23. หลงเข้าแล้ว
เจิ้นไฉ่ชะงักไปหลังได้ยินคนสนิทเตือนสติถึงเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในอดีต หลี่ม่านที่มองอยู่จึงเอ่ยขึ้น
“พี่หยางกับพี่เฉินมีวิชาต่อสู้ที่แข็งแกร่ง ข้าว่าให้เขาสองคนติดตามท่านพี่ไปเหมาะสมแล้ว ส่วนพี่จี้เชาก็ให้อยู่ช่วยที่นี่ ท่านพี่ ท่านเห็นว่าเป็นอย่างไร” ใบหน้างามเอียงมองพร้อมเผยยิ้ม
เจิ้นไฉ่ได้สติก็หันมามองภรรยาตัวน้อย ที่ยังคงยืนกรานว่าจะให้คนงานชายติดตามเขาไปให้ได้ หากเขายังปฏิเสธนางจะต้องโกรธแน่ “เจ้าว่าดีก็คือดี ทว่ามีคนเพิ่มก็คงต้องใช้เงินเพิ่ม เงินที่เรามีมันจะพอสำหรับค่าใช้จ่ายนี้หรือ ข้าไปกู้ยืมมาเพิ่มดีกว่า เจ้ากับทุกคนที่อยู่ที่นี่จะได้ไม่ลำบาก” ร่างสูงตั้งท่าจะเดินออกไป ทว่ามือน้อยกลับรั้งเอาไว้ก่อน เขาจึงต้องหยุดชะงักอยู่กับที่
“ไม่จำเป็นเจ้าค่ะ ข้ามีเงินพอส่งเสียท่านพี่สอบจอหงวนไม่ลำบากเลย ขอแค่ท่านตั้งใจสอบให้ได้ผลออกมาดี ๆ ก็พอเจ้าค่ะ” หลี่ม่านเอ่ยบอกก่อนจะยิ้มหวานจนตาหยีให้เขา
เจิ้นไฉ่ขบกรามแน่นอย่างคนข่มอารมณ์ เพราะเขากำลังตำหนิตนเองที่ทำให้คนตรงหน้าลำบาก เพียงครู่เสียงเข้มดุดันก็ดังขึ้น “พวกเจ้าออกไปก่อน อย่าลืมปิดประตูด้วย”
หลี่ม่านมองตามบุรุษทั้งสี่ที่เดินออกไปอย่างเชื่อฟัง ก่อนจะหันมาขมวดคิ้วใส่ผู้เป็นสามีที่ยืนทำหน้ารู้สึกผิด
“ท่านพี่มี อ๊ะ!...” ยังไม่ทันเอ่ยอันใดนางก็ได้ส่งเสียงตื่นตระหนกออกมาก่อน เพราะทันทีที่ประตูปิดอ้อมแขนแกร่งของผู้เป็นสามีก็โอบรัด ทั้งยังกอดแน่นจนร่างจมลึกหายเข้าไปในอกเขา
ร่างบอบบางได้แต่ยืนนิ่งอยู่เช่นนั้นอย่างไม่เข้าใจ แต่เมื่อได้สตินางกลับไม่ได้ผลักไสเขาออกห่าง เพราะอ้อมกอดของสามีมันทั้งอบอุ่นและทำนางรู้สึกปลอดภัยจนไม่อยากให้เขาคลายมันออก
หานเจิ้นไฉ่ก้มมองเรือนร่างเล็กในอ้อมแขน นัยน์ตาคู่คมทอประกายความซาบซึ้งและอาลัยอาวรณ์ระคนกัน ก่อนที่ริมฝีปากจะเอื้อนเอ่ยถ้อยคำที่สั่นเครือออกมา “ข้าจะนำเกียรติยศกลับมาให้เจ้า นับแต่นี้ไปข้าจะไม่ให้ใครมาดูหมิ่นเจ้าได้อีก”
สิ้นคำมั่นสัญญาอันหนักแน่น เจิ้นไฉ่ก็ค่อย ๆ ขยับคลายอ้อมกอดออกเพียงเล็กน้อย มือเรียวข้างหนึ่งเลื่อนขึ้นมาประคองพวงแก้มเนียนนุ่ม พร้อมกับใช้นิ้วเรียวเชยคางภรรยาตัวน้อย ผู้มีส่วนสูงต่ำกว่าไหล่ตนให้เงยขึ้นสบตาประสานกับเขา
“หลี่ม่าน... เจ้าต้องรอข้านะ” เจิ้นไฉ่สบดวงตาคู่งาม ที่กำลังนิ่งค้างมองเขาราวกับต้องมนต์ สองแก้มเนียนยามนี้ขึ้นสีเรื่อน่ามองนัก เห็นเช่นนี้แล้วเขาก็ตัดสินใจทำในสิ่งที่ปรารถนา
หลี่ม่านมัวแต่ตะลึงงันกับการกระทำที่อ่อนโยนของสามี จึงไม่ทันระวังยามที่เขาโน้มหน้าเข้าใกล้ กระทั่งริมฝีปากเขาแนบชิด ทาบทับลงบนกลีบปากนุ่มของนางอย่างไม่ทันคาดคิด
ความนุ่มหยุ่นที่เพิ่งเคยสัมผัสเป็นคราแรก นำพาให้เจิ้นไฉ่เคลิบเคลิ้มจนเผลอบดเบียดตามใจปรารถนา ใบหน้าคมคายขยับเอียงไปมาตามริมฝีปากนุ่มนิ่มที่ตนกำลังฉกชิมอย่างเพลิดเพลิน
แม้นี่จะเป็นครั้งแรกที่เขาได้จูบสตรี ถึงกระนั้นสัญชาตญาณของความเป็นบุรุษ ก็ยังนำพาให้เขารู้ว่าตนควรต้องทำสิ่งใด
ริมฝีปากหนาแม้จะบดเบียดคลอเคล้า ทว่าเขาก็ยังทำด้วยความอ่อนโยน ละเมียดละไมจนชักพาให้คนในอ้อมกอดคล้อยตามได้อย่างไม่ยากเย็น ยามนี้เปลือกตาสองข้างของหลี่ม่านกำลังปิดลงอย่างยินยอม ร่างกายที่เคยเกร็งแข็งเริ่มผ่อนคลายคาอ้อมกอดเขา ความหวานล้ำที่ซึมซับเข้ามาทำให้ใจดวงน้อยเต้นรัวราวกับจะหลุดออกมาจากอก ความรู้สึกแปลกใหม่ที่เอ่อล้นทำให้มือเล็กเผลอยกขึ้นกำอาภรณ์ช่วงอกของเขาไว้แน่น
“อื้อออ/อืมมม” สองเสียงคลอเคล้าในลำคอ
มือเรียวที่ประคองใบหน้าบัดนี้กลับเลื่อนมาตรึงท้ายทอยบังคับให้ใบหน้างามแหงนเงยขึ้นมารับจูบได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้เรียวปากที่เจือรสชาในยามเช้าอยู่จาง ๆ ฝังลึกแนบแน่นเข้าไปอีก
แต่เพียงครู่สัมผัสที่เคยกดทับเพียงผิวเผินกลับเปลี่ยนเป็นความลึกล้ำและเร่าร้อนขึ้น เมื่อความหวานละมุนยังไม่เพียงพอต่อความต้องการที่ถูกปลุกเร้า ปลายลิ้นอุ่นที่ไม่เคยสัมผัสความหวานด้านใน เริ่มรุกรานสอดแทรกผ่านริมฝีปากบาง เกี่ยวพันตักตวงความหอมหวานภายในโพรงปากนุ่มอย่างออดอ้อนและเอาแต่ใจ
จุมพิตที่ดูดดื่ม ลึกซึ้ง ยังคงแฝงไปด้วยความโหยหานั้น ทำเอาหลี่ม่านถึงกับสมองขาวโพลน สองขาสิ้นเรี่ยวแรงจนร่างบอบบางแทบจะยืนไม่อยู่ ร่างกายนางยามนี้จมหายเข้าไปในอกแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของสามีแล้ว มือเล็กที่เคยกำอาภรณ์ไว้เปลี่ยนมาเกาะเกี่ยวลาดไหล่กว้างเพื่อพยุงตัวไม่ให้ทรุดลงไป
หลี่ม่านรู้สึกว่าอากาศรอบตัวกำลังถูกสูบหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความอบอุ่นและรสจูบอันวาบหวามที่ทำให้ใจของนางเต้นรัวรุนแรงยิ่งนัก รสจูบที่สามีมอบให้ช่างหวานล้ำเหลือเกิน
เจิ้นไฉ่เองก็เหมือนจะลืมเลือนโลกภายนอกไปจนสิ้น ความหอมหวานจากริมฝีปากของภรรยา ทำให้เขาไม่อยากผ่อนลมหายใจหรือคลายอ้อมกอดแม้แต่อึดใจเดียว
นำพาให้ร่างกายบอบบางที่มีวัยเพียงสิบห้าปี ซึ่งยังโตไม่เต็มที่จมหายอยู่ในอ้อมกอดแกร่งของสามี ผู้ที่อยู่ในวัยฉกรรจ์ไปอย่างไม่มีแรงต่อต้าน แต่เมื่อลมหายใจใกล้จะขาดช่วง เพราะสัมผัสวาบหวามเริ่มยาวนานเกินกว่าจะรับไหว จากที่มือน้อยวางอยู่ที่ไหล่ ก็เริ่มออกแรงทุบตีหวังให้สามีได้สติ
“อื้อออ” หลี่ม่านร้องท้วงในลำคอ
เจิ้นไฉ่ที่ได้สติก็ค่อย ๆ คลายริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิง
“ท่านคิดจะเอาชีวิตข้าหรือ” หลี่ม่านเอ่ยตำหนิทันทีที่ปากเป็นอิสระ ก่อนจะรีบเสหลบดวงตาคู่คมที่กำลังฉ่ำเยิ้มของเขา
เจิ้นไฉ่ก้มมองภรรยาตัวน้อยที่ยืนหอบหายใจเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู ชายหนุ่มระบายยิ้มละมุนก่อนจะเอ่ยตอบหน้าตาย
“ก็ใครใช้ให้ปากภรรยาข้าหวานกันเล่า ได้ชิมเพียงหนึ่งครั้งก็เกิดติดใจ ไม่ต่างจากอาหารที่เจ้าทำเสียแล้ว”
วาจาเปรียบเทียบระหว่างรสจูบกับฝีมือทำอาหารที่คนตัวโตเอ่ยนั้น ทำเอาหลี่ม่านถึงกับไปไม่เป็น นางรีบมุดใบหน้าซุกเข้ากับอกแกร่ง เพื่อหลบหนีความเขินอายที่ปะทุขึ้นทันที
“พอหายดี ท่านก็กลายเป็นคนเจ้าเล่ห์เช่นนี้หรือคุณชายหาน ท่านนี่ช่างกะล่อนเหลือเกิน” หลี่ม่านตำหนิเขาเสียงเบา
“ที่ไหนกัน ข้าชมภรรยาข้าอยู่ต่างหาก” เจิ้นไฉ่ยังหวานต่อ
ริมฝีปากนั้นยังคงเผยยิ้มเอ็นดูความน่ารักของภรรยาที่มีมากเหลือเกิน มากจนเขาอยากฉกชิมมันให้มากกว่านี้
เจิ้นไฉ่หัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ดวงตาคู่คมพราวระยับเปล่งประกายความสุขที่ไม่ได้มีมานาน แขนแกร่งยังคงโอบประคองร่างเล็กไว้ในอ้อมกอดอย่างหวงแหนไม่ยอมคลาย มือนั้นก็ลูบหลังบางอย่างอ่อนโยนด้วยความหลงใหลซึ่งมีมากขึ้นทุกที
“ปล่อยได้แล้วเจ้าค่ะ” หลี่ม่านเอ่ยหาทางเลี่ยง
“วันพรุ่งข้าก็จะไปแล้ว จากกันครานี้สามีเจ้าไปนานเลยนะ”
หลี่ม่านขยับเงยหน้าขึ้นมามองเขา ก่อนจะค้อนใส่ด้วยความหมั่นไส้ ทั้งยังพยายามตีหน้าดุเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายที่กำลังแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ทว่าใบหน้าจิ้มลิ้มที่แดงก่ำลามไปถึงใบหูนั้น กลับทรยศความรู้สึกที่อยู่ในใจไปจนหมดสิ้น
เจิ้นไฉ่มองภาพภรรยาตัวน้อยที่พยายามทำเป็นดุ ทว่าในสายตาเขามันกลับน่ารักน่าเอ็นดู เสียจนเขาอดที่จะตรึงท้ายทอยนางให้แหงนหงายรับจูบอีกครั้งไม่ได้
“อื้อออ” หลี่ม่านได้แต่ร้องท้วงในลำคอ
ทว่าผู้เป็นสามีที่รอโอกาสนี้มานานไหนเลยจะยอมทำตามอย่างว่าง่าย อย่างน้อยเขาก็ต้องได้ฝังลิ้นเรียวเข้าไปตวัดชิมความหวานจนพอใจเสียก่อน จึงจะคลายริมฝีปากออกได้
“หานเจิ้นไฉ่ ท่านนี่มันคนฉวยโอกาสชัด ๆ” หลี่ม่านดุเขาก่อนจะทุบเข้าที่อกแกร่งแรง ๆ หมายให้เขาจดจำ
ทว่าผู้เป็นสามีกลับระบายยิ้มกว้างชอบใจอย่างน่าตี มือเรียวเอื้อมยกขึ้นแตะกลุ่มผมนุ่มของนางอย่างทะนุถนอม ก่อนจะเปลี่ยนมาจูงมือนิ่มของนางให้เดินมานั่งลงที่ตั่งไม้ริมหน้าต่าง
“เอาล่ะ ๆ ข้าไม่แกล้งเจ้าแล้ว” น้ำเสียงเขาอ่อนโยนนัก เมื่อนั่งลงแล้วเขาก็เอ่ยถามนางอีก “วันพรุ่งข้าก็ต้องออกเดินทาง ไม่รู้การสอบครานี้จะลุล่วงไปได้ด้วยดีหรือไม่ หากสอบได้ก็ไม่รู้ต้องอยู่ตำแหน่งไหน ใจข้าอยากมารับเจ้าทันทีที่สอบได้ ทว่า...”
“ท่านพี่เกรงตำแหน่งที่ได้รับหลังจากได้เป็นจอหงวนจะไม่มั่นคงใช่หรือไม่” หลี่ม่านเอ่ยถามอย่างรู้ทัน
เจิ้นไฉ่เผยยิ้มให้กับความฉลาดของภรรยา แต่เพียงครู่สีหน้าและแววตาเขาก็เปลี่ยน “ทันทีที่คนผู้นั้นรู้ว่าข้าเดินทางไปสอบ เขาไม่มีทางอยู่เฉยปล่อยให้ข้าได้รับตำแหน่งที่ดีกว่าแน่”
หลี่ม่านมองแววตาอ่อนโยนที่แปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวของสามีอย่างเข้าใจ แม้เนื้อหาของนิยายจะมีเส้นเรื่องเปลี่ยนไปบ้าง ทว่าความแค้นที่ถูกทำร้ายจากสหายสนิทมันไม่มีทางลบเลือนได้
