21. ความเงียบ
หลี่ม่านเดินออกมาด้วยความรู้สึกสับสน ใบหน้านั้นก็เห่อร้อนจนต้องยกมือขึ้นมาลูบเบา ๆ ราวกับมันจะช่วยให้หายได้
“ทำไมใจเต้นแรงแบบนี้ล่ะ เราคงไม่ได้ป่วยเป็นโรคหัวใจหรอกนะ” คนไม่เคยมีรักพึมพำอย่างไม่เข้าใจ
ชาติก่อนหญิงสาวก็เป็นนักฆ่าที่ไม่เคยได้ผูกพันกับใครนอกจากเพื่อนในองค์กร แม้จะมีคนรักแต่นั่นเป็นการคบหากันแบบคนรอบข้างยั่วยุ หาได้เกิดจากความรู้สึกที่อยู่ภายในใจไม่
หลังจากหาข้ออ้างหนีออกมาจากห้องสามีได้ หลี่ม่านก็เลือกที่จะปลีกตัวไปจัดการงานอื่น ปล่อยให้สามีอยู่กับคนสนิทไป นางตั้งใจว่าจะทิ้งช่วงเวลาให้หัวใจที่เต้นรัวผิดจังหวะสงบลงบ้าง
ทว่าการหลบหน้าก็ใช่ว่าจะมีได้ตลอดทั้งวัน เมื่อถึงเวลาต้องฝังเข็มรอบค่ำ นางก็จำต้องเข้าไปเรียนรู้ฝึกฝนเรื่องนี้กับอาจารย์ เพื่อเก็บความรู้นี้ไว้ให้ได้มากที่สุด
“เอาล่ะ เรียบร้อยแล้วที่เหลือเจ้าก็ดูแลไปนะ”
คล้อยหลังผู้เป็นอาจารย์ หลี่ม่านก็ทรุดกายลงนั่งที่ขอบเตียงตามความคุ้นชิน มือเรียวขาวประคองถ้วยยาขึ้น ใช้ช้อนตักยาจ่อที่ริมฝีปากของสามีเพื่อป้อนให้เหมือนเช่นเคย
“ข้าดีขึ้นมากแล้ว เจ้าไม่ต้องป้อนก็ได้” จู่ ๆ เจิ้นไฉ่ก็รู้สึกเกรงใจนางจนเผลอเอ่ยถ้อยคำที่เพิ่มความเหินห่างขึ้นมา
หลี่ม่านชะงักไปเล็กน้อย แต่เพียงครู่นางก็วางถ้วยยาใส่มือเรียวที่แบรออยู่ และนางก็ไม่ได้ลุกหนีไปไหนยังคงเฝ้าจนเขาดื่มยาในถ้วยหมด ซึ่งมันไม่มีบทสนทนาใดถูกเอ่ยขึ้นมาเลย
สือหวนที่ยืนมองอยู่ตรงมุมห้องได้แต่ขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ เพราะตามปกติทั้งคู่มักคุยหยอกล้อกัน แต่ครานี้กลับต่างฝ่ายต่างเงียบ ทั้งยังไม่ค่อยมองหน้ากันอีก
เจิ้นไฉ่ยังคงนิ่งสงบ เขากำลังจมดิ่งอยู่กับความคิดฟุ้งซ่านเกี่ยวกับสาเหตุที่ภรรยาตัวน้อยรีบร้อนออกไปเมื่อช่วงกลางวัน หรือแม้แต่อาการเงียบขรึมไม่ยอมพูดจาในยามนี้
เขาคิดว่านางอาจจะกำลังรู้สึกอึดอัดใจ และไม่ชอบที่เขาจับมือนางมากอบกุมไว้ ท่าทางนางจึงต่างออกไปจากเดิม
นี่จึงเป็นสาเหตุให้เจิ้นไฉ่เลือกที่จะปิดปากเงียบสนิท และทำเพียงนั่งนิ่ง สำรวมกิริยาอาการอย่างถึงที่สุด เพื่อไม่ให้ภรรยาตัวน้อยรู้สึกอึดอัดและลำบากใจในการกระทำของตน
ส่วนหลี่ม่าน ที่นางไม่กล้าเอ่ยหยอกเย้าละสบตาเขา ก็เป็นเพราะเกรงว่าใจของตนจะเต้นแรงเหมือนเมื่อตอนกลางวัน
อันที่จริง... แม้นางจะไม่เคยมีรัก แต่ก็ใช่ว่าจะไร้เดียงสา จนไม่รู้ว่าหากคนคนหนึ่งชอบใครสักคนแล้วใจจะต้องเต้นแรง
ทว่าหลี่ม่านนางไม่แน่ใจว่าอาการที่เป็นเมื่อตอนกลางวัน มันเกิดขึ้นเพราะความรู้สึกของคนที่กำลังมีความรัก หรือเพราะตื่นตระหนกในคำพูดและการกระทำที่ต่างออกไปของสามีกันแน่
นางที่เป็นเพียงตัวประกอบที่แทรกเข้ามามีบทบาท จะชักนำให้พระรองของเรื่องมาชื่นชอบได้อย่างไรกัน
เจิ้นไฉ่เห็นภรรยาตนนิ่งเงียบก็เข้าใจไปอีกว่านางอาจจะกำลังอึดอัดและลำบากใจ “เจ้าเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว กลับไปพักเถิด ได้ยินว่าออกไปตรวจรักษาคนป่วยนอกเมืองด้วยมิใช่หรือ”
หลี่ม่านเงยหน้ามองเขาเพียงครู่ก็เบี่ยงหนีสายตาคู่คมที่กำลังจ้องมอง “อืม เช่นนั้นท่านพี่ก็พักผ่อนเถิด” เอ่ยแล้วร่างเล็กก็ขยับลุก ก่อนจะหันไปหาสือหวนส่งสัญญาณทางสายตาแล้วก็เดินออกไป บนเตียงก็ได้แต่เอียงมองตามร่างนางจนหายไปจากประตู
นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา การพูดคุยหยอกล้อกันเช่นแต่ก่อนก็ไม่มีให้เห็น เพราะต่างฝ่ายต่างก็เงียบใส่กัน จนผู้ที่อยู่ปรนนิบัติผู้เป็นนายอย่างสือหวนถึงกับทำอันใดไม่ถูกไปด้วย
เจิ้นไฉ่มักจะคอยย้ำเตือนตนเองอยู่เสมอว่า ฟานหลี่ม่านมิได้เต็มใจแต่งเข้ามาตั้งแต่แรก จุดประสงค์ของนางเพียงแค่แต่งเข้ามาเพื่อให้มีที่พักพิง หาได้ตั้งใจจะมีสามีเฉกเช่นสตรีอื่นไม่
ฉะนั้นเขาจึงคิดว่า ตนไม่ควรใช้ฐานะสามีหรือความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นในทุกวัน ไปผูกมัดหรือบีบคั้นให้นางต้องลำบากใจ
ในแต่ละวันเขาจึงพยายามเว้นระยะห่างกับนางเพื่อความเหมาะสม แม้ในใจอยากจะเข้าใกล้เฉกเช่นแต่ก่อนก็ตาม
นำพาให้ความสัมพันธ์ที่เคยพูดจาหยอกล้อนั้นค่อย ๆ เลือนหายไป กระทั่งเวลาล่วงเลยผ่านไป จนการรักษาจบสิ้นลง
อาการของเจิ้นไฉ่ก็เรียกได้ว่าหายขาดแล้ว จากบุรุษที่เคยนอนซมไร้เรี่ยวแรงอยู่บนเตียง บัดนี้กลับมาแข็งแรงสมส่วนอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว สองขาที่เคยลีบแบนก็สามารถก้าวเดินได้อย่างคล่องแคล่ว จนเขานึกอยากจะลองวิ่งรอบจวนดูสักครา
และข่าวดีนี้ก็สร้างความปีติยินดีให้กับคนตระกูลหานเป็นอย่างยิ่ง บ่าวไพร่ต่างพากันยิ้มอย่างเป็นสุขไปกับผู้เป็นนาย
ทว่าผู้ที่มีความสุขและตื้นตันใจมากที่สุด แน่นอนว่าย่อมหนีไม่พ้นฮูหยินสวี่ผู้เป็นมารดา ซึ่งกำลังหลั่งน้ำตาแห่งความดีใจออกมาโดยไม่นึกอายสายตาบ่าวไพร่หรือแขกเหรื่อในเรือนเลย
“เจิ้นเอ๋อร์ แม่ดีใจนักในที่สุดเจ้าก็กลับมาเดินได้แล้ว”
“ท่านแม่ ลูกกลับมาเดินได้แล้ว” เจิ้นไฉ่เอ่ยเสียงสั่นเครือ
หลี่ม่านยืนมองภาพสองแม่ลูกอย่างเป็นสุข พลันความเหน็ดเหนื่อยที่มีมาตลอดหลายวันก็มลายหายไปสิ้น
ในจังหวะนั้น หลานตี้ผู้เป็นมารดาก็เดินเข้ามาโอบประคองไหล่บุตรสาว “ม่านเอ๋อร์... แม่ภูมิใจในตัวเจ้าเหลือเกินลูกรัก”
หลี่ม่านหันมาสบตาพร้อมกับส่งยิ้มกว้างให้มารดา ก่อนจะเอ่ยปากชมตนเองหน้าตาย “ข้าเก่งใช่หรือไม่เจ้าคะท่านแม่”
คำพูดเข้าข้างตนเองอย่างไม่รู้จักเขินอายนั้น ทำเอาหมอเทวดาเหิงที่ยืนมองอยู่ถึงกับคว่ำปากด้วยความหมั่นไส้
“ช่างกล้าพูดเอาหน้าเสียจริงนะเจ้าเด็กคนนี้” ท่านหมอเฒ่าแสร้งทำเป็นส่ายหน้าราวกับเบื่อหน่ายนักหนา จากนั้นก็เอ่ยเสียงดังเพื่อวางอำนาจตามประสาอาจารย์ที่ใช้กับศิษย์รัก “มัวแต่พูดเพ้อเจ้ออยู่ได้ รีบไปทำอาหารรสเลิศมาให้ข้ากินได้แล้ว”
หลี่ม่านหัวเราะคิกคักออกมาเบา ๆ ก่อนจะตอบรับคำสั่งด้วยความเต็มใจ “รับทราบเจ้าค่ะ ท่านอาจารย์” เอ่ยแล้วนางก็แยกตัวออกมาจากความชื่นมื่นที่อบอวลทั่วห้องโถง เดินมุ่งหน้าไปยังห้องครัวเพื่อทำอาหารมื้อพิเศษเอาใจผู้เป็นอาจารย์ ที่อุตส่าห์อยู่รักษาคนป่วยจนอาการหายกลับมาเป็นปกติ
นึกมาถึงตรงนี้ ใจดวงน้อยก็แอบเศร้านิด ๆ
“อีกไม่นานพระรองก็ต้องเดินทางแล้วสินะ” หญิงสาวพึมพำ ก่อนจะหันไปเรียกสาวใช้สองนางให้มาช่วยเป็นลูกมือให้
ไม่นานนักภายในห้องครัวก็อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศ มีหลี่ม่านยืนกำกับปรุงเองทุกขั้นตอน อาหารทุกจานนางล้วนแต่ลงมือทำด้วยตนเอง จานแล้วจานเล่า
ในจังหวะที่หญิงสาวทำอาหารจานสุดท้าย ร่างสูงสง่าที่สวมอาภรณ์สะอาดก็ก้าวเดินเข้ามาหยุดอยู่ที่หน้าประตู สาวใช้ทั้งสองเมื่อเห็นผู้เป็นนาย ก็รีบพากันถอยร่นไปยืนหลบมุมอยู่ที่ข้างเสาอย่างรู้กาลเทศะ แต่ก็ยังลอบมองหน้ากันแล้วก็เผยยิ้มกรุ้มกริ่ม
“มีอันใดให้ช่วยหรือไม่...” เสียงทุ้มต่ำดังมาจากด้านหลัง
ร่างเล็กสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันไปตามเสียงที่คุ้นเคยนั้น นางกะพริบตาด้วยความประหลาดใจ “จะเสร็จแล้วเจ้าค่ะ ท่านพี่มาที่นี่ทำไมหรือเจ้าคะ หรือท่านอยากกินอะไรที่นอกเหนือจากอาหารที่ข้าทำ บอกได้นะเจ้าคะ” หลี่ม่านยังคงเอ่ยอย่างเอาใจ
จากนั้นนางก็หันกลับมาสนใจกระทะตรงหน้าต่อ มือขาวผัดผักและตักเครื่องปรุงเทใส่อย่างคล่องแคล่ว นำพาให้ผู้ที่เคยเห็นเป็นครั้งแรกถึงกับยืนนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ เพราะที่ผ่านมาเขาคิดว่านางแค่ยืนออกคำสั่งบ่าวให้ปรุงอาหารอย่างไรเท่านั้น ไม่คิดว่าการทำทั้งหมดภรรยาที่เพิ่งพ้นวัยปักปิ่นจะเป็นผู้ลงมือเอง
เจิ้นไฉ่ยืนชะงักค้างครู่หนึ่ง เมื่อได้สติชายหนุ่มก็สาวเท้าเดินเข้ามาหยุดยืนข้างร่างเล็กที่สูงไม่ถึงระดับไหล่ของเขาด้วยซ้ำ
“ด้านในกำลังหารือกันเรื่องกำหนดการสอบจอหงวนที่กำลังจะมีขึ้นในเร็ว ๆ นี้” เจิ้นไฉ่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแววตายังคอยเหลือบมองภรรยาตัวน้อยซึ่งบัดนี้ชะงักมือไปแล้ว
หลี่ม่านขมวดคิ้วมุ่น พลางเอียงศีรษะหันมาหาผู้เป็นสามีด้วยท่าทางฉงน “แล้วท่านพี่ว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ”
นัยน์ตาเขาสบเข้ากับดวงตากลมโตของภรรยา เพียงครู่ชายหนุ่มก็ระบายยิ้มบางเบาออกมาก่อนจะเอ่ยตอบตามตรง
“ตั้งแต่ได้รับการรักษาข้าก็มีความตั้งใจมาตลอดว่า หากร่างกายหายเป็นปกติเมื่อใด ข้าจะเดินทางไปสอบชิงตำแหน่งขุนนาง เพื่อนำเกียรติยศทั้งหมดมามอบให้แก่เจ้า เพียงแต่...”
คำว่า ‘นำเกียรติยศมามอบให้แก่เจ้า’ ทำเอาหลี่ม่านนิ่งงันไปทันที นางกะพริบตาถี่ราวกับสิ่งที่ได้ยินนั้นไม่ชัด แต่เพียงครู่สตินางก็คืนกลับมา “เพียงแต่อะไรหรือเจ้าคะ” นางรีบถาม
