14. ทำดีหวังผล
หลี่ม่านมองหน้าสามีที่กำลังครุ่นคิดอย่างหนัก ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาว่า “เช่นนั้นเรามาพนันกัน ท่านพี่เลิกดื่มยาที่เคยดื่มประจำเสีย แล้วเปลี่ยนมาดื่มยาข้า สิบวันมาดูกันว่าอาการของท่านจะดีขึ้นหรือไม่” หลี่ม่านเอ่ยท้าทายพร้อมกับจ้องหน้าเขาเขม็ง
เจิ้นไฉ่จ้องหน้านางกลับ นำพาความเงียบเข้าปกคลุมทันที แต่เพียงชั่วอึดใจคนป่วยก็ส่งเสียงไอออกมา ทว่าครานี้ไม่ได้ดูทรมานหนักเช่นคราแรกที่พบกัน มือขาวของหลี่ม่านจึงลูบลงที่อกแห้งเหลือแต่กระดูกของเขา พลางเอ่ยปลอบเสียงอ่อน
“อย่าคิดมากเลยเจ้าค่ะ สิ่งที่ต้องทำยามนี้คือรักษาตัวต่างหาก” เอ่ยจบนางก็ถดมือมาหยิบขวดยาในย่ามสะพายที่รับคืนมาจากมารดา ล้วงเอาขวดยาขวดเดิมที่เคยเทให้เขาอมออกมา
“อ้าปากเจ้าค่ะ” นางเอ่ยพลางจ่อเม็ดยาที่ปากเขา
เจิ้นไฉ่ก็อ้ารับเข้าไปอย่างว่าง่าย เพราะสรรพคุณของมันเขาได้เห็นแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องอิดออดอีก
หลังอมยาเพียงครู่เขาก็เอ่ยถามนาง “เจ้าแน่ใจหรือว่าข้าถูกวางยาทำให้ป่วยเรื้อรังเช่นนี้” คำถามยังคงเกี่ยวข้องกับเรื่องสหาย
“เจ้าค่ะ ยานี้ไม่ใช่ยาพิษ แต่เพราะมันเป็นยาที่ไม่ถูกกับโรคตั้งแต่แรก ร่างกายท่านพี่จึงเกิดอาการแทรกซ้อนทำให้ทรุดหนัก คนจัดการเรื่องนี้ไม่ได้อยากให้ท่านตาย เพียงแค่อยากให้ท่านทำสิ่งใดไม่ได้ นอนแห้งอยู่บนเตียงก็เท่านั้น” หลี่ม่านเอ่ยบอกไปตามจริง ซึ่งนางก็รู้ด้วยว่าใครที่ทำเรื่องนี้ ก็นางอ่านถึงตอนที่พระรองรู้ความจริงมาแล้ว และหลังจากนั้นพระรองก็เริ่มเอาคืนตัวร้าย
เจิ้นไฉ่ได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งอึ้งไปอีก ในหัวเขายามนี้นึกถึงใครไม่ได้นอกจากสหายรัก ซึ่งยามนี้ได้เป็นขุนนางในราชสำนักไปแล้ว
สี่ปีก่อนเขาและว่านเหลียนเฉิงเข้าสอบพร้อมกัน ทว่าสหายนั้นมักสอบได้ลำดับที่ต่ำกว่าเขาอยู่เสมอ และการสอบครั้งล่าสุดหากเขาไม่ล้มป่วย สหายที่โตมาด้วยกันคงเข้าไม่ถึงรอบสามคนที่ได้ลำดับสูง ซึ่งมีโอกาสได้เป็นขุนนางในราชสำนักมากที่สุด
“หรือเพราะเหตุนี้เจ้าจึงทำร้ายข้า ทำให้ข้าหมดโอกาสรับราชการเหลียนเฉิง” เสียงพึมพำแฝงความแค้นใจเปล่งออกมาแผ่วเบา มือที่แห้งเหี่ยวกำแน่นจนเห็นกระดูกนูนเด่นชัด
หลี่ม่านมองการกระทำเขาอย่างเข้าใจ การถูกเพื่อนสนิทหักหลังเจ็บแค้นเพียงใดนางรู้ดี มือขาวจึงเอื้อมมากุมมือเขา
พลางบีบเบา ๆ เพื่อให้อีกฝ่ายผ่อนคลายโทสะลง
“รักษาตัวให้หายแล้วค่อยกลับไปเอาคืนคนชั่วนะเจ้าคะ” นางเผยยิ้มอ่อนให้เขา ก่อนจะตั้งท่าลุกเพื่อไปจัดการต้มยา แต่ทว่าคนป่วยกลับพลิกมือแห้งของตนมากุมมือนางไว้
“ข้ามีเรื่องอยากถามเจ้าอีก” เขาจ้องนางนิ่ง
“อะไรหรือเจ้าคะ?” หลี่ม่านขมวดคิ้ว
“เจ้าก็อายุเพียงเท่านี้ เหตุไฉนจึงรอบรู้วิชาแพทย์ล้ำลึกนัก ไหนจะรู้จักวิธีทำรถนั่งประหลาดนั่นอีก เจ้าไปเรียนมาจากที่ใด”
ภรรยาหมาด ๆ ได้ยินดังนั้นก็ส่งยิ้มหวานหยดชวนน่าตีให้เขาทีหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะแผ่วเบาในลำคออย่างอารมณ์ดี
“ก็เพราะว่าข้าเก่งอย่างไรเล่าเจ้าคะ มันแปลกตรงไหนกันข้าเห็นว่าคนบางคนก็มีความฉลาดเฉลียวเป็นเลิศมาตั้งแต่กำเนิด บางคนจดจำและเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ เพียงแค่มองผ่านตาแวบเดียวเท่านั้น ท่านพี่ก็เก่งและเฉลียวฉลาดมาตั้งแต่เด็กมิใช่หรือเจ้าคะ”
หญิงสาวเอ่ยปากชื่นชมความสามารถของตนเองหน้าตาย ซึ่งหากจะกล่าวไปแล้ว มันก็คือความจริงเสียยิ่งกว่าจริง
ตัวตนของหลี่ม่านในโลกปัจจุบันเป็นถึงอัจฉริยะผู้มีไอคิวสูงลิ่วและมีความสามารถรอบด้าน เสียก็แต่อุปนิสัยเดิมเป็นคนเปิดเผยและเชื่อใจคนง่ายเกินไป โดยเฉพาะกับเพื่อนสนิท
มิฉะนั้นนางคงไม่พลาดท่าถูกวางยาพิษ จนต้องจบชีวิตลง
หานเจิ้นไฉ่ที่ได้ยินภรรยาสาวเอ่ยปากชมตนเองหน้าระรื่น มุมปากเขาก็เผลอกระตุกยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว เป็นคราแรกในรอบหลายปีเลยก็ว่าได้ “พูดจาเหลวไหลสิ้นดี...”
สิ้นคำเอ่ยเย้าแหย่เบา ๆ ชายหนุ่มก็เหลือบตามองนางด้วยความหมั่นไส้ ทว่าแววตากลับเจือความเอ็นดูระคนระแวดระวังแฝงอยู่ ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยถามสิ่งที่ยังคงติดค้างคาอีกเรื่อง
“ในเมื่อเจ้ารู้ดีว่าตระกูลหานยามนี้ตกต่ำยากแค้นเพียงใด ไยเจ้าถึงยังยอมตบปากรับคำแต่งเข้ามาที่นี่” ชายหนุ่มหรี่ตามองนางอย่างพินิจ น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาจริงจังไร้ซึ่งการหยอกเย้า “แท้จริงแล้ว เจ้าต้องการอะไรจากตระกูลหานกันแน่”
คำถามที่ซื่อตรงและพุ่งตรงเข้าประเด็นอย่างไม่เกรงใจ ทำเอาหลี่ม่านถึงกับชะงักงันนิ่งค้างไปชั่วขณะ เพราะนางนึกไม่ถึงว่าพระรองที่เจ็บป่วยปางตายผู้นี้ จะยังคงความสุขุมรอบคอบและคอยระแวดระวังจ้องจับผิดนางอยู่ตลอดเวลา
ตามสามัญสำนึกของคนทั่วไปแล้ว ยามที่ตนตกอับและมีชีวิตมืดมนไร้ทางออก ย่อมต้องรู้สึกซาบซึ้งและดีใจที่มีคนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ พร้อมกล่าววาจาไพเราะน่าฟังเพื่อเอาอกเอาใจ ทว่าคนตรงหน้ากลับเลือกที่จะตั้งกำแพงและระแวดระวังอยู่เสมอ
แม้ว่าสภาพร่างกายในยามนี้จะบอบช้ำจนแทบจะไม่มีแรงหายใจอยู่แล้วก็ตาม หานเจิ้นไฉ่ก็ยังคงรักษาความสุขุมเยือกเย็นตามบทบาทและศักดิ์ศรีของตนเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
หลังจากนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่เพื่อเรียบเรียงคำพูด หลี่ม่านก็ตัดสินใจบอกเล่าเรื่องราวความเป็นอยู่ที่ยากลำบากของตนกับมารดา ที่ต้องทนเผชิญมาตลอดหลายปีในเรือนตระกูลฟานให้เขาฟังอย่างหมดเปลือก ราวกับบอกเล่าสารทุกข์สุกดิบกับสหาย
หานเจิ้นไฉ่นั่งฟังเรื่องราวทั้งหมดเงียบ ๆ ผ่านน้ำเสียงที่เรียบเรื่อยแต่มั่นคงของภรรยา ทว่ายิ่งฟังนัยน์ตาคู่คมก็ยิ่งฉายแววซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเขาคาดไม่ถึงว่าสองแม่ลูกเรือนรองตระกูลฟานจะเคยใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความโหดร้าย ทารุณและถูกกดขี่ข่มเหงจากญาติพี่น้องในสายเลือดมากถึงเพียงนี้
แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่ทำเขาอึ้งเท่ากับเรื่องที่นางเอ่ยว่า ความจริงแล้วนางมิใช่สายเลือดแท้ของคนตระกูลฟาน ทว่าเป็นบุตรที่ติดครรภ์มารดามาตั้งแต่ก่อนแต่งงานต่างหาก
นั่นทำให้หานเจิ้นไฉ่นิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ หลังจากฟังเรื่องราวชีวิตของภรรยาหมาด ๆ จบลง ความจริงที่ว่านางมิใช่สายเลือดแท้จริงของตระกูลฟาน อีกทั้งบิดาบังเกิดเกล้าเป็นใครก็มิมีผู้ใดล่วงรู้นั้น ช่างเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายของเขานัก
ในยามที่เขากำลังจมดิ่งอยู่กับความเงียบงัน หลี่ม่านก็ขยับตัวเล็กน้อย ดวงตากลมโตสุกใสมั่นคงจ้องมองตรงมาที่เขาอย่างไร้ความหวาดหวั่น ก่อนจะเอ่ยความจริงที่เหมือนใส่ร้ายออกมาอีก
“คนตระกูลฟานเห็นว่าตระกูลหานตกต่ำอย่างหนัก พวกเขาจึงยัดเยียดงานแต่งนี้เพื่อให้ข้ามารับกรรมแทน ภายหน้าจะได้หาตระกูลที่คู่ควรให้บุตรสาวตนได้ เรื่องเหล่านี้ท่านพี่คงพอมองออกอยู่กระมัง” หลี่ม่านลองหยั่งเชิงเขาในประโยคท้าย
เจิ้นไฉ่เงยหน้าจากการครุ่นคิด สบดวงตาคู่งามของนางนิ่งราวกับกำลังมองหาความจริงใจจากดวงตาคู่นี้
หลี่ม่านเผยยิ้มบาง นางไม่ได้มีท่าทางสะทกสะท้านหวาดหวั่นต่อสายตาเขาเลย “ท่านพี่วางใจเถิด สิ่งที่ข้าต้องการมีเพียงแค่สถานที่ปลอดภัยให้ตัวข้าและท่านแม่ได้พักพิงเท่านั้น ตราบใดที่คนจวนหานปฏิบัติดีและจริงใจต่อเรา ข้าย่อมตอบแทนบุญคุณนี้ด้วยใจจริงเช่นกัน ขอเพียงท่านจงอย่าลืมเลือนว่า ใครกันที่ยื่นมือพยุงท่านให้ลุกขึ้นยืนหยัดได้อีกครั้งในวันที่ล้มไม่เป็นท่า”
“เจ้าจะบอกว่า ที่ช่วยข้าก็เพราะหวังสิ่งตอบแทนในวันหน้ากระนั้นหรือ” เจิ้นไฉ่เอ่ยถามอย่างใจคิด
“เป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ ข้าหวังว่าตระกูลหานจะกลับมารุ่งโรจน์อีกครั้ง ซึ่งข้ามั่นใจว่ามันเป็นไปได้แน่นอน”
สิ้นคำนางก็ยิ้มจนเห็นฟันขาว ดวงตาคู่งามเปล่งประกายความเด็ดเดี่ยวและหนักแน่น เสียจนผู้ที่นั่งมองอยู่ถึงกับนิ่งอึ้ง นำพาให้หัวใจที่ด้านชาและหมดอาลัยตายอยากมาแรมปี เริ่มเกิดระลอกคลื่นไหววูบขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ชายหนุ่มแค่นยิ้มขมขื่นออกมา ก่อนจะเอ่ยถามสิ่งที่ยังคงสงสัยออกมาให้หมดเสีย “เจ้า... คิดว่าอาการป่วยเรื้อรังและสองขาที่ไร้เรี่ยวแรงของข้า จะสามารถหายดีกลับมาเดินได้เป็นปกติ และนำพาตระกูลหานให้กลับมารุ่งโรจน์ได้จริง ๆ อย่างนั้นหรือ”
หลี่ม่านยังคงยิ้มกว้างอย่างมั่นอกมั่นใจ “ท่านต้องหายดีแน่นอนเจ้าค่ะ ตระกูลหานจะต้องกลับมารุ่งโรจน์เกรียงไกรอีกครั้ง ถึงยามนั้นอย่าลืมเงินรางวัลสำหรับหมอเทวดาคนนี้นะเจ้าคะ”
