บท
ตั้งค่า

17.แผนระยะยาว

หลี่ม่านหันกลับมาที่แม่นมฟาง ซึ่งท่าทางของนางดูใส่ใจชายหนุ่มคนนี้พอสมควร จากนั้นจึงหันมาหาผู้ที่นั่งคุกเข่าอยู่

“พูดมา ข้าไม่ใช่คนไร้เหตุผล ขอเพียงเจ้าไม่โกหก เจ้ากับน้องจะได้ทั้งยารักษาและที่พักอย่างแน่นอน”

ชายหนุ่มที่มีท่าทางลังเลเงยหน้ามองสตรีที่ให้คำมั่นกับตนด้วยแววตาซาบซึ้ง “ข้ากับน้องสาวไม่เคยทำผิดขอรับ มีแค่ท่านพ่อที่เคยถูกประหารเพราะ... เพราะฆ่าคนขอรับ”

บรรยากาศด้านหน้าเรือนพลันเงียบกริบ แต่เพียงครู่เสียงซุบซิบของบ่าวที่มีไม่กี่คนก็ดังขึ้นจากมุมสวน หลี่ม่านกวดดวงตาคมดุออกไปทันที ทำให้เสียงนั้นเงียบลงทันใด

“เพราะเหตุนี้เจ้ากับน้องจึงถูกไล่ออกจากหมู่บ้านใช่หรือไม่”

“ขอรับ ตัวข้ากับน้องไม่มีญาติที่ไหน ถึงมีก็อัตคัดพอกัน ข้าจึงไม่อยากไปรบกวนขอรับ แต่พอได้ยินข่าวว่าฮูหยินน้อยมียาให้แลกกับอาหาร ข้าน้อยจึงลองมาที่นี่ดูขอรับ เผื่อจะใช้แรงแลกได้”

“ญาติของเจ้าที่กำลังลำบากพอกัน คงเป็นแม่นมฟางสินะ” ครานี้ผู้ที่นั่งนิ่งบนรถเข็นเอ่ยขึ้นมาบ้าง นำพาให้ผู้ที่ยืนประคองนายหญิงต้องรีบทรุดลงคุกเข่าตามหลานชายของตนไปด้วย

“คุณชายบ่าวไม่ได้คิดจะปิดบังนะเจ้าคะ บ่าวเพียงแค่...”

“แม่นมฟางลุกขึ้นเถิด ท่านพี่ก็แค่เอ่ยให้ฟังไม่ได้จะตำหนิ” หลี่ม่านเอ่ยพลางพยุงหญิงวัยกลางคนลุก จากนั้นนางก็หันมาทางชายทั้งสอง ก่อนจะเอ่ยบอกสิ่งที่ตนตัดสินใจออกไป “ส่วนเจ้าสองคนก็ลุกขึ้นได้แล้ว และเรื่องรับเข้าจวน ข้าขอรับแค่หลานของแม่นมฟางเอาไว้ก่อนเพราะสืบรู้ที่มาที่ไปชัดเจน แม้บิดาจะชั่วจนต้องโทษประหาร ก็ใช่ว่าบุตรจะมีความคิดชั่วช้าตามกันไป”

“ละ... แล้วข้าล่ะขอรับ” จี้เชาเริ่มหน้าเสีย

หลี่ม่านหันมาจ้องชายหนุ่มตรงหน้า ซึ่งหน้าตาดีพอสมควร

“ใจข้าอยากให้แค่ยาเจ้าไปรักษาอาการป่วยของพี่ชาย ทว่าอาการเขาเป็นเช่นไรนั้นข้าไม่รู้ คงต้องให้เจ้าพาเขามาที่นี่จึงจะเข้าใจว่าเขาป่วยเป็นอะไร แต่ในขณะที่ข้ารักษาเขา เจ้าก็ทำงานใช้หนี้ไป ทว่าข้าให้เจ้าอยู่ที่นี่ไม่ได้ ต้องรอจนกว่าคำยืนยันจะมาถึงเท่านั้น เจ้าจึงจะมีสิทธิ์อยู่ที่นี่ เข้าใจหรือไม่”

“ข้าน้อยเข้าใจขอรับ ขอบคุณฮูหยินน้อย ขอบคุณคุณชายรอง ขอบคุณฮูหยินใหญ่ ขอบคุณทุกท่านที่เมตตาขอรับ”

ชายหนุ่มโขกศีรษะรัวเร็ว จนหน้าผากแดงเถือกเป็นรอย

“พอเถิด พวกเจ้ารีบกลับไปเอาคนป่วยมาดีกว่า ข้าจะได้ตรวจดูว่าเจ็บป่วยเป็นอันใด แต่บอกก่อนนะว่าข้าไม่ใช่เทพเซียน จะรักษาหายไม่หายก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาแล้ว” หลี่ม่านย้ำก่อนที่พวกเขาจะสาวเท้าออกไปจากลานกว้างหน้าเรือน

“เราเข้าใจขอรับ” ทั้งคู่เอ่ยพร้อมกันย ก่อนจะโค้งคำนับแล้วรีบพากันออกไปรับเอาตัวคนที่นั่งพิงกำแพงอยู่นอกจวนเข้ามา

คล้อยหลังชายหนุ่มทั้งสอง หลี่ม่านก็หันมาทางสามีและแม่สามีรวมถึงมารดาของนางด้วย พวกเขากำลังมองนางด้วยสายตาชื่นชม ส่วนแม่นมฟางก็คุกเข่าลงอีกครา

“ขอบคุณฮูหยินน้อยที่ช่วยรับสองพี่น้องไว้”

“แม่นมลุกขึ้นเถิด ข้าก็แค่พอช่วยได้จึงได้ช่วย เรายังต้องรอดูอีกว่าการรักษาจะเป็นเช่นไร ข้าก็หวังแค่ว่าพวกเขาจะไม่อาการหนักจนเกินไป จนยากต่อการรักษาให้หายขาด”

“ถึงอย่างนั้นบ่าวก็อยากขอบคุณที่รับพวกเขาไว้เจ้าค่ะ ก่อนหน้านี้อาหยางก็มาหาบ่าวอยู่หลายครา ทว่าบ่าวเองยังแทบจะเอาตัวไม่รอด ได้แต่ส่งแค่แป้งปิ้งไปให้หลานประทังชีวิต ในใจยังรู้สึกผิดไม่หายเลยเจ้าค่ะ” แม่นมฟางเอ่ยพลางสะอื้นไห้

“โถ่แม่นม ไยยามนั้นเจ้าจึงไม่บอกข้า”

“ฮูหยินใหญ่ สกุลหานก็ลำบากเพียงนี้ บ่าวจะกล้าเอาเรื่องมาให้ท่านเป็นทุกข์อีกได้เช่นไรกัน” แม่นมฟางเอ่ยบอกตามจริง

หลี่ม่านมองภาพตรงหน้าพลางยิ้มอ่อนเอ็นดู ยามนี้แม่สามีและมารดานางกำลังปลอบประโลมผู้ที่ยืนสะอื้นไห้อยู่

“คิดว่าเจ้าจะไม่ยอมช่วยสองพี่น้องอีกคู่เสียแล้ว” เจิ้นไฉ่เอ่ยขึ้น โดยที่ไม่รู้ว่าด้านหลังตนกำลังทำสิ่งใดกัน

“ตอนที่ท่านพี่เอ่ย ข้าก็ลังเลอยู่นะเจ้าคะ แต่พอเห็นแววตาสิ้นหวังของเขา ข้าก็เข้าใจได้ว่าเขาไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร สิ่งที่กล่าวมาน่าจะเป็นความจริง พอเห็นเขาโขกศีรษะข้าก็ยิ่งสงสาร”

“ถึงอย่างนั้นก็อย่าได้วางใจคนง่าย ๆ รู้หรือไม่” คนบนรถนั่งยังคงกำชับเสียงเข้มแต่ก็ยังแหบพร่าเช่นเคย

“เข้าใจเจ้าค่ะ นี่ก็สายแล้วเราเข้าไปทานอาหารกันดีกว่านะเจ้าคะ ว่าแต่ยาที่ต้มไว้ท่านพี่ดื่มไปหรือยัง”

“ดื่มแล้ว” น้ำเสียงเขาเบาลงมาก

“เช่นนั้นก็เข้าเรือนไปทานอาหารกันเถิด สามสาวหยุดร้องได้แล้วเจ้าค่ะ ไม่หิวกันหรือเจ้าคะ ข้าหิวจนปวดท้องแล้วนะ” เสียงใสเอ่ยเย้าแหย่อย่างน่าตี นำพาให้หญิงวัยกลางคนทั้งสามหันมาทำตาดุใส่อย่างไม่จริงจัง เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความสุขจึงดังขึ้น แม้แต่ผู้ที่อยู่บนรถเข็นก็ได้ยิ้มตามไปด้วย

ขณะที่สือหวนช่วยเข็นรถนั่งให้ผู้เป็นนายเดินตามคนอื่น ๆ ไป เจิ้นไฉ่ก็คอยลอบมองสตรีที่เดินเคียงไปกับเขาอยู่หลายครา

แต่ก่อนที่ทั้งหมดจะได้เข้าประตูเรือนรับรองที่จัดเป็นห้องทานอาหาร สาวใช้ก็รายงานเสียงตื่นว่าสองคนนั้นกลับมาแล้ว

“ท่านพี่ ท่านแม่ทั้งสองพวกท่านทานกันไปก่อนนะเจ้าคะ ข้าขอไปดูคนป่วยก่อน” เอ่ยจบร่างเล็กกสาวเท้าตรงไปยังเรือนพักของตนเพื่อเอาอุปกรณ์การรักษาที่มีเตรียมไว้อยู่ตลอด ขณะนั้นนางก็ตะโกนบอกสาวใช้ให้นำพวกเขาไปที่เรือนอีกหลัง ซึ่งอยู่ห่างจากเรือนที่พักอยู่พอสมควร ท่าทางนางไม่ได้ลังเลแม้แต่น้อย

“เช่นนั้นเราก็มาทานข้าวกันเถิดเจ้าค่ะ ลูกเขยมาเถอะ เจ้ายังป่วยอยู่ควรต้องทานข้าวให้ตรงเวลาแล้วก็กินให้มากหน่อย จะได้ร่างกายแข็งแรงขึ้นมาไวไว” หลานตี้เอ่ยบอกเสียงอ่อน

“ท่านแม่ ท่านไม่ห่วงหลี่ม่านหรือขอรับ นางยังไม่กินอะไรเลยนะ” เจิ้นไฉ่ขมวดคิ้ว พลางจ้องมองมารดาภรรยาอย่างฉงน

“แต่ก่อนก็ห่วง ทว่าหลังๆ มานี้่ม่านเอ๋อร์แข็งแกร่งขึ้นมาก นางเรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่าง จนแม่วางใจไม่นึกห่วงอีกแล้ว อีกอย่างที่นี่คือจวนหานไม่ใช่ป่าเขาไยต้องกังวล หากหิวม่านเอ๋อร์ไม่ยอมปล่อยตนให้อดแน่ ลูกเขยอย่าห่วงไปเลยนะ” หลานตี้บอกกล่าว ก่อนนี้บุตรสาวนางใช้ชีวิตโลดโผนยิ่งกว่ายามนี้เสียอีก

“นี่ม่านเอ๋อร์ขึ้นเขาด้วยหรือ เก่งจริง ๆ” ฮูหยินสวี่ชมคราที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ ใบหน้าหรือก็ยิ้มอย่างปลื้มปริ่ม

“เก่งเจ้าค่ะ ทว่าพอล่าสัตว์มาได้ก็ไม่เคยได้กิน คนบ้านใหญ่ชิงไปทำกินหมด ข้ากับลูกก็ได้กินแต่แป้งปิ้ง” หลานตี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงแค้นใจอยู่นิด ๆ เมื่อนึกถึงเรื่องราวในตระกูลฟานขึ้นมา

ฮูหยินสวี่ก็รีบปลอบ นำพาให้คนมองได้แต่เผยยิ้มมุมปาก มองความสัมพันธ์ของมารดาตนและมารดาภรรยาด้วยความสุข

จากนั้นทั้งสี่ก็เข้าไปด้านในเพื่อทานอาหาร ส่วนสือหวนได้รับคำสั่งให้ไปคอยจับตาดูการตรวจรักษาแทนผู้เป็นนาย แม้จะไม่มีอะไรน่าห่วง เจิ้นไฉ่ก็ไม่อยากประมาทและละเลยจนเกินไป

หนึ่งชั่วยามต่อมา ร่างเล็กของหลี่ม่านก็เดินมายังเรือนหลักของจวน ท่าทางนางไม่ได้ดูเหนื่อยอ่อนอะไรเลย หญิงสาวเพียงแค่บ่นว่าหิวมาก ๆ ก็เท่านั้น ดีที่มารดาเตรียมอาหารไว้ให้แล้ว

มาถึงนางก็ยอบกายลงกินอาหารโดยไม่พูดไม่จา มีสายตาของคนที่รอฟังข่าวมองตามอย่างเอ็นดู เพราะท่าทางของหลี่ม่านนั้นไม่เหลือความเป็นกุลสตรีให้เห็นเลย

ทว่าผู้ที่มองต่างก็ไม่มีใครเอ่ยตำหนิแม้เพียงครึ่งคำ ซ้ำพวกเขายังคอยคีบอาหารและรินน้ำให้อยู่ตลอด จนคนกินนั้นรู้สึกอิ่ม

“หิวมากหรือลูก” ฮูหยินสวี่เอ่ยถามเสียงอ่อน

“มากเลยเจ้าค่ะ ปกติข้าจะกินข้าวแต่เช้าแต่วันนี้วุ่นวายจนไส้กิ่ว นี่ถ้ามีหมูเป็นตัววางอยู่ต่อหน้าข้าก็กินหมดนะท่านแม่” สะใภ้ตัวน้อยเอ่ยตอบแม่สามีอย่างเป็นกันเอง ก่อนจะยกถ้วยชากระดกรวดเดียวหมด จากนั้นจึงผ่อนคลายร่างกาย ด้วยการขยับหันมาเอาหลังพิงไปกับรถเข็นของสามีที่อยู่ข้างกัน

“ดูทำเข้า ไยไม่รู้จักอายท่านพี่ อายแม่สามีบ้าง” หลานตี้ดุบุตรสาวเมื่อเห็นหลี่ม่านทำกิริยาไม่ต่างจากยามที่อยู่กับตน ที่นางตำหนิก็เพราะเกรงคนตระกูลหานจะนึกรังเกียจขึ้นมา

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel