16. ยาแลกอาหาร
หลังจากพูดคุยกับมารดาเข้าใจแล้ว เจิ้นไฉ่ก็ขอให้มารดาจัดห้องพักให้ภรรยาที่เพิ่งแต่งเข้ามาแยกเป็นสัดส่วน
“เหตุใดต้องแยกห้อง” ฮูหยินสวี่เอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ
“ท่านแม่ ข้าไม่อยากเอาเปรียบนาง ในเมื่อความจริงนางไม่ใช่สายเลือดตระกูลฟานที่ควรแต่งเข้ามา งานแต่งนี้ก็ควรจะเป็นโมฆะ วันหนึ่งหากลูก...” คนป่วยเงียบเสียงลงอย่างชั่งใจ
“เจิ้นเอ๋อร์...” ฮูหยินสวี่รู้ดีว่าบุตรจะเอ่ยอะไร
“ท่านแม่ แม้หลี่ม่านจะมียารักษาอาการไอของลูกได้ แต่ก็ใช่ว่านางจะรักษาอาการป่วยและขาของลูกให้หายขาดได้นะขอรับ นางอายุเพียงแค่นี้ คงไม่เก่งกาจถึงขั้นรักษาให้ลูกกลับมาเดินได้กระมัง ลูกไม่อยากรั้งนางให้อยู่ที่นี่ไปจนวันตาย สตรีดี ๆ เช่นนี้ควรพบบุรุษที่ดูแลนางได้ มิใช่คนที่อาจจะตายเมื่อไหร่ก็ได้เช่นลูก” เจิ้นไฉ่เอ่ยเสียงเบา ใช่ว่าเขาจะปรามาสความสามารถภรรยา เพียงแต่เขารู้อาการตนเองดีว่ามันหนักหนาเพียงใด
การเหนี่ยวรั้งให้สตรีที่เพิ่งผ่านวัยปักปิ่น มาจมอยู่กับคนที่ใกล้ตายหรือต้องพิการไปตลอดชีวิตเช่นเขา มันดูเห็นแก่ตัวเกินไป
ฮูหยินสวี่มองบุตรชายอย่างเวทนา นางเข้าใจความรู้สึกผิดและศักดิ์ศรีที่หลงเหลืออยู่ของบุตรชายดี แม้ในใจจะแอบเสียดายสะใภ้ที่เพียบพร้อม ทว่าเมื่อเห็นความตั้งใจอันแน่วแน่ของบุตรชาย นางจึงพยักหน้ารับเบา ๆ เป็นเชิงยินยอมตามคำขอ
เมื่อหลี่ม่านกลับมาจากเรือนพักของมารดา นางก็ถูกสาวใช้พาตัวไปยังห้องพักส่วนตัวที่อยู่ถัดไป มีเพียงระเบียงทางเดินกั้นขวางเอาไว้เท่านั้น ทว่าแทนที่นางจะรู้สึกขัดเคืองใจ
หลี่ม่านกลับแอบลอบยิ้มอย่างโล่งอกและดีใจเสียด้วยซ้ำ เพราะลึก ๆ แล้ว นางก็แอบนึกกังวลใจและทำตัวไม่ถูกกับการร่วมห้องหอหลับนอนกับสามีที่เพิ่งเคยพบหน้ากันในค่ำคืนแรก
หานเจิ้นไฉ่ผู้นี้ สมกับเป็นพระรองผู้แสนดีเสียจริง เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เขาก็ยังอุตส่าห์คิดเผื่อและให้เกียรติกัน
หลังจากถูกพาเข้าห้องแล้ว เด็กสาววัยสิบห้าปีก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงกว้าง ที่สัมผัสได้ถึงความนุ่มสบายของหมอนหนุนและผ้าห่มผืนหนานุ่มที่อบอุ่นกว่าเรือนพักเก่ามากโข และด้วยความอ่อนเพลียจากการเดินทางและเรื่องราวตลอดทั้งวัน ทำให้ ทันทีที่ศีรษะสัมผัสลงบนหมอน นางก็ผล็อยหลับไปเลย
รุ่งอรุณแห่งวันใหม่มาเยือน
หลี่ม่านก็ตื่นขึ้นมาทำกิจวัตรประจำวันตามความคุ้นชินอันดับแรกหลังออกจากห้องนอน หญิงสาวก็ตรงไปต้มยาเตรียมไว้ให้คนป่วย เรียบร้อยแล้วนางก็ชักชวนสาวใช้ออกไปจ่ายตลาด
เวลาผ่านไปไม่กี่เค่อ สองนายบ่าวก็เดินทางกลับมาถึงจวน พร้อมกับวัตถุดิบทำอาหารสดใหม่ และที่ขาดไม่ได้คือเมล็ดพันธุ์ผักสวนครัวนานาชนิดที่นางตั้งใจซื้อหามาเพื่อเตรียมเพาะปลูก
มาถึงจวนหลี่ม่านก็เป็นคนลงมือทำอาหารเอง ท่าทางของนางนั้นคล่องแคล่วมาก อาหารที่ทำออกมาก็ส่งกลิ่นหอมชุยไปทั่ว นำพาบ่าวไพร่ที่เหลือไม่กี่คนถึงกับน้ำลายสอ
เมื่อใกล้ถึงมื้อเช้า นางก็สั่งให้บ่าวไพร่ยกสำรับมาจัดเตรียมตั้งโต๊ะให้เรียบร้อย พร้อมทั้งกำชับสือหวนไว้อย่างหนักแน่นว่า เมื่อคุณชายหานตื่นนอนและทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้ว ให้พาเขานั่งรถเข็นออกมารับอาหารร่วมโต๊ะกับทุกคนที่ด้านนอก
แต่ในระหว่างที่รอให้คนป่วยตื่นนอนและถูกพาตัวออกมา หลี่ม่านก็ไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า นางถือจอบเดินตรงไปยังแปลงดินข้างเรือน เพื่อเริ่มต้นลงมือขุดดินเตรียมทำแปลงปลูกผัก
มีสาวใช้ทั้งสี่ที่ทานอาหารเสร็จสิ้นไปครู่ใหญ่แล้วมาเป็นลูกมือให้ ทว่าทั้งสี่ทำไปก็บ่นไป ตามประสาคนไม่เคยทำงานหนัก
ทว่าพวกนางก็ไม่กล้าขัดขืนหรือหยุดมืออย่างที่ใจคิด เนื่องจากฮูหยินสวี่ได้กำชับไว้อย่างเฉียบขาดแล้วว่า คนในจวนจะต้องให้ความเคารพและเชื่อฟังคำสั่งของฮูหยินน้อยอย่างเคร่งครัด
แต่ในขณะที่หลี่ม่านกำลังง่วนอยู่กับการจัดเตรียมแปลงผัก เสียงพูดคุยและฝีเท้าของผู้คนจำนวนมากก็ดังแว่วมาจากหน้าจวน ลุงเฉินผู้ทำหน้าที่เฝ้าประตูจวน กำลังเดินนำขบวนชาวบ้านเข้ามาด้านใน ซึ่งแต่ละคนต่างก็หอบหิ้วเอาข้าวของมาด้วย
หลี่ม่านจึงต้องวางมือจากการขุดดิน รีบเดินเข้าไปจัดการกับกลุ่มคนที่ตนนัดหมายเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวาน
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ายามนี้ดูคล้ายกับตลาดย่อม ๆ ชาวบ้านจำนวนมากต่างพากันหอบหิ้วข้าวปลาอาหาร พืชผักผลไม้และของกินของใช้สารพัดชนิดมาเข้าแถวรอแลกซื้อโอสถสมุนไพรกันอย่างคึกคัก ไม่นานนักบริเวณลานกว้างก็เต็มไปด้วยกระสอบข้าวสาร ไข่ไก่ ปลาแห้ง และเสบียงอาหารกองพะเนิน
“โอ้โห! เสี่ยวปิง เจ้าดูสิของกินมากมายสารพัดอย่างเลย เช่นนี้เราก็มีอาหารกินกันทั้งเดือนเลยนะ” เสี่ยวชิงเอ่ยอย่างตื่นเต้น
“ใช่ ๆ เราไม่ต้องอดกันแล้ว” สองสาวใช้ที่กำลังช่วยกันขนของเข้าเรือนเอ่ยอย่างปลื้มปีติ จากที่เหนื่อยจากการขุดดินจนต้องปาดเหงื่อ ยามนี้พวกนางกลับยิ้มแป้นจนเห็นฟันขาว
ด้านหลี่ม่านยังคงยืนแจกจ่ายยาให้กับกลุ่มคนชุดสุดท้าย ทว่าขณะนั้นก็มีชายร่างโตสองคนยืนลังเลอยู่ตรงมุมไม่ยอมเข้ามา ในมือของพวกเขาว่างเปล่าไม่มีสิ่งใดติดตัวมาเลย
หลี่ม่านที่สังเกตเห็นท่าทางอึกอักนั้นจึงก้าวเข้าไปหา ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง “พวกเจ้าสองคนยังมีสิ่งใดต้องการอีกหรือไม่ หรือว่ายาที่แลกไปเมื่อครู่ยังไม่พอ”
ชายหนุ่มคนแรกสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะประสานมือคารวะด้วยความเกรงใจ ใบหน้าคมเข้มฉายแววทุกข์ใจอย่างเห็นได้ชัด
“ฮูหยินน้อย ข้าอยากได้ยาไปรักษาน้องสาวที่นอนป่วยเรื้อรังมานานแรมปีขอรับ ทว่าครอบครัวข้าฐานะยากจน ไม่มีทั้งเงินและอาหารหรือข้าวของที่จะนำมาแลกได้ ขอฮูหยินน้อยโปรดเมตตาข้ากับน้องสาวด้วยเถิดขอรับ” เอ่ยแล้วชายหนุ่มผู้นี้ก็ยอบกายคุกเข่าโขกศีรษะอย่างไม่ถือเอาศักดิ์ศรี
ชายหนุ่มคนที่สองรีบก้าวออกมาคุกเข่าด้วย พร้อมเอ่ยอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือไม่แพ้กัน “ข้าเองก็เช่นกันขอรับ พี่ชาย ของข้าป่วยหนักมานานแรมเดือน ไร้ซึ่งเงินทองและอาหารที่จะนำมาแลกเปลี่ยนเช่นกัน ข้ารับจ้างหาเช้ากินค่ำ บางวันก็อดเพราะไม่มีงาน ฮูหยินน้อยขอท่านโปรดเมตตามอบยารักษาแก่ข้าด้วยเถิดขอรับ นับจากนี้หากท่านจะให้ข้าทำอะไร ข้ายินดีทั้งนั้น”
“เจ้าสองคนลุกขึ้นมาก่อนเถอะ ข้าไม่ใช่เทพเซียนกราบไหว้ข้าเช่นนี้จะทำข้าอายุสั้นนะ ลุกขึ้นมาพูดคุยกันดี ๆ เถิด”
ในจังหวะที่หลี่ม่านกำลังใช้ความคิดพิจารณาถึงทางออกอยู่ เสียงล้อไม้บดเบียดกับพื้นหินก็ดังขึ้นให้ต้องหันกลับไปมอง
“ท่านแม่ ท่านพี่” ร่างเล็กย่อกายคารวะ
“เกิดอะไรขึ้นหรือม่านเอ๋อร์” ฮูหยินสวี่เอ่ยถามเสียงอ่อน
“สองคนนี้ไม่มีเงิน ไม่มีอาหารหรือข้าวของมาแลกเจ้าค่ะ”
ฮูหยินสวี่ก้มลงมามองบุตรชายที่นั่งอยู่บนรถเข็น ซึ่งยามนี้แววตาของเจิ้นไฉ่กำลังจับจ้องไปที่ภรรยาตัวน้อยของตน
“แล้วเจ้าคิดว่าควรทำเช่นไร” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยถาม
หลี่ม่านจ้องมองสามี นางรู้ว่าเขากำลังหยั่งเชิงว่านางจะมีใจเมตตาช่วยเหลือคนแบบไม่คิดหวังผลกำไรหรือไม่
เพียงครู่นางก็หันไปหาชายหนุ่มทั้งสองคนที่ยังคงคุกเข่าอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว “ข้าอยากรับสองคนนี้เข้ามาทำงานในจวนของเราเพื่อแลกกับยาและการรักษาเจ้าค่ะ ให้พวกเขานำคนป่วยมารักษาที่นี่ เมื่อหายดีก็ให้อยู่ทำงานเป็นคนของจวนหานไปเลย แต่ทั้งหมดที่ข้ากล่าวมานี้ย่อมต้องถามความคิดเห็นของท่านแม่และท่านพี่รวมถึงพวกเขาสองคนก่อนเจ้าค่ะ”
“ข้าน้อยเต็มใจขอรับ!” ชายทั้งสองรีบเอ่ยพร้อมกัน
“การจะรับคนเข้ามามิใช่จะรับกันง่าย ๆ ก่อนหน้านี้ไม่รู้เขาทำเรื่องอันใดมาบ้าง เจ้าเข้าใจเหตุผลเหล่านี้หรือไม่” เจิ้นไฉ่เตือนภรรยาตัวน้อยของตน เขาเกรงว่านางจะเมตตาผิดคน
“ข้ามีนามว่าจี้เชาขอรับ ข้ากับพี่ชายเคยเป็นทหารที่ค่ายฟางโจว แต่เมื่อสามเดือนก่อนที่นั่นเกิดโรคระบาดขึ้น พี่ชายข้าถูกขับออกจากค่าย เดิมทีพวกเราก็เป็นกำพร้าจึงไม่มีบ้านให้กลับ สุดท้ายก็เร่ร่อนมาอาศัยอยู่ที่เมืองนี้” ชายหนุ่มนามจี้เชารีบเอ่ย
หลี่ม่านหันมาหาสามี “เรื่องนี้ตรวจสอบได้หรือไม่เจ้าคะ”
“คิดว่าได้ ให้หน่วยตรวจการตรวจดูก็พอจะรู้ว่าพื้นเพพวกเขามาจากที่ใด เคยเป็นทหารจริงหรือไม่” เจิ้นไฉ่แนะ
“เช่นนั้นก็รอให้ตรวจสอบดูก่อนค่อยรับเข้ามา” หลี่ม่านเอ่ยกับสามีแล้วจึงหันไปทางชายหนุ่มอีกคนที่นั่งนิ่งอยู่ “แล้วเจ้าล่ะ ความเป็นมาเป็นเช่นไร พอจะบอกได้หรือไม่”
“ขะ... ข้า” ชายหนุ่มมีท่าทางอึกอัก
“เจ้าเคยทำเรื่องไม่ดีมาหรือ” ฮูหยินสวี่จ้องเขม็ง
“ปะ... เปล่าขอรับ ข้าไม่เคยทำเรื่องไม่ดี เพียงแต่...” ชายหนุ่มผู้นี้ยังคงเงียบเสียงลงราวกับมีเรื่องลำบากใจ
“มีอะไรก็พูดมา หากเจ้าไม่ได้ทำผิดจะอ้ำอึ้งทำไม” แม่นมฟางเร่งให้ชายหนุ่มเอ่ยบอกความจริงแก่นายของตน
