ร้องเสียงหลงด้วยความดีใจ เพราะของมีค่าเหล่านี้มีราคาอยู่พอสมควร แม้ไม่แพงมาก แต่ด้วยความที่ไม่เคยเห็นมาก่อน พวกนางก็มองว่ามันล้ำค่าเหลือคณานับ
“รีบเอาไปเก็บก่อน ประเดี๋ยวพวกบ่าวไพร่มาเห็นมันจะไม่ดี เกิดพวกมันขอขึ้นค่าจ้างจะทำอย่างไร” ซื่อเหิงรีบเอ่ย
“จริงด้วย ต้องรีบเอาไปเก็บ ท่านพี่รีบมาช่วยยกเร็ว” นางอันเอ่ยบอกสามีอย่างร้อนรน ทั้งสี่จึงช่วยกันยกไปไว้ในที่ลับตา
วันถัดมาหลงจินเหยาก็ได้เดินทางมาเยือนจวนตระกูลฟาน
ชายหนุ่มยังคงแสดงท่าทีนอบน้อมและให้เกียรติผู้ใหญ่เป็นอย่างดี จากนั้นเขาเปิดปากเอ่ยเจรจาพูดคุยถึงเรื่องการสู่ขออย่างเป็นกิจลักษณะ ทว่าเขากลับออกตัวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เอ่ยว่าตระกูลหลงของตนมีธรรมเนียมปฏิบัติที่เคร่งครัด การแต่งงานจำเป็นต้องผ่านกระบวนการการทำพิธีอย่างถูกต้องจึงจะได้
“ข้าจะกลับไปหารือกับท่านพ่อท่านแม่ก่อน นายท่านฟานทั้งสองไม่ต้องกังวล อีกไม่นานข้าจะกลับมาพร้อมเกี้ยวแปดคนหามแน่นอน ขอให้ทุกท่านโปรดอดใจรอข้าสักนิดเถิด...” จินเหยาเอ่ยด้วยรอยยิ้มพราวที่เคลือบไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์
ด้านตระกูลฟานที่หน้ามืดตามัวด้วยความโลภและอยากเป็นใหญ่เป็นโต รีบพากันตบปากรับคำแต่โดยง่าย
ทั้งห้าไม่มีใครคิดเอะใจหรือคิดเคลือบแคลงสงสัยในคำพูดเหล่านั้นแม้แต่น้อย พวกเขากลับพากันพยักหน้าอย่างยินดีปรีดา
สิบวันต่อมา
หลงจินเหยาก็อำลาจากไปพร้อมกับคำมั่นสัญญาที่มั่นเหมาะว่า ภายในสองเดือนเขาจะกลับมาพร้อมเกี้ยวแปดคนหาม
ทว่าเวลาผ่านพ้นไปวันแล้ววันเล่าจนล่วงเลยเข้าเดือนที่สอง ตระกูลฟานกลับได้พบเพียงความเงียบงันที่ตอบกลับมา ไม่มีวี่แววของขบวนเกี้ยวแปดคนหามอย่างที่ว่า หรือแม้แต่จดหมายสักฉบับจากบุตรชายขุนนางใหญ่ก็ยังไม่มีให้เห็นเลย
ฟานหลี่ฮวาที่เฝ้ารอคอยด้วยใจจดจ่อ เริ่มมีความกระวนกระวายเข้ามาเกาะกุมจิตใจ ความหวังที่เคยเรืองรองค่อย ๆ มอดดับลงทีละน้อย เหลือเพียงความหวาดหวั่นพรั่นพรึงที่เริ่มกัดกินใจ
หรือว่านางจถูกหลอกเข้าให้แล้ว
ในขณะที่สถานการณ์ของตระกูลฟานเริ่มอึมครึมแฝงความร้อนรุ่มวิตกกังวล ข่าวคราวความเคลื่อนไหวจากฝั่งตระกูลหานก็ลอยเข้าหูคนตระกูลฟานหนาขึ้นเรื่อย ๆ ชนิดที่ต่อให้พยายามปิดกั้นอย่างไรก็ไม่มีทางหนีพ้นคำกล่าวเยินยอเหล่านั้น
โดยเฉพาะข่าวใหญ่ที่สร้างความสะเทือนใจและกระแทกความรู้สึกอย่างข่าวการประกาศผลสอบในเมืองหลวง
บัดนี้หานเจิ้นไฉ่อดีตบุรุษที่เคยนอนซมใกล้ตาย ชายที่พวกเขาเคยดูถูกเหยียดหยามและผลักไสไม่อยากเกี่ยวข้องด้วย เขาได้กลายเป็นจอหงวนผู้ทรงเกียรติไปแล้ว
ทว่านั่นยังไม่พอให้คนตระกูลฟานได้คับแค้นใจ นอกจากข่าวของหานเจิ้นไฉ่ที่แว่วมาให้เคียดแค้นแล้ว ยังมีเสียงเยินยอของหลานนอกไส้เข้าหูให้ได้ยินทุกเมื่อเชื่อวันอีก
“ฮูหยินน้อยผู้เป็นเบื้องหลังความสำเร็จและความมั่งคั่งที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ กระนั้นหรือ ท่านแม่ข้าเกลียดนางหลี่ม่าน ทำอย่างไรเราถึงจะกำจัดมันได้” หลี่ฮวาแผดเสียงลั่นเรือนนอนของตน ความริษยาที่สุมอกอยู่แต่เดิมยิ่งปะทุขึ้นราวกับเปลวเพลิงที่ถูกราดด้วยน้ำมัน ยามเมื่อได้ยินข่าวน้องสาวนอกไส้
“แม่ก็เกลียดมัน เกลียดทั้งแม่ทั้งลูก” นางอันเอ่ยเสียงเคียดแค้น ยามเมื่อนึกถึงความรุ่งโรจน์ของสองแม่ลูกที่ตนรังเกียจ
ภายในเรือนพักขนาดกลาง จึงเต็มไปด้วยบรรยากาศอึดอัด ฟานหลี่ฮวานั่งกัดริมฝีปากจนห้อเลือด นัยน์ตาแดงก่ำอย่างเคียดแค้นชิงชัง ยามเมื่อนึกถึงน้องสาวนอกคอกที่ตนเคยเหยียบย่ำ กำลังไปได้ดี อีกไม่นานหลี่ม่านจะได้เป็นฮูหยินว่าที่ขุนนางแล้ว
ในขณะที่ตนเองกลับต้องรอคอยวาสนาที่ไม่แน่นอน ทั้งยังถูกผู้คนครหาจนไม่กล้าออกนอกเรือนแล้วในยามนี้
“ท่านแม่ หรือเราควรบอกเรื่องที่นางหลี่ม่านไม่ใช่สายเลือดตระกูลฟานกับฮูหยินสวี่ดี นางจะได้ขับไล่สองแม่ลูกนั่นออกจากจวนไปเสีย ถึงยามนั้นท่านก็ให้ข้าแต่งเข้าไปแทน ท่านว่าแบบนี้ดีหรือไม่” หลี่ฮวาเริ่มวางแผนการที่จะกลับไปหาตระกูลหาน
