20. หวั่นไหว
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีกราบไหว้อาจารย์ บรรยากาศที่เคยผ่อนคลายด้วยรอยยิ้มก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งขรึมขึ้นมา
หมอเทวดาเหิงที่เอ่ยวาจาหยอกเย้าศิษย์ตัวน้อยของตนในคราแรก กลับไม่เหลือท่าทางสนุกสนานให้เห็นอีก บัดนี้ดวงตาคู่คมกำลังทอประกายความเชี่ยวชาญและจริงจังของคนเป็นหมอ ก่อนจะหันกลับมาเอ่ยสั่งศิษย์คนใหม่ด้วยน้ำเสียงกังวาน
“ไม่ต้องห่วง ข้ามองดูแล้วสามีเจ้ากลับมาเดินได้แน่นอน”
ได้ยินคำของหมอเทวดา ผู้ที่อยู่ในห้องต่างก็ยิ้มร่าดีใจอย่างคนมีความหวัง โดยเฉพาะฮูหยินสวี่ที่ยามนี้น้ำตาคลอแล้ว
“ขอบคุณท่านหมอเทวดาที่เมตตาช่วยรักษาให้เจิ้นเอ๋อร์ของข้าน้อยเจ้าค่ะ” นางเอ่ยเสียงสั่นเครือ
“อย่าได้เกรงใจไป ข้าเองก็เพิ่งรู้ว่าฮูหยินส่งคนไปตามหาข้ามานานหลายปีแล้ว เป็นข้าเองที่มัวแต่เที่ยวเตร่เดินทางไม่แยแสเรื่องราวของทางโลก จึงไม่รู้ว่ามีคนมากมายรอให้ช่วย”
“อ้าว! คราแรกท่านอาจารย์บอกข้าไม่ใช่หรือว่ามาหาข้า” หลี่ม่านเอ่ยแย้งพลางจ้องหน้าผู้เป็นอาจารย์อย่างจับผิด
“ข้าก็มาตามหาเจ้าด้วย แต่พอรู้ว่าเจ้าแต่งเข้าจวนหานข้าก็รีบมานี่อย่างไรล่ะ นับว่ายิงนกนัดเดียวก็ได้นกสองตัวเลย ได้ทั้งศิษย์และศิษย์เขยในเวลาเดียวกัน ฮ่าฮ่า”
“ชิ! อะไรของท่านศิษย์เขย ใครเขาเรียกแบบนี้กัน” หลี่ม่านตำหนิไม่จริงจัง ก่อนจะหันมาทางสือหวนแล้วสั่งให้เขาเข็นเอาคนป่วยกลับไปยังเรือนพักเพื่อเตรียมตัวรอฝังเข็ม
“ขอบคุณท่านหมอเทวดาเหิงขอรับ” ก่อนไป เจิ้นไฉ่ยังขยับคารวะผู้อาวุโสที่ลำบากเดินทางมาช่วยรักษาขาให้ตน
“เจ้าไปเตรียมตัวเถิด อีกไม่กี่วันเจ้าจะกลับมาเดินได้คล่องอย่างแน่นอน” เหิงเชียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มอ่อน
เจิ้นไฉ่ยิ้มรับบางเบา ก่อนจะเงยหน้ามองภรรยาสาวตนซึ่งยามนี้กำลังจ้องเขาอยู่ เขาไม่ได้เอ่ยอันใดออกมานอกจากยิ้มให้นาง นำพาความฉงนมาให้ใจดวงน้อยเป็นอย่างยิ่ง เพราะแทนที่พระรองของเรื่องจะมองเลยไปหานางเอกตามเนื้อหาที่นางเคยอ่านมา เขากลับทำตรงกันข้ามเสียอย่างนั้น
สือหวนที่ได้รับคำสั่งก็รีบกุลีกุจอเข็นรถนั่งพานายของตนตรงกลับไปยังเรือนพัก ท่ามกลางความปลื้มปีติของทุกคน
หมอเทวดาเหิงปรายตามามองหลี่ม่านที่ยืนนิ่ง พลางออกคำสั่งเสียงเข้ม “เจ้าในฐานะศิษย์รักของข้า จงตามเข้าไปดูการรักษาครั้งนี้ด้วยแล้วก็จดจำวิชาฝังเข็มนี้เอาไว้ให้มั่น”
“เอ๋! ข้าหรือ แล้วพี่สาวนางนี้ล่ะ” หลี่ม่านขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะหันไปทางสตรีที่ตัวสูงกว่าตนเล็กน้อยอย่างไม่เข้าใจ ตามบทนางเอกคือลูกศิษย์ของหมอเทวดาเหิง มีวิชาแพทย์ล้ำเลิศไม่แพ้อาจารย์ แล้วเหตุใดหมอเทวดาถึงให้นางเข้าไปช่วยเล่า
นางกะพริบตาปริบ ๆ พลางนึกย้อนไปถึงเนื้อหาในนิยายต้นฉบับที่ตนเคยอ่าน นางเอกของเรื่องต่างหากที่จะต้องทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยคอยป้อนยาและคอยดูแลพระรองอย่างใกล้ชิดในช่วงการรักษา เพราะนี่คือต้นกำเนิดความรักที่พระรองมีต่อนางเอก
หมอเทวดาเหิงหันมาถลึงตาใส่ศิษย์ตัวดีแล้วเอ่ยดุด้วยความหมั่นไส้ “หลานสาวของข้าผู้นี้ไม่เคยร่ำเรียนหรือแตะต้องวิชาแพทย์มาก่อนเลย นางจะมาช่วยงานข้าได้อย่างไรเล่า เจ้าอย่ามัวพูดมาก ไปตระเตรียมการรักษากับข้าดีกว่า” เอ่ยจบหมอเทวดาก็เอื้อมมือมาคว้าแขนเรียวของศิษย์รัก พลางออกแรงรั้งให้เดินนำทางไปยังเรือนของคนป่วยที่ล่วงหน้าออกไปก่อนแล้วเมื่อครู่
โดยที่หลี่ม่านนั้นยังคงมึนงงสับสนไปกับเนื้อหาที่ต่างออกไป ส่วนร่างกายนั้นก็ถูกผู้เป็นอาจารย์ดึงรั้งจนถึงเรือนสามี
ทว่าแม้ในใจหญิงสาวยังคงหลงเหลือความสับสนและข้อสงสัยมากมายเกี่ยวกับทิศทางของเรื่องราวที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม
แต่เมื่อเข้ามาในห้องนอนสามีแล้ว ความเคลือบแคลนในใจก็ถูกโยนทิ้งไป เพราะเรื่องสำคัญยามนี้คือการรักษาขาให้พระรอง
“เอาล่ะ ตั้งใจดูให้ดี จุดแต่ละจุดตื้นลึกไม่เท่ากัน ยามฝังเข็มก็ต้องจำให้แม่นจะได้ไม่เกิดปัญหาในภายหลัง”
“เจ้าค่ะ” หลี่ม่านตอบเสียงดังฟังชัด
จากนั้นไม่ว่าหมอเทวดาเหิงจะลงเข็มเงินไปที่จุดชีพจรใด หรือแม้แต่อธิบายเคล็ดลับอย่างไร นางก็จะรีบตวัดพู่กันจดบันทึกรายละเอียดทุกขั้นตอนลงในม้วนตำราสมุนไพรที่ทำขึ้นเอง
ขั้นตอนการรักษานั้นค่อนข้างกินเวลายาวนานพอสมควร ทำให้คนป่วยที่เปลือยร่างได้แต่นอนแน่นิ่งตัวแข็งทื่อ ดีที่ยังมีผ้าปกคลุมตรงส่วนสงวนพอไม่ให้มันดูอุจาดจนเกินไป
เจิ้นไฉ่ยังคงนอนนิ่งเกร็งตัวอย่างคนเขินอายระคนประหม่า เพราะเกิดมาเขายังไม่เคยเปลื้องอาภรณ์ต่อหน้าสตรีมาก่อน แม้ว่าบนตัวจะมีผ้าหนึ่งผืนปิดบังช่วงสำคัญเอาไว้ก็ตาม ถึงกระนั้นเขาก็ยังรู้สึกกระดากอายจนต้องแสร้งหลับตา ปล่อยให้ศิษย์และอาจารย์สอนวิชาแพทย์บนเรือนร่างตนไปด้วยเนื้อตัวที่เกร็งแน่นขึ้นเป็นระยะ จนบางคราเข็มก็แทงเกือบไม่เข้ากันเลย
โดยเฉพาะยามที่เขาเปิดเปลือกตาขึ้นมาเห็นภรรยาตัวน้อยจ้องสำรวจทุกสัดส่วนและทุกจุดฝังเข็มอย่างละเอียดลออ
ในขณะที่หานเจิ้นไฉ่ใบหน้าร้อนผ่าวและหัวใจเต้นรัวด้วยความเขินอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนีอยู่แล้ว หลี่ม่านกลับเผยแววตาที่จริงจังไร้ซึ่งความเขินอายไร้ซึ่งความคิดอกุศล ยามนี้ดวงตาคู่งามมีเพียงการศึกษาหาความรู้เท่านั้น
เจิ้นไฉ่จึงได้แต่นอนกัดฟันยอมรับชะตากรรม ท่ามกลางความเงียบที่เต็มไปด้วยความเขินอายที่เกิดกับเขาเพียงผู้เดียว
หลังจากขั้นตอนการฝังเข็มอันยาวนานสิ้นสุดลงในเวลาเกือบครึ่งชั่วยาม สือหวนบ่าวคนสนิทก็รีบก้าวเข้ามาช่วยสวมอาภรณ์ชุดใหม่ให้กับผู้เป็นนายอย่างรู้หน้าที่
ในขณะเดียวกันที่โต๊ะมุมห้อง หมอเทวดาเหิงและศิษย์ตัวน้อยก็กำลังนั่งหารือเรื่องยาที่ต้องใช้รักษาอาการภายใน ไม่นานหมอเทวดาเหิงก็จรดพู่กันเขียนเทียบยาชุดใหม่ ที่ใช้สำหรับปรับเส้นลมปราณภายในร่างกายคนป่วย เมื่อเรียบร้อยแล้วเขาก็ขอตัวออกไปพักผ่อนยังเรือนพักที่ฮูหยินสวี่จัดหาไว้ให้
หลี่ม่านนางก็ไม่รอช้ารีบแยกตัวไปปรุงยาตามเทียบที่อาจารย์เขียน เพื่อนำยานั้นมาให้สามีดื่มในช่วงที่ลมปราณหลังการฝังเข็มกำลังแล่นพล่านไปทั่วร่างของเขา
ผ่านไปพักใหญ่ กลิ่นหอมละมุนของสมุนไพรลึกล้ำก็ลอยตลบอบอวลไปทั่วห้อง หลี่ม่านเดินตรงไปหาสามีพร้อมถาดยา
เจิ้นไฉ่นั่งพิงหัวเตียงรอคอยอย่างรู้หน้าที่ เมื่อเห็นภรรยาตัวน้อยเดินเข้ามาเขาก็เผยยิ้มอ่อนให้นาง “ลำบากเจ้าแล้วนะ” เขาเอ่ยทันทีที่ร่างเล็กยอบกายลงนั่งบนเตียง
“เกรงใจไปไย ท่านแค่รีบรักษาตัวให้หายดีก็พอ หายดีแล้วจะได้หอบเอาลาภยศมาให้ข้า” หลี่ม่านเอ่ยแล้วก็ยิ้มร่า
เจิ้นไฉ่ยิ้มเอ็นดูคำพูดภรรยาที่มักเอ่ยกรอกหูเขาอยู่ทุกวัน ราวกับกลัวว่าเขาจะไม่ยอมทำอันใดหลังจากหายดี แววตาคมเข้มจึงทอดมองนางด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจ เขายอมรับว่ายามนี้นางคือแสงสว่างเดียวที่ก้าวเข้ามาฉุดรั้งทำให้เขาอยากลุกขึ้นมาต่อสู้
ในขณะที่เจิ้นไฉ่ยังคงจมดิ่งอยู่กับห้วงความรู้สึกซาบซึ้งที่ภรรยามอบให้ หลี่ม่านกลับยังคงความสงสัย เกี่ยวกับเส้นเรื่องของนิยายที่ตนอ่านไปได้เพียงแค่ครึ่งเดียว
“ท่านพี่ ท่านว่าคุณหนูจ้าวผู้นั้นงามหรือไม่” หลี่ม่านเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ และยังคอยลอบสังเกตปฏิกิริยาและประกายแววตาสามีว่ามีความหวั่นไหวหรือผิดปกติหรือเปล่า
เจิ้นไฉ่ได้ยินคำถามของภรรยากลับเข้าใจไปคนละทาง เขาคิดว่านางกำลังนึกหวาดระแวงและเกิดอาการหึงหวงตามประสา
‘หลี่ม่านถามเช่นนี้ นางคงไม่ได้คิดว่าข้าสนใจคุณหนูจ้าวหรอกนะ’ เขานึกในใจ ก่อนจะรีบละล่ำละลักเอ่ยปฏิเสธออกไปด้วยความร้อนรน “สตรีใดก็ไม่อาจงามสู้เจ้าได้”
คำตอบที่หลุดออกมาจากปากของสามีอย่างรวดเร็วทั้งยังแฝงความจริงจัง ทำเอาหลี่ม่านที่ถือถ้วยยาอยู่ถึงกับไปไม่เป็น นางชะงักค้างนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ปล่อยให้สมองประมวลผลคำพูดที่คนตรงหน้าเอ่ยปฏิเสธทันทีราวกับในหัวมีคำตอบอยู่แล้ว
เจิ้นไฉ่เห็นภรรยานิ่งเงียบไป เขาก็ยิ่งกลัวนางจะเข้าใจผิด จึงรีบขยับมือขึ้นมากุมมือน้อยของนางไว้แน่น พร้อมกับจับจ้องใบหน้านางโดยไม่มีหลบเลี่ยงสายตาไปทางอื่น
หลี่ม่านที่ไม่ทันตั้งรับกับสถานการณ์ที่พลิกผันอย่างรวดเร็ว รีบชักมือกลับอย่างไม่ทันระวัง ใจดวงน้อยเริ่มเต้นรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ สมองที่เคยฉลาดเฉลียวและประมวลผลเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว เริ่มหาทางหลีกหนีจากบรรยากาศที่ชวนให้ใจปั่นป่วนทันที “ขะ... ข้าลืมยกหม้อต้มยาลงจากเตาไฟ ประเดี๋ยวข้ากลับมานะเจ้าคะ” เอ่ยจบ หลี่ม่านก็รีบลุกพรวดพราดหมุนตัวเดินสาวเท้าก้าวออกจากห้องพักไปอย่างรวดเร็ว
