24. คิดถึงหรือไม่
แววตาของเจิ้นไฉ่ฉายชัดความโกรธแค้นที่มีในใจ แต่เมื่อหันมาเห็นใบหน้าจิ้มลิ้มของภรรยาที่กำลังมองตนอยู่ พลันแววตาเขาก็อ่อนยวบลง พร้อมกันนั้นเขาก็รีบปรับเสียงให้เป็นปกติ
“ข้าไปแล้วเจ้าต้องดูแลตนเองให้ดีนะ”
หลี่ม่านมองหน้าเขาพลางเผยยิ้มบาง “ข้าจะดูแลตนเอง รวมถึงท่านแม่ทั้งสองเป็นอย่างดีเจ้าค่ะ” ภรรยาตัวน้อยให้คำมั่น
เจิ้นไฉ่ฟังแล้วก็รู้สึกอุ่นซ่านไปทั้งใจ มือหนาเอื้อมออกมากุมมือน้อยอย่างอ่อนโยน แววตาคมเข้มทอประกายความมุ่งมั่น
“ขอบใจนะหลี่ม่าน” สิ้นคำเจิ้นไฉ่ก็เคลื่อนมือขึ้นไปรั้งร่างเล็กมากอด ในใจเขาอยากให้คำมั่นมากกว่านี้ ทว่าการสอบจอหงวนครานี้มันไม่มีทางง่ายเช่นทุกครั้ง ในเมื่อมีถังอี้เหวินอยู่ที่นั่นด้วย คนผู้นั้นย่อมไม่มีทางปล่อยให้เขามีชีวิตที่ดีกว่าแน่
หลี่ม่านก็ได้แต่นั่งนิ่งปล่อยให้ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีตนกอด ด้วยใจที่ค่อนข้างสับสนและหวาดหวั่นระคนกันจนใจยุ่งเหยิง
ความสัมพันธ์ที่รุดหน้ากว่าที่เคยนี้ ทำนางถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียว นั่นเพราะคราแรกหลี่ม่านยังติดอยู่กับบทบาทของพระรองที่ต้องหลงรักนางเอกตั้งแต่แรกเห็น ทว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันมานี้มันกลับต่างไปจากที่นางคิดไว้มาก
ห้วงลึกในใจจึงมีทั้งความกังวลและเป็นสุขคละเคล้ากัน
ขณะที่อีกคนกำลังคิดด้วยใจที่สับสน ผู้ที่โอบกอดร่างเล็กอยู่ก็จ้องที่จะฉกชิมริมฝีปากน้อย ๆ ของภรรยาสาวอีกครา
หลี่ม่านตาโตทันทีเมื่อมือเรียวของสามียกขึ้นมาเชยคางตน นางไม่ควรอยู่กับเขาตามลำพัง มิเช่นนั้นสามีต้องฉวยโอกาสทำมากกว่าจูบแน่ “เอ่อ... ข้าเกือบจะลืมไปเลยว่าต้องเก็บผักสดในแปลง เพื่อส่งให้เหลาสุรา” หลี่ม่านเอ่ยพลางขยับลุกออกด้วยท่าทางลนลานเล็กน้อย “ข้าขอตัวออกไปจัดการสักครู่นะเจ้าคะ”
สิ้นคำนางก็ตั้งท่าจะเดินหนี แต่มือเรียวของสามีกลับคว้าไว้ ได้ใกล้ชิดเพียงนี้แล้วมีหรือเขาจะยอมปล่อยให้นางปลีกตัวหนีหายไปจากสายตาได้โดยง่าย “เจ้าจะไปเก็บผักหรือ... เช่นนั้นให้ข้าไปช่วยเจ้าดีกว่า” เจิ้นไฉ่เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มอ่อนโยน
หลี่ม่านอ้าปากค้างเล็กน้อย นึกอยากปฏิเสธเพราะเกรงว่าผู้เป็นสามีจะทำให้ตนตกเป็นเป้าสายตาของทุกคน แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ย สามีตัวโตก็ลุกขึ้นมากุมมือพร้อมออกแรงดึงพาออกไป
ณ บริเวณลานสวนข้างเรือนในยามนี้ มีร่างของบุรุษที่เคยทำได้แค่นั่งมองอยู่ริมระเบียง กำลังก้ม ๆ เงย ๆ ช่วยภรรยาตัวน้อยเก็บผักกาดและพริกสดใส่ตะกร้าอย่างตั้งอกตั้งใจ
ท่ามกลางสายตาเอ็นดูของมารดาทั้งสอง ที่ยืนแอบมองดูอยู่ตรงระเบียงเรือน ทั้งคู่ลอบอมยิ้มพลางส่งเสียงหัวเราะคิกคัก ไปกับภาพความสุขที่เฝ้าปรารถนาตามประสาบุพการี
“แม่ม่านเอ๋อร์ ข้ามีความสุขเหลือเกิน นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้เห็นภาพเช่นนี้อีกครั้ง” ฮูหยินสวี่เอ่ยกับมารดาสะใภ้เสียงสั่นเครือ
“ข้าก็มีความสุขมากเจ้าค่ะพี่หญิง” หลานตี้เอ่ยพลางยกมือเกลี่ยน้ำตาที่กำลังคลอหน่วยออกก่อนมันจะไหล
ทว่าแม่นมฟางเอ่ยขึ้นมาประโยคเดียวก็ทำลายความสุขของนายทั้งสอง “เสียดายก็แค่ อีกนานกว่าเราจะได้เห็นภาพนี้อีก”
“แม่นมฟาง เจ้านี่นะทำเสียเรื่องจริง” ฮูหยินสวี่หันมามองค้อน คนถูกตำหนิก็ยิ้มแหยพลางกล่าวขอโทษเป็นพัลวัน
ดีที่ภาพความอบอุ่นหวานชื่นนั้นยังคงอยู่ มารดาที่มีอายุห่างกันพอสมควรจึงไม่ต้องตกอยู่ในความเศร้ามากนัก
ทว่าเช้าวันใหม่มาเยือน ความเศร้าก็วนกลับมาอีก
แสงอรุณรุ่งได้สาดส่องทอประกายอบอุ่นทั่วจวนตระกูลหานแล้ว พร้อมกับความวุ่นวายที่ปรากฏให้เห็น
ภายในห้องนอนของหลี่ม่าน นางกำลังง่วนอยู่กับการจัดแต่งอาภรณ์หลังจากเปลี่ยนจากชุดนอนมาอยู่ในชุดลำลองเบาสบาย ทว่าในจังหวะนั้น... ร่างสูงสง่าในชุดเดินทางเรียบร้อยก็ก้าวเข้ามาประชิดตัวจากทางด้านหลังอย่างเงียบเชียบ
เจิ้นไฉ่วาดวงแขนโอบกอดเอวคอดไว้แน่น พร้อมกับเกยคางมนลงบนลาดไหล่น้อย ๆ อย่างออดอ้อน เขาซุกใบหน้าคลอเคลียอยู่ใกล้ซอกคอหอมกรุ่น ก่อนจะเอ่ยถามแผ่วเบาข้างใบหู
“ม่านเอ๋อร์ข้าไปแล้ว... เจ้าจะคิดถึงข้าหรือไม่”
หลี่ม่านชะงักยืนนิ่ง ใจดวงน้อยกระตุกทันทีที่ได้รับสัมผัสแนบชิด แต่ยังไม่ทันตอบร่างเล็กก็ถูกวงแขนแข็งแรงหมุนพลิกให้หันกลับมาเผชิญหน้ากัน เจิ้นไฉ่จ้องมองดวงตากลมโตสุกใสด้วยความคาดหวังและระคนลุ้นระทึก เพราะในใจยังคงติดค้างความกังวลอยู่ แม้ว่าเมื่อวานภรรยาตัวน้อยจะยอมให้เขาจูบ
ทว่าลึก ๆ แล้วเขากลับคิดว่ามันอาจเกิดจากความใจร้อนและการฉวยโอกาสของตนเองเสียมากกว่า “ว่าอย่างไร... เจ้าจะคิดถึงข้าหรือไม่” เขาย้ำถามด้วยน้ำเสียงจริงจังและเว้าวอน
ทว่าครานี้ภรรยาตัวน้อยไม่ได้มีท่าทางที่จะหลบเลี่ยง หรือหาข้ออ้างเช่นทุกครั้งที่อยู่ใกล้กัน นั่นเพราะหลี่ม่านรู้ดีว่าความรู้สึกที่อยู่ในใจมันชัดเจนแล้ว นางพึงใจในตัวพระรองเช่นเดียวกัน
รับรู้เช่นนั้นนางจึงเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรง ๆ ริมฝีปากบางแย้มยิ้มทะเล้นออกมาก่อนจะเอ่ยหยอกเย้าตามนิสัย
“ภรรยาไม่คิดถึงสามี แล้วจะให้ไปคิดถึงชายชู้หรือเจ้าคะ เช่นนั้นข้าจะได้รีบหาชู้แต่โดย... อื้อ!” คำพูดล้อเล่นที่หลุดออกมายังไม่ทันได้เอื้อนเอ่ยจนจบประโยคดี ริมฝีปากอุ่นร้อนก็ทาบทับลงมาปิดกลีบปากนุ่มของนางอย่างรวดเร็ว ซึ่งมันแฝงความหมั่นไส้ในความปากเก่งของภรรยาตัวน้อยเอาไว้ด้วย
สัมผัสแนบชิดที่เริ่มต้นด้วยการลงโทษที่กล้ายั่วยุอารมณ์หึงหวง พลันแปรเปลี่ยนเป็นความโหยหาและรุ่มร้อนขึ้นในเสี้ยวอึดใจ
มือหนาที่ประคองท้ายทอยของนางออกแรงรั้งให้แหงนรับสัมผัสอย่างเอาแต่ใจ ริมฝีปากที่แนบทับลงมาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นจุมพิตที่หนักหน่วงและเร่าร้อน ปลายลิ้นอุ่นร้อนรุกล้ำสอดแทรกผ่านกลีบปากที่เผยรับอย่างเต็มใจ กวาดตักตวงความหวานล้ำภายในโพรงปากนุ่มอย่างคนกระหายหิวในรสสัมผัส
ในขณะเดียวกันมือหนาอีกข้างก็ไม่ได้อยู่นิ่ง มันเริ่มลูบไล้ไปตามสัดส่วนโค้งเว้าภายใต้ร่มผ้า ลากผ่านแผ่นหลังบอบบางขึ้นมาจนถึงเอวคอดกิ่ว แล้วกดแนบร่างเล็กเข้าหาแผ่นอกแกร่งจนแทบไม่เหลือช่องว่างระหว่างกัน สัมผัสวาบหวามที่ลูบไล้ไปทั่วเรือนร่างทำเอาหลี่ม่านสะท้านเฮือก ขาเรียวแทบจะหมดแรงยืน
นางต้องรีบยกมือขึ้นเกาะไหล่กว้างของสามีไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยว พร้อมกับปล่อยให้ตนเองจมดิ่งไปกับรสจูบที่ดูดดื่มที่สามีตัวโตเป็นผู้มอบให้อย่างดุดัน ราวกับจะสูบเอาวิญญาณไปด้วย
ทว่า! ในขณะที่บรรยากาศกำลังลึกซึ้งและร้อนแรงถึงขีดสุด
“เจิ้นเอ๋อร์! ม่านเอ๋อร์! เตรียมตัวเสร็จกันหรือยัง ท่านหมอเทวดาออกไปรอแล้วนะ เป็นเด็กอย่าให้ผู้ใหญ่รอนานเชียว”
เสียงตะโกนพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่กำลังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ทำเอาหนุ่มสาวที่กำลังมัวเมาถึงกับสะดุ้งสุดตัว
หลี่ม่านรีบยกมือทุบไหล่เขา แต่กว่าสามีจะยอมคลายริมฝีปากออก เขาก็อ้อยอิ่งจนนางนึกอยากทุบให้เต็มแรง
เจิ้นไฉ่ผละริมฝีปากออกอย่างนึกเสียดาย ดวงตาคมกริบฉายแววคุกรุ่นด้วยความขัดใจเล็กน้อยเมื่อถูกขัดจังหวะในเวลาสำคัญ ส่วนหลี่ม่านนั้นใบหน้าแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู นางรีบยกมือขึ้นมาลูบริมฝีปากที่บวมเจ่อของตัวเองด้วยความตื่นตระหนก พลางจัดเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ให้เข้าที่อย่างลนลาน
“กำลังจะออกไปเจ้าค่ะท่านแม่” หลี่ม่านละล่ำละลักตะโกนตอบกลับออกไปเสียงดังลั่น เพื่อกลบเกลื่อนพิรุธของตน ทว่าสามีนางกลับส่งเสียงหัวเราะเจือความเอ็นดูออกมา หลี่ม่านจึงหันมาหลับตาค้อนใส่เขา “มีความสุขเสียจริงนะเจ้าคะ”
เจิ้นไฉ่ยื่นมือมาเกลี่ยปอยผมที่ยุ่งเหยิงให้นางเบา ๆ ก่อนจะกระซิบชิดริมหูด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “เรื่องเมื่อครู่ ไว้ข้ากลับมาจากเมืองหลวงเมื่อใดเราค่อยมาต่อกันใหม่นะ” เอ่ยจบ ชายหนุ่มก็ยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ แล้วรีบเดินหนีก่อนจะถูกมือน้อย ๆ ทุบ
หลี่ม่านก็ได้แต่มองตามด้วยใจที่เต้นรัว ก่อนจะเดินตามเขาออกมา โดยไม่รู้เลยว่าใบหน้าตนนั้นแดงนัก
เวลาต่อมา ณ บริเวณหน้าประตูใหญ่ของจวนตระกูลหาน
บรรยากาศบนเส้นทางที่เคยเงียบเหงา กลับคึกคักไปด้วยชาวเมืองที่เริ่มกลับมาคบหากับจวนใหญ่ที่เคยตกต่ำแห่งนี้
นั่นเพราะหลาย ๆ คนเชื่อว่าการเดินทางไปสอบจอหงวนของคุณชายรองหาน จะต้องประสบผลสำเร็จอย่างดีเยี่ยมแน่ บรรดาคนที่เคยทอดทิ้งไปในยามที่ตระกูลหานตกต่ำ จึงรีบพาตนเองมาเสนอหน้าและยังพากันกล่าวอวยพรให้อย่างดี
ทว่าบรรยากาศที่หน้าประตูจวนกลับแฝงความอาวรณ์ที่เผยให้เห็นได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะกับคนที่กำลังจะต้องจากไป
