15. ถึงเวลาจะหย่าให้
เจิ้นไฉ่ฟังคำภรรยาที่เพิ่งแต่งเข้ามาก็เผลอยิ้มอีกครา สุดท้ายนางเอ่ยไปเอ่ยมา ก็วนกลับมาหาของรางวัลก้อนโตที่หวังจะได้รับยามที่เขาหายดีและกลับไปมีหน้ามีตาอีกครั้ง
“หึหึ เจ้าต้องการแค่เงินรางวัลเท่านั้นหรือ”
“ใจจริงก็อยากได้เรือนสักหลัง บ่าวไพร่สักสี่ห้าคน ที่นาสักแปลงอยู่ติดภูเขาหน่อยก็ดี ข้าจะปรุงยารักษาคน ว่างก็ปลูกพืชผักเลี้ยงไก่เลี้ยงหมูไว้เป็นอาหาร ออกไปตกปลาบ้างในบางครา ขึ้นเขาล่าสัตว์ในบางที สำหรับข้าแค่นี้ก็มีความสุขแล้ว”
หลี่ม่านเอ่ยบอกความต้องการของตนออกไปด้วยรอยยิ้มสดใส เพราะทุกอย่างที่เอ่ยมามันคือสิ่งที่นางปรารถนามาตั้งแต่ชาติก่อน ทว่านักฆ่าที่คอยเอาแต่ชีวิตคนอย่างนางมิอาจทำได้ แม้จะเก่งกาจมีทักษะมากมาย แต่กลับไม่เคยหนีออกจากวงจรอุบาทนี้ได้เลยสักครั้ง กระทั่งตายแล้วมาอยู่ในโลกนิยายนี่แหละ นางจึงคิดว่าจะทำความฝันในโลกปัจจุบันให้กลายมาเป็นจริงเสีย
“คำพูดเจ้า เหมือนไม่คิดจะอยู่ตระกูลหานไปตราบชั่วชีวิต” คำถามที่ตรงไปตรงมานั้นทำเอาคนที่ยิ้มอยู่ถึงกับหุบปากทันที
หลี่ม่านนิ่งอึ้ง พลางจ้องกลับผู้ที่จ้องตนด้วยแววตาวูบไหว ไม่นานนางก็เอ่ยบอกสิ่งที่ตนคิดคำนวนเอาไว้ออกมา “การแต่งงานของเรามันไม่ถูกต้อง และท่านก็รู้แล้วว่าข้ามิใช่สายเลือดตระกูลฟาน อีกทั้งภายหน้าเมื่อท่านหายดี ท่านอาจได้พบเจอกับสตรีที่พึงใจแล้วอยากแต่งนางให้สมเกียรติก็ได้ แต่ทั้งหมดนี้ ข้าก็เพียงแต่เอ่ยเพื่อหาทางรอดให้ตนเองเอาไว้ก่อนก็เท่านั้นเจ้าค่ะ”
เจิ้นไฉ่ที่ตั้งใจฟังทำได้เพียงนิ่งอึ้ง หลี่ม่านเห็นเช่นนั้นก็เอ่ยขึ้นอีก “ทว่าท่านไม่ต้องกังวลไปนะเจ้าคะ วันหนึ่งหากท่านพบสตรีที่พึงใจ อยากแต่งนางเข้าจวนเป็นฮูหยิน ท่านก็แค่เอ่ยปากบอกข้าก็พอ ข้ายินดีจะมอบหนังสือหย่าให้แต่โดยดีเจ้าค่ะ” นางเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะคิกคักออกมาเบา ๆ แล้วเอ่ยต่อหน้าตาเฉย “แต่มีข้อแม้ว่า ก่อนที่ข้าจะก้าวเท้าออกจากจวนตระกูลหาน ท่านต้องมอบเงินก้อนโตให้ข้าไว้สำหรับตั้งตัวก่อนนะเจ้าคะ”
เอ่ยจบนางก็ส่งยิ้มแป้นให้เขาอย่างอารมณ์ดี ท่าทางที่แสดงออกมานั้นจริงใจและเปิดเผยไร้ซึ่งการเสแสร้งแกล้งทำ
ทว่าท่าทางนี้กลับยิ่งเพิ่มความสงสัยระคนมึนงงให้คนฟังหนักขึ้นไปอีก ตกลงแล้วภรรยาหมาด ๆ ผู้นี้คิดอะไรอยู่กันแน่
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ซักถามอันใดต่อ สือหวนบ่าวรับใช้คนสนิทก็สาวเท้าเดินเข้ามาเคาะประตูก่อนจะแจ้งรายงาน
“ฮูหยินน้อย งานที่ท่านสั่งเตรียมพร้อมแล้วขอรับ”
หลี่ม่านพยักหน้ารับ ก่อนจะหันมาทางคนป่วย “อย่าเพิ่งนอนนะเจ้าคะ ข้าไปต้มยาไม่นานประเดี๋ยวกลับมา” เอ่ยบอกเขาแล้วนางก็ขยับผ้าห่มขึ้นคลุมให้จนถึงช่วงอก
จากนั้นร่างระหงก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ทั้งยังหันมาส่งยิ้มให้สามีก่อนจะก้าวเดินตามร่างสูงของสือหวนออกไป
ทิ้งให้หานเจิ้นไฉ่นั่งขมวดคิ้วพร้อมกับจมอยู่กับความมึนงงอย่างไม่เข้าใจ “ไยนางถึงได้ต่างจากผู้คนทั่วไปนัก”
ด้านหลี่ม่านที่สาวเท้าก้าวเดินตามสือหวนออกมายังเรือนครัวด้านหลัง กำลังปล่อยให้ความคิดในหัวแล่นวนไปถึงปฏิกิริยาและแววตาเคลือบแคลงสงสัยของพระรอง
หญิงสาวรู้ดีว่ายามนี้ชายหนุ่มกำลังขบคิดและสงสัยในตัวนางมากเพียงใด โดยเฉพาะเรื่องหย่าที่นางเอ่ยถึง
ทว่าครั้นจะให้นางเอ่ยปากบอกความจริงอันน่าเหลือเชื่อออกไปว่า อีกไม่นานเมื่อร่างกายของเขาหายดีเป็นปกติ ชายหนุ่มก็จะต้องเดินทางไกลเข้าเมืองหลวงเพื่อสอบจอหงวนอีกครั้ง และเขาจะได้พำนักอาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกับนางเอก
จากนั้นก็เกิดเป็นรักข้างเดียวขึ้นมาและไม่อาจรักใครได้อีก หากนางเอ่ยบอกความจริงเหล่านี้ออกไป มีหวังหานเจิ้นไฉ่คงคิดว่านางสติฟั่นเฟือนและคงไม่ยอมเชื่อถือคำพูดก่อนนั้นเป็นแน่
อีกทั้งเมื่อลองพิจารณาดูให้ดีแล้ว เส้นเรื่องในยามนี้ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงไปจากพล็อตเดิมอย่างสิ้นเชิง แทนที่หลี่ฮวาจะได้รับบทบาทนางร้ายที่เป็นฮูหยินของพระรอง ก็กลับกลายเป็นว่าตัวประกอบที่ควรตายกลับมารับตำแหน่งนี้แทน
เมื่อทุกอย่างในโลกใบนี้บิดเบี้ยวทั้งยังเปลี่ยนแปลงไป การวางตัวเป็นเพียงหมอที่ช่วยรักษาอาการพระรอง นี่จึงนับว่าเป็นทางเลือกที่ทำให้พบกับความเสี่ยงน้อยที่สุด
หลังจากต้มยาจนได้ที่ หลี่ม่านก็ยกถาดที่มีถ้วยยาอุ่น ๆ เดินกลับมายังเรือนพักของเจ้าบ่าว ทว่าเมื่อก้าวเท้าเข้ามาด้านใน กลับพบว่าด้านในมีมารดาสามีกับมารดาตนนั่งอยู่ด้วย
เมื่อฮูหยินสวี่เห็นสะใภ้ถือถาดเดินเข้ามา นางก็รีบลุกขึ้นไปรับถาดนั้นมาจากมือด้วยความเอ็นดูระคนเกรงใจ
“ม่านเอ๋อร์ วันนี้เจ้าเหนื่อยมามากพอแล้ว ไปอาบน้ำชำระร่างกายเถิดจะได้พักผ่อน ส่วนเรื่องป้อนยาแม่จะจัดการต่อให้เอง” ฮูหยินสวี่เอ่ยก่อนจะเผยรอยยิ้มอบอุ่นให้สะใภ้ตน
“เจ้าค่ะท่านแม่” หลี่ม่านรับคำอย่างว่าง่าย
จากนั้นนางก็พามารดากลับไปพักยังเรือนที่ถูกจัดเตรียมไว้ สองแม่ลูกช่วยกันจัดเก็บข้าวของสัมภาระที่นำติดตัวมาครู่หนึ่ง ก่อนจะมานั่งพูดคุยเกี่ยวกับหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้
“เจ้าบอกเรื่องทั้งหมดแก่คุณชายหานแล้วหรือ แล้วเขาว่าอย่างไรบ้าง เขาจะไม่ไล่เราออกจากจวนใช่หรือไม่” หลานตี้เอ่ยอย่างเป็นกังวล นางเองก็นึกไม่ถึงว่าบุตรสาวจะบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดโดยไม่คิดปิดบัง แม้แต่เรื่องชาติกำเนิดที่ควรเป็นความลับ
“ไม่เห็นเขามีท่าทีอันใดนะเจ้าคะ แค่นิ่งไปชั่วขณะ หากไม่ต้องการให้อยู่ก็น่าจะเอ่ยออกมาทันทีแล้วเจ้าค่ะ”
“แม่เกรงแต่ว่า เขายังไม่แน่ใจจึงยังไม่เอ่ย”
“ท่านแม่อย่ากังวลเลยนะเจ้าคะ เราไม่ได้เป็นฝ่ายหลอกลวง ภายหน้าหากเขาคิดเอาผิดย่อมเอาผิดตระกูลฟานไม่ใช่เรา”
“เจ้านี่ คิดอะไรง่ายเสียจริง” ผู้เป็นมารดาตำหนิไม่จริงจัง
“เอาน่า ในยามนี้อย่างไรเสียตระกูลหานก็ยังต้องพึ่งพาข้า เราแค่ทำดีให้มาก ให้พวกเขาไม่กล้าไล่เราออกไปก็พอแล้วเจ้าค่ะ”
“เจ้านี่ แต่ละวันไม่รู้ไปสรรหาเล่ห์เหลี่ยมมาจากไหนนัก ไหนจะเรื่องการค้า เรื่องปรุงสมุนไพร ทั้งยังแผนการพวกนี้อีก ม่านเอ๋อร์ ลูกไปเรียนรู้เรื่องพวกนี้มาจากที่ใดกันฮึ” หลานตี้อดถามในสิ่งที่นางสงสัยไม่ได้ หนึ่งปีมานี้บุตรสาวเปลี่ยนไปมากจริง ๆ
หลี่ม่านมองมารดาพลางยิ้มทะเล้นหน้าเป็นใส่ ก่อนจะเอ่ยบอกเสียงสดใส “ท่านแม่รู้หรือไม่ที่ข้าขึ้นเขาทุกวันนั้น ข้าไปพบกับเทพเซียนมา เขาสอนให้ข้าเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมาย บุตรสาวของท่านถึงได้ฉลาดเฉลียวเช่นนี้อย่างไรเล่า”
“เจ้าเด็กคนนี้นี่ พูดจาเหลวไหลขึ้นทุกวันแล้วนะ” มือหยาบกร้านเพราะทำงานหนักมานานยกขึ้นตีแขนบุตรสาวไม่จริงจัง
“ฮ่าฮ่า ท่านแม่ อย่าซักไซ้ข้าเลยนะเจ้าคะ ท่านรู้แค่ว่ายามนี้บุตรสาวเก่งและฉลาดเฉลียวขึ้นก็พอแล้วเจ้าค่ะ ทั้งหมดนี้เป็นคุณไม่ใช่โทษ ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องถามหาเหตุผลนะเจ้าคะ”
“ก็จริงของเจ้า” ผู้เป็นแม่ได้แต่ตอบรับอย่างเถียงไม่ออก
หลี่ม่านเห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยบอกให้มารดาพักผ่อนเสีย นางเองก็เหนื่อยมาทั้งวัน อยากพักแล้วเหมือนกัน
หลังพูดคุยถึงเหตุการณ์ในวันนี้ไปมากมาย หลี่ม่านก็เข้าไปอาบน้ำชำระร่างกายให้แล้วเสร็จก่อนจะกลับเรือนของสามี
ในขณะเดียวกัน หลังจากฮูหยินสวี่ป้อนยาให้บุตรชายจนหมดถ้วยแล้ว เจิ้นไฉ่ก็ตัดสินใจเอ่ยปากเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เขาเพิ่งได้สนทนากับภรรยาไปก่อนหน้านี้ให้มารดาฟังอย่างละเอียด
รวมถึงเรื่องตัวตนที่แท้จริงของนาง และเรื่องที่นางหมายจะหย่าให้เขา หากเขาพบเจอกับสตรีที่พึงใจในภายภาคหน้า
ฮูหยินสวี่นิ่งฟังอย่างตั้งใจ ก่อนจะแย้มยิ้มออกมาบางเบา
“เด็กคนนี้ช่างเป็นคนดีจริง ๆ ทั้งมีเมตตาและมีความกล้า เรื่องใหญ่อย่างตนไม่ใช่สายเลือดตระกูลฟานยังกล้าเอ่ยออกมา ทั้งที่เสี่ยงข้อหาแอบอ้างหลอกลวงอาจถูกจับเข้าคุกได้” ฮูหยินสวี่เอ่ยอย่างชื่นชม หากเป็นคนอื่นอาจจะโมโหที่ถูกหลอก
“ท่านแม่ไม่โกรธนางหรือขอรับ”
“โกรธผู้ที่มอบยาแก้ไอให้เจ้าจนอาการดีขึ้น โกรธที่นางยอมแต่งเข้าจวนที่ตกต่ำจนแม้แต่ข้าวก้นหม้อยังไม่มี หรือโกรธที่นางอาสาเฝ้าหม้อต้มยาให้เจ้า หรือโกรธการเอาใจใส่ที่นางมีต่อเจ้าดีล่ะ เจ้าว่าอย่างไหนหรือที่แม่ควรโกรธนาง”
เจิ้นไฉ่ได้ยินเช่นนั้นก็เผยยิ้มมุมปาก “นั่นสินะ”
