18. หมอเทวดาตัวจริง
หลี่ม่านได้ยินคำสอนมารดาก็เหมือนจะได้สติ รีบขยับลุกนั่งตรงเพื่อรักษากิริยาที่ทำโดยไม่นึกคิดเมื่อครู่
ทว่าฮูหยินสวี่กลับเผยยิ้มอ่อนโยน ก่อนจะเอ่ยบอกเสียงที่เจือด้วยความเอ็นดู “น้องหญิงอย่าตำหนิม่านเอ๋อร์เลย วันนี้สะใภ้ข้าเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว อีกอย่างบ้านเราก็ไม่ได้เคร่งกฎเกณฑ์อะไร ที่สำคัญม่านเอ๋อร์ในยามนี้ไม่ได้เป็นแค่สะใภ้เท่านั้น ในใจข้า ม่านเอ่อร์เป็นเหมือนลูกสาวอีกคน ลูกสาวตัวน้อยที่มาช่วยกอบกู้ตระกูลหานของพวกเรา หากไม่มีเจ้า เราก็คงไม่มีอาหารดี ๆ กิน และคงไม่มีเตาไฟสำหรับหน้าหนาวที่ใกล้จะมาถึง ไม่มีผ้าห่มผืนหนา ไม่มีเสื้อกันหนาวอุ่น ๆ เอาไว้สวม ม่านเอ๋อร์ แม่ขอบใจเจ้ามากนะ ขอบใจที่เจ้าตัดสินใจแต่งเข้าจวนหานของเรา”
“ท่านแม่ ข้ายินดีเจ้าค่ะ” หลี่ม่านเอ่ยตอบก่อนจะยิ้มตาหยี ทำเอาทุกคนต่างก็ยิ้มตาม รวมถึงผู้ที่นั่งอยู่บนรถเข็น
“พี่หญิง ท่านก็อย่าให้ท้ายนางนักนะเจ้าคะ” หลานตี้แย้ง
“ให้ท้ายที่ไหนกัน ข้าพูดเรื่องจริงต่างหาก ม่านเอ๋อร์เป็นเด็กดีก็ต้องชมสิ” ฮูหยินสวี่แย้งกลับด้วยน้ำเสียงที่แฝงความเอ็นดู
ภาพตรงหน้าทำเอาหลี่ม่านอดยิ้มตามไม่ได้ มารดาที่หงอยเหงามานานหลายปี ในที่สุดวันนี้ก็ยิ้มได้อย่างเต็มที่แล้ว การตัดสินใจแต่งเข้าจวนพระรองนี่นับว่านางคิดไม่ผิดจริง ๆ
หลังจากนั้นนางก็ขอแยกตัวออกมาจัดการงานที่ค้างคา นั่นคือการทำแปลงผักที่เพิ่งขุดเกลี่ยดินไปได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เจิ้นไฉ่ที่อยากรู้ว่านางทำอันใดอีก หันมาสั่งสือหวนให้เข็นรถพาตนตรงไปที่ข้างเรือน ส่วนมารดาทั้งสองกับแม่นมฟานก็พากันเข้าห้องไปทอผ้าที่ยังคงค้างคาให้แล้วเสร็จ
ในยามนี้แต่ละคนล้วนแต่มีหน้าที่ของตน แม้จะมีอาหารและเงินพอให้ใช้จ่ายตลอดทั้งเดือน ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังไม่มีใครหยุดมือ โดยเฉพาะคนที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่
“ฮูหยินน้อย ท่านมีงานใดให้พวกเราทำ สั่งมาได้เลยขอรับ” หยางฮั่วหลานชายของแม่นมฟางรีบเอ่ยพร้อมคุกเข่าลง
หลี่ม่านมองชายหนุ่มทั้งสองเพียงครู่ดวงตาก็เปล่งประกาย จากนั้นนางก็ออกคำสั่งให้ทั้งคู่ช่วยกันถางหญ้าแล้วทำแปลงผักให้เสียเลย แน่นอนว่าทั้งคู่เชื่อฟังแต่โดยดีและไม่มีอิดออดสักนิด
เวลาผ่านไปไม่นานที่ดินข้างเรือนติดกำแพงก็โล่งเตียน
ด้านสาวใช้ก็ช่วยกันเกลี่ยหน้าดินเอาเศษหญ้าที่เหลือออก จากนั้นไม่นานแปลงผักกว่าสิบแปลงก็พูนขึ้นเป็นรูปร่าง
“เอาล่ะ มาปลูกผักกันเลย” หลี่ม่านเอ่ยเสียงสดใส ก่อนจะนำคนทั้งหกช่วยกันลงมือปลูกผักที่นางซื้อติดมือมาเมื่อช่วงเช้า ขณะนั้นลุงเฉินผู้เฝ้าประตูก็เดินมาสมทบช่วยปลูกผักด้วย
“สือหวน เจ้าก็ไปช่วยด้วยเถอะ” เจิ้นไฉ่เอ่ยบอกคนสนิท
ชายหนุ่มวัยยี่สิบสี่ก็รีบกุลีกุจอสาวเท้าเข้าไปช่วย ปล่อยให้ผู้เป็นนายนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ใกล้กับแปลงผักเพียงลำพัง
เจิ้นไฉ่ทอดสายตามองดูกลุ่มคนที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาปลูกผักด้วยรอยยิ้ม ก่อนนี้เขาได้แต่นอนซมอยู่ภายในห้อง น้อยครั้งที่จะได้ออกมาด้านนอก เพราะเขารู้สึกเกรงใจสือหวนที่ต้องคอยอุ้มไปทุกที่ ทว่ายามนี้มีรถนั่งที่สามารถเข็นไปได้โดยไม่ต้องใช้แรงมากนัก เขาจึงยอมออกมาด้านนอกมองดูความเป็นไปภายในจวน
ที่สำคัญเขาอยากเห็นการทำงานของฮูหยินตัวน้อยด้วย
“ท่านพี่ ท่านรอดูนะ พริกของข้าจะต้องโตกว่าคนอื่นแน่” เสียงสดใสนั้นตะโกนฝ่าวงของบ่าวที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาปลูกผัก นำพาให้รอยยิ้มของแต่ละคนเผยออกมาด้วยความเอ็นดู
และนับแต่นั้น ภาพความอบอุ่นเหล่านี้ก็ปรากฎให้เห็นทุกวัน ภายในจวนหานก็มักจะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ
หนึ่งเดือนต่อมา จากที่จวนหานรกร้างในบางจุดก็กลับมาโล่งเตียน จากผืนหญ้ารกชัฏก็แปรเปลี่ยนเป็นแปลงผักไม่ก็ต้นไม้ที่ให้ดอกออกผลเอาไว้เก็บกินได้ และยังมีแปลงสมุนไพรที่หลี่ม่านตั้งใจปลูกเอาไว้สำหรับทำยารักษา ซึ่งตอนนี้ยาที่นางปรุงยังเป็นที่นิยมของชาวเมือง จนผู้คนเลื่องลือเรื่องราวนี้ไปทั่ว และในที่สุดก็รู้ถึงหูคนตระกูลฟาน ซึ่งพวกเขาได้ย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองกันแล้ว
“ท่านแม่ ท่านได้ยินข่าวที่ว่าหลี่ม่านนางกลายเป็นหมอเทวดาหรือไม่ ข้าว่าข่าวนี้ต้องเป็นเรื่องเท็จอย่างแน่นอน”
“นางเด็กนั่นน่ะหรือจะมีความรู้เรื่องวิชาแพทย์ วัน ๆ เอาแต่ขึ้นเขาล่าสัตว์ นางจะไปรู้เรื่องอันใดได้ แม่ว่ามันก็แค่แอบอ้างเอาความชอบมาเป็นของตนเท่านั้น ผู้ที่รักษาคนจริง ๆ ไม่มีทางเป็นนางไปได้หรอก เจ้าก็อย่าเชื่อคนง่ายนัก” หนิงอันเอ่ยเย้ยหยัน นางไม่เชื่อหรอกว่าเด็กสาวขี้กลัวผู้นั้นจะมีความรู้เรื่องแพทย์
“ท่านแม่ ท่านลืมเรื่องที่หลี่ม่านวางยาเราแล้วหรือเจ้าคะ”
คำกล่าวนั้นทำเอาผู้เป็นแม่ถึงกับนิ่งงันไปครู่หนึ่ง แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยอันใดต่อ แม่สื่อจากตระกูลเหลียนที่นัดหมายกันไว้ก็เดินเข้ามา ทำให้การสนทนานี้ต้องหยุดชะงักลง สองแม่ลูกหันไปปั้นหน้ายิ้มให้กับผู้มาเยือน ซึ่งมาเรียบเคียงเรื่องการแต่งงานเป็นครอบครัวที่สามแล้ว ถึงกระนั้นก็ยังไม่ได้รับการตอบรับที่ดีกลับมา
ด้านจวนหาน
หลังจากหลี่ม่านตั้งใจรักษาสามีตลอดทั้งเดือน อาการของเจิ้นไฉ่ก็ฟื้นกลับมาแทบจะเป็นปกติแล้ว คงมีแค่ขาที่ยังไม่อาจขยับได้อย่างใจหมาย มันยังคงไม่มีแรงเช่นเคย
หน้าตานั้นก็เริ่มเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลขึ้นจนผิดหูผิดตา ใบหน้าที่เคยซูบผอมบัดนี้กลับหล่อเหล่าสมคำบรรยาย ตามที่คนจากยุคปัจจุบันได้อ่านมาไม่มีผิดเพี้ยน จนบางคราหลี่ม่านก็เผลอนั่งจ้องราวกับคนที่ต้องมนต์ให้หลงใหล เสียก็แต่เขายังเดินไม่ได้ก็เท่านั้น หากเดินได้พระรองคงสง่างามยิ่งกว่านี้แน่
“อาหารเสร็จแล้ว มากินได้แล้ว” เสี่ยวปิงสาวใช้เก่าแก่ของจวนร้องเรียกเหล่าสหาย ก่อนจะยกถาดในส่วนของผู้เป็นนายเดินตรงไปที่เรือนรับอาหาร มีหลี่ม่านถืออีกถาดเดินตามไปด้วย
ฉงอี้น้องสาวของหยางฮั่วที่รักษาตัวจนหายดีแล้วรีบตรงเข้ามาช่วยยก หลี่ม่านจึงส่งต่อให้ก่อนจะเดินมาประคองสามีที่ยืนมองอยู่ตรงระเบียง ภาพเหล่านี้ทุกคนล้วนเห็นอยู่เป็นประจำ
“เจ้าไม่เหนื่อยหรือ พักบ้างก็ได้นะ” เจิ้นไฉ่เอ่ยบอกภรรยาตัวน้อยเสียงทุ้มอ่อน เพราะแต่ละวันนางแทบไม่ได้หยุดพักเลย กลางวันทำงานในสวน ค่ำมาก็นั่งปรุงยาสมุนไพรหลากหลายชนิด ไม่เว้นแม้แต่ของใช้ภายในเรือนอย่างสบู่หรือยาสระผมที่นางเรียก
“ข้าไม่เหนื่อยเจ้าค่ะ สนุกกับการหาเงินด้วยซ้ำ” หลี่ม่านเอ่ยบอกเสียงสดใส พร้อมกันนั้นนางก็โอบประคองเอวสามีเดินตรงไปที่เรือนรับอาหารด้วยการก้าวย่างอย่างระมัดระวัง
“มากันแล้ว” ฮูหยินสวี่เอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะเดินมาช่วยประคองบุตรชายอีกแรง ปากนั้นก็เอ่ยถามสะใภ้ตนไปด้วย “แม่ได้ยินว่าวันนี้เจ้าทำอาหารเองเลยใช่หรือไม่”
“เจ้าค่ะ พอดีตอนขึ้นเขา พี่เฉินเต๋อล่าไก่ป่ามาได้สามตัว ข้าเลยเอามาต้มน้ำแกงสูตรของข้าเองให้ทุกคนได้กิน แล้วก็ผัดผักที่เราปลูกเองรวมถึงผัดพริกเขียวที่ข้าชอบกินเจ้าค่ะ”
“ดีจริง วันนี้ได้ชิมฝีมือของเจ้าด้วย” ฮูหยินสวี่เอ่ยอย่างมีความสุข แต่ก็ถูกมารดาสะใภ้เอ่ยขัดด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า
“ม่านเอ๋อร์ทำอาหารรสชาติประหลาด ต่างจากที่เราเคยกินนักเจ้าค่ะ เกรงแต่พี่หญิงกับลูกเขยจะกินไม่ได้เสียมากกว่า”
“รสชาติประหลาดอะไรกันท่านแม่ ท่านแม่เองก็ชอบอาหารที่ลูกทำมิใช่หรือเจ้าคะ” หลี่ม่านแย้งมารดาเสียงเง้างอน
“แม่ชอบ ก็ใช่ว่าคนอื่นจะชอบด้วยนี่” หลานตี้เอ่ยเตือนเป็นนัย บุตรสาวจึงทำหน้าเจื่อน เพราะอาหารวันนี้นางเป็นคนทำทั้งหมด จึงเกรงว่าแม่สามีกับสามีจะไม่ถูกใจรสชาติที่นางชอบกิน
“เอาน่า แม่ว่าอาหารที่ม่านเอ๋อร์ทำจะต้องอร่อยแน่”
มารดาสามียังคงเอ่ยเข้าข้างสะใภ้อย่างออกนอกหน้าเช่นเคย ทว่ายังไม่ทันที่ทั้งห้ารวมถึงแม่นมฟางจะได้ลงมือทานอาหาร รายงานจากสาวใช้ก็ทำให้ทั้งหมดต้องหยุดชะงัก
“ท่านหมอเทวดาเหิงมาเยือนกระนั้นหรือ ไป ๆ รีบเชิญเขาเข้ามา” ฮูหยินสวี่เอ่ยเสียงตื่นเต้นทันทีที่รู้ว่าใครมาเยือน
“หมอเทวดาเหิงเป็นใครหรือเจ้าคะ” หลานตี้เอ่ยถาม
“เป็นหมอฝังเข็มที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ข้าเคยส่งคนไปตามหาเขาตั้งแต่เจิ้นเอ๋อร์ล้มป่วยในช่วงปีแรก จนหมดหวังแล้ว นึกไม่ถึงว่าวันนี้เขาจะเดินทางมาด้วยตนเอง”
“ดีจริง อย่างนี้ลูกเขยรักษาอีกหน่อยก็เดินได้แล้วใช่หรือไม่”
“ข้าก็หวังให้เป็นเช่นนั้น” ฮูหยินสวี่เอ่ยก่อนจะรีบลุกออกไปต้อนรับผู้มาเยือนด้วยใบหน้าที่เปี่ยมสุขเหลือคณานับ
หลี่ม่านมองตามร่างของมารดาสามีพลางยิ้มมุมปากอย่างคนรู้อนาคต ‘นางเอกของเรื่องมาแล้วสินะ แบบนี้คงต้องไปดูเสียหน่อยว่าจะงดงามเหมือนที่คนเขียนพรรนณาไว้หรือเปล่า’
