19. กราบอาจารย์
ในขณะที่หลี่ม่านกำลังจะขยับลุก มือเรียวของสามีกลับยกขึ้นมารั้งแขนนางไว้ พร้อมกับเอ่ยเตือนนางว่า
“เจ้านั่งลงกินข้าวก่อน ประเดี๋ยวก็หิวจนปวดท้องอีก”
หลี่ม่านหันมายู่หน้าใส่เขาเล็กน้อย “ข้าอยากไปดู...”
“กินข้าวเถิด ประเดี๋ยวก็หิวจนกินหมูทั้งตัวได้หรอก” เสียงทุ้มเอ่ยหยอกเย้า พลางออกแรงรั้งนางให้นั่งลง
ขณะนั้นผู้ที่ออกไปต้อนรับแขกก็เดินกลับเข้ามาพร้อมกับชายแก่ผมและหนวดเคราขาว ด้านหลังมีหญิงงามอีกหนึ่งคน
หลานตี้มองเห็นก็รีบขยับลุกพลางกวักมือบอกบุตรของตนด้วย ทว่ายังไม่ทันที่หลี่ม่านจะได้หันไปทางประตู ผู้เป็นแขกกลับเอ่ยขึ้นเสียงก้องกังวานราวกับเรือนนี้เป็นเรือนของตนเสียอย่างนั้น
“เจ้าเด็กน้อย อยู่ดีกินดีแล้วเจ้าก็ลืมข้าไปเลยสินะ”
หลี่ม่านจ้องผู้ที่เอ่ยกับตนตาโต “ตาเฒ่า เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่ได้เล่า” นางร้องเรียกผู้ที่เดินลูบหนวดเครายาวเฟื้อย ท่าทางพรานเฒ่าช่างต่างจากยามที่พบเจอบนเขานัก
“ข้าก็มาตามหาเจ้าน่ะสิ ได้ยินว่าเจ้าแต่งเข้าจวนตระกูลหานข้าจึงได้รีบมาดูว่าเจ้าอยู่สุขสบายดีหรือไม่”
“เอ๋! ท่านไม่ได้มารักษาสามีข้าหรือ” หลี่ม่านเริ่มมึนงง
“อะไรกัน วิชาแพทย์ที่เจ้าเรียนมาจากข้ามันใช้ไม่ได้หรือ” หมอเทวดาเฟิ่งยังคงกล่าวด้วยถ้อยคำหยอกเย้า
“มันก็ใช้ได้ เพียงแต่ฝีมือข้ายังไม่ถึงขั้นจึงยังไม่อาจรักษาสามีให้กลับมาเดินได้ จริงสิ... ตาเฒ่าในเมื่อท่านมาแล้ว เช่นนั้นท่านช่วยฝังเข็มกระตุ้นขาให้เขาหน่อยนะ” หลี่ม่านเริ่มอ้อน
“อะไรกัน มาถึงก็คิดจะใช้ข้าเลยหรือ ข้าเดินทางมาเหนื่อยนะ ข้าวปลาอาหารก็ยังไม่ตกถึงท้องเลย น้ำใจน่ะมีหรือไม่”
“โอ๋ ๆ ตาเฒ่าอย่าโกรธนะ มา ๆ ท่านนั่งก่อนนะ เรากำลังจะกินข้าวกันพอดีเลย อาหารบนโต๊ะนี่ฝีมือข้าทั้งนั้นเลยนะ บุญปากของท่านเลยนะเนี่ยะ” หลี่ม่านเอ่ยพลางเดินเข้ามาเกี่ยวแขนนายพรานเฒ่าที่สอนวิชาแพทย์ให้นางมาตลอดหนึ่งปี ด้วยท่าทางสนิทสนมจนคนในห้องต่างก็พากันมึนงง รวมถึงหญิงสาวที่เดินตามเข้ามา สีหน้าและแววตานางก็มึนงงไม่แพ้กัน
“ม่านเอ๋อร์ นะ... นี่มันอะไรกันลูก” ฮูหยินสวี่กะพริบตาถี่
“ท่านแม่นั่งลงก่อนเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวลูกจะเล่าให้ฟัง” หลี่ม่านประคองมารดาตนและมารดาสามีนั่ง ก่อนจะหันไปหาสือหวน
“สือหวนขอเก้าอี้มาให้ข้ากับคุณหนูท่านนี้ที”
“ขอรับฮูหยินน้อย” คนสนิทเจิ้นไฉ่รีบออกไปเอาเก้าอี้มา ไม่นานเขาก็กลับเข้ามาพร้อมเก้าอี้ตัวกลม
“เชิญคุณหนูเจ้าค่ะ” หลี่ม่านเอ่ยกับแขกผู้มาเยือน ทว่าหมอเทวดาเหิงกลับขยับลุกจากที่นั่งตน มายอบกายนั่งลงที่เก้าอี้ตัวที่ติดกับหลี่ม่านแทนการนั่งติดกับมารดาของนาง
“ข้าอยากคุยกับศิษย์นอกคอกของข้า หรานเอ๋อร์เจ้าคุยกับท่านอาทั้งสองไปนะ” เหิงเชียนเอ่ยอย่างอารมณ์ดี
“เหอะ! คอยดูเถอะ ท่านรักษาสามีข้าหายแล้วข้าจะวางยาถ่ายให้ท่านกิน เอาให้หายปากดีไปเลย” หลี่ม่านเถียงกลับไม่ยอม
“ม่านเอ๋อร์ ไยเจ้าถึงได้เสียมารยาทเช่นนี้ฮึ” หลานตี้ตำหนิบุตรสาวอย่างนึกละอายใจ เพราะท่าทางหลี่ม่านนั้นไม่น่ารักเลย
“คนนี้แม่เจ้าหรือ” หมอเทวดาเหิงเอ่ยถามศิษย์ตน
“อืม” หลี่ม่านตอบรับเสียงเบา
“ฮ่าฮ่า” เหิงเฉียนหัวเราะชอบใจเมื่อเห็นศิษย์คนล่าสุดของตนมีท่าทางหวาดหวั่นเป็นคราแรก “ข้าชอบยามที่เจ้าหัวหดเช่นนี้เหลือเกิน ทว่าข้าชอบยามที่เจ้าต่อกรกับข้ามากกว่านะเด็กน้อย” เอ่ยกับศิษย์ตนแล้วเขาก็หันไปทางมารดาหลี่ม่าน “ฮูหยินฟาน บุตรสาวเจ้านั้นเป็นเด็กดีมาก ข้าชอบที่นางเป็นเช่นนี้”
“แต่ว่า...” หลานตี้ยังนึกเกรงใจ
“เจ้าอย่าได้ปรามาสบุตรสาวตนเชียว เห็นนางพูดคุยกับข้าเช่นนี้ก็เพราะข้าให้สิทธิ์แก่นางเพียงคนเดียว เดิมทีการพบกันของเราก็อยู่ในป่าเขา เด็กน้อยกับตาแก่ที่ดูเหมือนพรานป่า เจ้าจะให้นางเอ่ยกับข้าเฉกเช่นผู้สูงศักดิ์มันเป็นไปไม่ได้หรอกนะ”
“ท่านลุง เช่นนั้นที่ท่านมักหายออกจากสำนักอยู่บ่อยครั้ง ก็เพราะมัวแต่ไปสอนวิชาแพทย์ให้ฮูหยินน้อยบนเขาหรือเจ้าคะ” หลานสาวที่ติดตามมาด้วยเอ่ยถามอย่างใคร่รู้
“ก็ใช่น่ะสิ ใครใช้ให้พ่อเจ้าไม่ยอมยกลูกหลานมาเรียนวิชาจากข้ากันล่ะ บรรดาศิษย์ในสำนักก็ไม่ได้เรื่อง สอนจนเขาจะงอกยังไม่รู้แม้แต่วิธีจับชีพจร มีแต่เจ้าเด็กนอกคอกนี่แหละที่เป็นงานกว่าใคร สอนเพียงครั้งนางก็จดจำได้แม่น”
“ท่านหมอ แล้วเหตุใดท่านถึงเรียกม่านเอ๋อร์ว่าศิษย์นอกคอกหรือเจ้าคะ” ฮูหยินสวี่เอ่ยถามหมายคลายความสงสัย
“ก็เพราะคนอื่นมีแต่อยากคารวะข้าเป็นอาจารย์ แต่เจ้าเด็กนี่กลับเรียกข้าว่าตาเฒ่าไม่ยอมกราบข้าเป็นอาจารย์เสียทีน่ะสิ”
ทุกสายตาหันมาทางหลี่ม่านทันที ผู้ถูกมองก็ทำหน้าเลิ่กลั่กก่อนจะรีบเอ่ยว่า “ที่ไหนกัน ในใจข้าเคารพท่านดั่งเทพเซียนเลยด้วยซ้ำ ไหนเลยจะไม่อยากคารวะท่านเป็นอาจารย์”
“ดี เช่นนั้นกินข้าวเรียบร้อยแล้วเจ้าก็มาคารวะข้าเป็นอาจารย์เสีย หากไม่ล่ะก็ ข้าจะไม่ลงมือรักษาขาให้สามีเจ้าแน่”
หลี่ม่านเหลือบมองผู้ที่เอ่ยกับตนด้วยหางตา ก่อนจะหลับตาค้อนไปหนึ่งที จากนั้นนางก็ยกตะเกียบขึ้นมาคีบอาหารใส่ถ้วยข้าวให้เขา แล้วหันไปตักน้ำแกงให้อย่างเอาใจ
“รีบกินจะได้รีบรักษา พูดมากจริงเชียว”
“ได้ ๆ อาจารย์เชื่อฟังศิษย์รัก” หมอเทวดาเหิงเอ่ยพลางยกถ้วยข้าวขึ้น เพียงคำแรกที่กินเข้าไปดวงตาเขาก็เบิกกว้าง ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างไม่เชื่อ “เจ้าเด็กดื้อ อาหารนี่เจ้าทำเองจริงหรือ”
“ทำไม นี่ท่านห้ามบอกว่าไม่อร่อยนะ”
“อร่อย อร่อยมาก ๆ ดูท่าข้าต้องอยู่ฝากท้องที่นี่นานหน่อยแล้วกระมัง” หมอเทวดาเหิงเอ่ยอย่างชอบใจ ก่อนจะบอกให้ทุกคนลงมือกินข้าวเสีย เพราะดูท่าทั้งหมดจะเกรงใจเขาจนไม่กล้ากิน
หลี่ม่านเองก็ชะโงกไปหาแขกอีกคนที่นั่งอยู่ “พี่สาว อาหารนี้ข้าทำตามรสชาติของตนเอง ไม่รู้จะถูกปากท่านหรือไม่ ท่านลองชิมดูก่อนนะเจ้าคะ หากทานไม่ได้ต้องรีบบอกนะ ข้าจะให้คนไปจัดเตรียมให้ใหม่” หลี่ม่านไม่เพียงแต่เอ่ยบอก นางยังจับจ้องใบหน้างามนั้นอย่างตั้งใจ ก็อีกฝ่ายเป็นนางเอกนี่หน่า
“ฮูหยินน้อยอย่าได้เกรงใจ ข้าทานง่ายเจ้าค่ะ”
“เจ้าค่ะ” หลี่ม่านเอ่ยแล้วก็ยิ้มอ่อนให้อีกฝ่าย ก่อนจะขยับมานั่งตัวตรงและไม่ลืมจะหันมาดูท่าทีพระรองว่าเขาแอบมองนางเอกอยู่หรือเปล่า เพราะตามบทบาทแล้วเขาต้องตกหลุมรักนางเอกตั้งแต่แรกเห็น แต่เมื่อนางหันมาเขาก็กำลังคีบอาหารใส่ถ้วยให้นางอย่างตั้งใจ สายตานั้นไม่มีวอกแวกไปทางใดเลย
“รีบกิน ประเดี๋ยวก็ปวดท้อง” เจิ้นไฉ่เอ่ยบอกเสียงอ่อน
หลี่ม่านนิ่งงันเพียงครู่ก็ยกถ้วยข้าวขึ้นแบบงง ๆ ซึ่งหลังจากนั้นก็มีแต่เสียงพูดคุยเกี่ยวกับรสชาติของอาหารที่ไม่ค่อยคุ้นลิ้น เพราะรสชาติมันไม่ได้จืดชืดเฉกเช่นอาหารที่พวกเขาเคยกิน มันค่อนข้างเผ็ดเล็กน้อยและเข้มข้นละมุนลิ้นต่างจากเคย
กว่าจะกินเสร็จ คนทำก็ถูกชมจนตัวแทบจะลอย
หนึ่งเค่อต่อมา สำรับที่เหลือเพียงจานเปล่าก็ถูกเก็บออกไป แต่ละคนต่างก็หันหน้าเหยียดกายออกจากโต๊ะเพราะอิ่มกันมาก แม้แต่คุณหนูจ้าวผู้รักษาขนบธรรมเนียนอย่างเคร่งครัดยังแอบผ่อนลมหายใจเพราะความอึดอัดจากการที่กินเข้าไปเยอะ
หลังผ่อนคลายบ้างแล้ว หลี่ม่านก็หันไปหาสือหวน ออกคำสั่งให้เตรียมน้ำชามาสำหรับทำพิธีกราบอาจารย์ หมอเทวดาเหิงได้ยินดังนั้นก็ยิ้มชอบใจราวกับได้รับโชคใหญ่
หนึ่งจิบชาต่อมา พิธีกราบไหว้อาจารย์ก็เริ่มขึ้น
บรรดาบ่าวไพร่รวมถึงเจ้านายในจวนต่างพากันยิ้มทั้งน้ำตา โดยเฉพาะผู้เป็นมารดาของหลี่ม่านยามนี้ปลื้มปีติกว่าใคร
“ม่านเอ๋อร์ช่างมีวาสนานัก ข้าได้ยินมาว่ามีคนมากมายที่อยากเป็นศิษย์ท่านหมอเทวดาเหิงแต่กลับไม่เคยพบเจอโอกาสนั้นเลย ทว่าม่านเอ๋อร์ของเรากลับถูกท่านหมอเทวดาเหิงเลือกเสียได้ทั้งเขายังรักและเอ็นดูนางมากด้วย วาสนาจริง ๆ” ฮูหยินสวี่เอ่ยอย่างปลาบปลื้ม แต่หลานตี้กลับยังคงมึนงงอยู่
“พี่หญิง หมอเทวดาเหิงมีชื่อเสียงมากหรือเจ้าคะ”
“มากสิ เขาน่ะเป็นอาจารย์ของหมอหลวงใหญ่ในวังเลยนะ ฝ่าบาทก็เคยรับการรักษาจากหมอเทวดาเหิงด้วย”
“ไม่น่าเชื่อ แล้วเหตุใดเขาจึงไปอยู่ในป่าเขาล่ะเจ้าคะ เห็นว่าพบเจอกับฮูหยินน้อยที่นั่นมิใช่หรือ” แม่นมฟางเอ่ยถามบ้าง
“ได้ยินมาว่าท่านหมอเป็นคนรักสันโดษ ตามตัวยากมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว” ฮูหยินสวี่เอ่ยกระซิบในกลุ่มของตน ก่อนจะรีบปรับท่าทีให้สงบนิ่งเมื่อการกราบอาจารย์นั้นจบสิ้นลง
“เอาล่ะ พาคุณชายหานกลับเข้าห้องพักเถิด การฝังเข็มจะต้องใช้เวลานาน” หมอเทวดาเหิงเอ่ยเสียงเข้มจริงจัง
ผู้ที่อยู่ในห้องมองหน้ากันไปมาอย่างมีความหวัง
