25. ก็ยังไร้ค่า
หานเจิ้นไฉ่ที่สวมใส่ชุดบัณฑิตดูงามสง่า กำลังเดินเคียงคู่มากับภรรยาและมารดาทั้งสอง ถัดมาคือท่านหมอเทวดาเหิงและ จ้าวชิงหรานหลานสาววัยสิบแปดปีที่มีใบหน้างดงามนัก
ท่ามกลางผู้คนมากมายที่มารุมล้อมส่งเสียงอวยพร นัยน์ตาคมกริบของเจิ้นไฉ่กลับยังคงจ้องมองเพียงภรรยาตน แววตาเขายังคงฉายชัดความอาลัยอาวรณ์และห่วงหาอย่างไม่ปิดบัง
เมื่อหยุดลงที่ทางเดินด้านล่าง ร่างสูงสง่าของหานเจิ้นไฉ่ก็เบี่ยงกายหันเข้าหาภรรยาตัวน้อย ท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย
ใจเขาอยากดึงร่างบางเข้ามากอด แต่ด้วยยามนี้มีหลายสายตาจ้องมองอยู่ เขาจึงทำได้เพียงแค่กุมมือน้อยของนางไว้
“ข้าต้องไปแล้ว” เสียงเขาค่อนข้างเบา แต่ก็ยังพยายามเอ่ยขึ้นมาอีก “ขอฝากท่านแม่ด้วยนะ แล้วก็... ดูแลตนเองให้ดี” เสียงทุ้มเน้นย้ำอย่างอาวรณ์ แววตาคมเข้มทอดมองดวงหน้าจิ้มลิ้มที่ไม่ยอมสบตากัน คงเพราะเขินอายสายตาผู้คนที่กำลังมองอยู่กระมัง
หลี่ม่านก้มมองมือใหญ่ที่กุมมือตนไว้ ใจดวงน้อยไหววูบด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งห่วงหา ทั้งใจหาย และประหม่าระคนกัน นางสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วเงยหน้าขึ้นสบตาเขา พร้อมกับเผยยิ้มบางเพื่อไม่ให้บรรยากาศดูน่าเศร้าจนเกินไป
“ท่านพี่ก็ต้องระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ อย่าหักโหมอ่านหนังสือจนลืมดูแลสุขภาพ ที่สำคัญ... ท่านสัญญาแล้วนะว่าจะคว้าตำแหน่งขุนนางกลับมาให้ข้า จงท่องจำเอาไว้ให้มั่นนะเจ้าคะ”
“ข้าจำได้ขึ้นใจแล้ว” เจิ้นไฉ่เอ่ยพลางยกมือขึ้นมาเกลี่ยแก้มขาวแผ่วเบา จากนั้นเขาก็โน้มหน้าลงมาหา ก่อนจะเอ่ยกระซิบข้างหูนาง “เจ้าก็อย่าลืมเตรียมพลีกายตอบแทนข้าเข้าใจหรือไม่”
สิ้นคำสามี หลี่ม่านก็ยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็ส่งเสียงหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ
“เอาล่ะไปกันได้แล้ว ประเดี๋ยวจะถึงจุดพักม้าค่ำ หากไม่เดินทางให้ตรงเวลามันจะยากลำบาก” เสียงทักท้วงที่แกมความหมั่นไส้ของหมอเทวดาเหิงดังขึ้นมาขัดจังหวะ
หลี่ม่านจึงขยับเอียงหน้าออกจากสามีมากล่าวกับผู้มีพระคุณของตน “ท่านอาจารย์ เดินทางปลอดภัยนะเจ้าคะ”
“เหอะ! นึกว่าเจ้าลืมไปแล้วว่าข้าก็อยู่ตรงนี้ด้วย” คนแก่กล่าวถ้อยคำน้อยใจออกมาโดยไม่ได้จริงจังกับคำพูดสักนิด
เจิ้นไฉ่เห็นเช่นนั้นก็รีบคลายมือออก ปล่อยให้ภรรยารักไปงอนง้อท่านอาจารย์ของนางเสีย ซึ่งหลี่ม่านก็ใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่ง หมอเทวดาเหิงจึงยิ้มออกมาได้ จากนั้นเขาก็ขึ้นไปรอบนรถม้า
เมื่อได้โอกาสล่ำลากันอีก เจิ้นไฉ่ก็ยืนจ้องสบตาภรรยาตัวน้อยอีกครั้ง ก่อนจะกระชับห่อสัมภาระบนบ่าให้มั่น จากนั้นก็หันมาบอกลามารดาทั้งสอง “ท่านแม่ลูกไปนะขอรับ”
“เดินทางปลอดภัยนะลูก ดูแลตนเองให้ดี” ฮูหยินสวี่เอ่ย พลางยกมือขึ้นลูบศีรษะบุตรชายอย่างห่วงใย
เจิ้นไฉ่เผยยิ้มอ่อนให้มารดาทั้งสองสลับไปมา จากนั้นก็หันมาทางภรรยาตัวน้อยที่ยืนยิ้มบางส่งให้เขา “ข้าไปนะ”
“เจ้าค่ะ ขอให้ท่านพี่เดินทางปลอดภัยนะเจ้าคะ”
“เจ้าก็ดูแลตนเองนะ รอข้ากลับมารู้หรือไม่” สิ้นคำเจิ้นไฉ่ก็ขยับเข้าใกล้ ก่อนโน้มหน้าลงจุมพิตที่หน้าผากนางอย่างอ่อนโยน ภาพที่เขาทำนำพาให้เสียงซุบซิบของชาวเมืองดังขึ้นอีกครั้ง แต่ส่วนมากล้วนแต่เป็นคำชื่นชมกลั้วความอิจฉาเสียมากกว่า
เจิ้นไฉ่ก้าวเดินขึ้นรถม้าแล้วก็รีบเปิดม่าน ออกมาดูภรรยาตัวน้อยที่ยืนมองเขาด้วยสายตาอาวรณ์ไม่แพ้กัน
หลี่ม่านก้าวเท้าตามสัญชาตญาณ ทันทีที่ล้อรถม้าเริ่มหมุนเคลื่อนตัวออกไปจากหน้าจวนตระกูลหาน
นางยังคงยืนมองขบวนรถม้าที่เคลื่อนห่างออกไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งลับสายตา ความรู้สึกเคว้งคว้างเริ่มเข้าจู่โจม แต่นางก็ทำได้เพียงแค่สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปัดเป่าความอ่อนแอทิ้งไป
‘นับแต่นี้... ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของชะตาลิขิตก็แล้วกัน’ หลี่ม่านนึกไปถึงเนื้อเรื่องที่ตนอ่านไปได้เพียงครึ่ง ไม่รู้เรื่องราวต่อจากนี้จะเป็นเช่นไร จะดำเนินไปตามเส้นทางตามเนื้อหาของนิยาย หรือจะต่างออกไปจากที่นางเคยอ่านก็มิอาจรู้ได้
ท้ายที่สุดนางก็หวังเพียงว่า พระรองจะปลอดภัยและทำตามความฝันได้สำเร็จ หอบเอาเกียรติยศกลับมาให้นางได้อย่างที่พูด ที่สำคัญ… ไม่ถูกสตรีงามในเมืองหลวงคาบไปกินเสียก่อน
ทว่าในจังหวะที่นางกำลังตกอยู่ในห้วงความคิดของตนนั้น สัมผัสอุ่นละมุนของมารดาสามีก็เอื้อมมาแตะลงบนบ่า
“เข้าจวนกันเถิดลูก” ฮูหยินสวี่เอ่ยปลอบโยนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พร้อมกับใช้มือลูบผมของสะใภ้ตัวน้อยอย่างรักใคร่
จากนั้นทั้งหมดก็พากันเดินกลับเข้าไปในจวน ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบ ที่นำพาให้ใจพวกเขารู้สึกเคว้งคว้างขึ้นมา
แต่ด้านนอกริมถนนฝั่งตรงข้ามจวน ยังมีชาวบ้านและพ่อค้าแม่ขายยืนจับกลุ่มพูดคุยกัน พร้อมกับเหลียวมองมายังจวนตระกูลหานด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
เสียงซุบซิบนินทาที่เคยมีแต่เรื่องน่าเวทนาและคำดูถูกเหยียดหยาม บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยเสียงชื่นชมและยกย่อง
“นั่นไง ฮูหยินน้อยตระกูลหาน”
“เจ้าแน่ใจหรือ นางยังดูเยาว์วัยอยู่เลยนะ ไยถึงมีความรู้เรื่องการรักษามากมายเพียงนี้ได้เล่า ข้าว่าเจ้าดูผิดกระมัง”
“แน่ใจสิ ข้าเคยเห็นนางเอายาไปส่งที่จวนท่านเจ้าเมือง”
“ไม่น่าเชื่อ นางยังดูเยาว์อยู่เลย ข้าได้ยินมาว่านางเก่งกาจมากเลยมิใช่หรือ ปรุงยารักษาโรคคนป่วยรื้อรังไปหลายคนแล้วนี่”
“ถูกต้องแล้ว ที่คุณชายหานกลับมาเดินได้ก็เพราะฝีมือนางนี่แหละ ข้ายังได้ยินมาอีกนะว่า นางคือศิษย์รักของหมอเทวดาเหิง เขาถึงกับตามหานาง และเอ่ยปากว่าจะรับเป็นศิษย์เองเลยนะ” เสียงพูดคุยกลั้วชื่นชมของชาวเมืองยังคงดังแว่วไม่ขาดสาย เป็นการยืนยันอย่างดีว่าฟานหลี่ม่านนางเป็นสตรีที่ยอดเยี่ยมเพียงใด
ในที่สุดข่าวลือเกี่ยวกับความรุ่งโรจน์ของคนตระกูลหาน และความสามารถอันโดดเด่นของฮูหยินน้อยวัยปักปิ่น ก็แพร่สะพัดเข้าหูคนตระกูลฟานที่อยู่กันคนละมุมเมืองจนได้
ทว่าสำหรับตระกูลฟานแล้ว ข่าวคราวเหล่านี้กลับไม่ได้สร้างความยินดีให้กับพวกเขาที่เปรียบดั่งเครือญาติแม้แต่น้อย กลับกันมันยิ่งสร้างความแค้นใจให้เสียมากกว่า
ในสายตาคนตระกูลฟาน สองแม่ลูกที่ถูกเฉดออกจากตระกูล คือคนหลอกลวงที่มีวิชาความรู้ มีความสามารถในการหาเงิน แต่กลับแสร้งทำตัวโง่เขลา ไม่ยอมเผยความรู้เหล่านั้นออกมาสร้างรายได้ให้แก่ตระกูล นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คนตระกูลฟาน จงเกลียดจงชังสองแม่ลูกเพิ่มขึ้นไปอีก จนไม่อยากได้ยินแม้แต่ชื่อ
ส่วนตระกูลหานในสายตาของพวกเขาก็ยังเป็นเพียงฝุ่นผงไร้ค่าไม่มีราคา แม้ยามนี้ตระกูลหานจะเริ่มกลับมามีหน้ามีตา
ทว่าสำหรับพวกเขา คนเหล่านี้ก็ยังเป็นเพียงแค่ครอบครัวตกอับที่ไร้ค่าที่อาจล่มจมลงเช่นเคย ไม่มีทางเทียบเคียงกับอนาคตอันรุ่งโรจน์ที่พวกเขากำลังไขว่คว้าในยามนี้แม้แต่น้อย
ฟานหลี่ฮวา ที่กำลังนั่งปักผ้าอยู่ริมหน้าต่าง บังเอิญได้ยินเสียงบ่าวไพร่จับกลุ่มพูดคุยซุบซิบถึงเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงของตระกูลหาน และยังพากันยกยอปอปั้นญาติผู้น้องไม่หยุดปาก
คำเยินยอเหล่านั้นเปรียบเสมือนหนามแหลมที่ทิ่มแทงใจคนฟัง ความอิจฉาริษยาที่เคยสุมอกพลุ่งพล่านขึ้นมาจนรอยปักนั้นเริ่มบิดเบี้ยว นางกระแทกเข็มลงบนสะดึงปักผ้าเสีงดังกึก ก่อนจะผุดลุกขึ้นแล้วส่งเสียงด่าทอออกมาอย่างฉุนเฉียว
“ตาบอดกันหมดแล้วหรือไร! ถึงได้เอาแต่นั่งยกยอเด็กเหลือขอนั่น รู้ไว้เสีย! มันก็แค่กาฝากที่ตระกูลฟานรับไว้เท่านั้น”
หลี่ฮวาแผดเสียงกรีดร้องด้วยความเกลียดชัง “ได้แต่งให้คนขี้โรคใกล้ตายคนหนึ่ง มีอะไรให้น่าชื่นชมหนักหนา น่ารำคาญ!”
เสียงโวยวายและวาจาหยาบคายที่ดังลั่นเรือน ทำนางอันผู้เป็นมารดาที่นั่งอยู่ห้องโถงถัดไปต้องรีบสาวเท้าเข้ามา ใบหน้าของนางฉายแววตื่นตระหนก ก่อนจะรีบยกมือปิดปากบุตรสาวเอาไว้ พร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ด้วยความหวาดระแวง
“เจ้าจะบ้าหรือฮวาเอ๋อร์ แหกปากเสียงดังโวยวายเช่นนี้ ประเดี๋ยวพวกบ่าวไพร่หน้าใหม่ที่เพิ่งจ้างเข้ามาก็ได้ยินกันพอดี” นางอันเอ็ดเสียงเข้ม ดุบุตรสาวด้วยความร้อนรนใจ นางเกรงพวกบ่าวเลี้ยงไม่เชื่องเหล่านี้จะเอาสิ่งที่ได้ยินไปพูดข้างนอก
“ท่านแม่ ปล่อยข้านะเจ้าคะ ท่านไม่ได้ยินที่พวกมันพูดถึงเด็กนั่นหรือ” หลี่ฮวาปัดมือมารดาออกอย่างไม่สบอารมณ์
“ได้ยินสิ แต่ต่อให้เจ้าโมโหแค่ไหน ก็ต้องหุบปากเก็บอาการให้มิดชิด” นางอันถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้าเคร่งเครียดจริงจังขึ้นมา “เจ้าก็รู้ว่าช่วงนี้ตระกูลเรากำลังอยู่ในช่วงสำคัญ หากเรื่องที่เจ้าส่งเสียงด่าทอน้องสาวอย่างไร้มารยาท หรือเรื่องที่ตระกูลเราเคยตัดขาดกับพวกมันแพร่งพรายออกไปข้างนอก จนรู้ไปถึงหู คุณชายหลงเข้าเจ้าคิดว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น” นางอันรีบกล่าวเตือนบุตรเสียงเบา ทั้งยังคอยชะเง้อมองออกไปข้างนอก
นามของบุรุษที่มารดากล่าวถึงนั้น นำพาร่างของหลี่ฮวานิ่งชะงักไปในทันที ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่ก็พลันมลายหายไปสิ้น “จริงด้วย ข้าจะทำตัวเป็นหญิงไม่รู้จักการอบรมไม่ได้”
“เจ้าทำถูกแล้วลูกแม่” นางอันรีบกล่าวส่งเสริม “เจ้าน่ะทั้งงามทั้งมารยาทดี ไยต้องสนคำเยินยอของพวกนกสองหัวนั่นด้วย”
“ต่อไปลูกจะไม่ใส่ใจอีกเจ้าค่ะท่านแม่ ลูกจะมองและสนใจแค่คุณชายหลงผู้เดียวเท่านั้น” หลี่ฮวาเอ่ยอย่างมีความสุข หญิงสาวกำลังวาดหวังถึงอนาคตฮูหยินของตระกูลสูงศักดิ์ในเมืองหลวง
ยามนี้นางจึงยอมสงบปากสงบคำลง แม้ในใจจะยังคงแค้นเคืองน้องสาววต่างสายเลือดที่ถูกเยินยอก็ตาม
“ถูกต้อง สิ่งที่เจ้าต้องคำนึงถึงคือคุณชายหลงเท่านั้น”
ในขณะที่หนิงอันพยายามโน้มน้าวบุตรสาว ร่างของผู้เป็นปู่ก็ปรากฎขึ้นที่หน้าประตู ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มพึงพอใจอย่างเห็นได้ชัด “ฮวาเอ๋อร์ รีบเตรียมตัวเร็วเข้า” ซื่อเหิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นระคนยินดี “คุณชายหลงเดินทางมาถึงหน้าจวนแล้ว เขาจะมารับเจ้าออกไปเที่ยวนอกเมืองด้วยกัน เร็วเข้าเถิด! อย่าได้ปล่อยให้คุณชายหลงต้องรอนาน ประเดี๋ยวเขาจะเปลี่ยนใจ”
ดวงตากลมโตของหลี่ฮวาเบิกกว้างขึ้นทันที ความริษยาและขุ่นเคืองใจเมื่อครู่พลันมลายหายไปจนหมดสิ้น
“จริงหรือเจ้าคะท่านปู่!” นางเอ่ยถามย้ำด้วยความไม่แน่ใจ ใบหน้างามฉายแววตื่นตระหนกแกมลิงโลด
“ก็จริงนะสิ เจ้าอย่าได้มัวชักช้าอยู่เลยรีบแต่งกายเร็วเข้า ประเดี๋ยวปู่กับพ่อเจ้าจะช่วยกันถ่วงเวลาไว้”
“ได้ ๆ ท่านแม่รีบช่วยข้าแต่งตัวเร็ว” เอ่ยจบ ร่างระหงก็ลุกพรวดจากเก้าอี้ด้วยความร้อนรน รีบกุลีกุจอวิ่งวุ่นหาเครื่องประดับและอาภรณ์ชุดที่ดีที่สุดสำหรับใส่ต้อนรับคุณชายหลง บุตรชายขุนนางใหญ่ที่เข้ามาเกี้ยวพานางเองเมื่อหลายวันก่อน
