13. ยาไม่ถูกโรค
บรรดาเถ้าแก่ที่ได้ขวดยาไปก่อนเริ่มคิดคำนวณว่าตนซื้อยาได้ราคาถูกหรือแพงมากกว่าการเสนอขายแบบเป็นเม็ด แต่เมื่อคิดใคร่ครวญดูแล้วเห็นว่าตนได้ถูกกว่าก็ไม่มีใครเอ่ยคัดค้าน
ด้านคนกำลังซื้อน้อย เมื่อได้ยินว่าสามารถนำข้าวสารหรืออาหารมาแลกได้ พวกเขาก็ขยับเข้ามาใกล้อีก
“จะ... จริงหรือฮูหยินน้อย เจ้าให้นำอาหารกับข้าวสารมาแลกกับยาได้จริงหรือ” ชายแก่คนหนึ่งเอ่ยถามเสียงสั่น
“ได้เจ้าค่ะ ทว่าขอเป็นวันพรุ่งนะเจ้าคะ วันนี้ข้าเหนื่อยแล้ว คงรอให้พวกท่านเอาของมาแลกไม่ไหว”
“ได้ ๆ เช่นนั้นวันพรุ่งพวกเราจะมาแต่เช้า” ชายคนเดิมเอ่ยอย่างเป็นสุข เนื่องจากเขาอยากได้ยานี้ไปให้ภรรยามาก
คำเสนอแนะนี้ทำให้ผู้คนที่ลังเลใจต่างพากันกรูเข้ามาลงชื่ออย่างกระตือรือร้น ท่ามกลางสายตาที่ไม่อยากเชื่อของฮูหยินสวี่และแม่นมฟางที่กำลังยืนมองการค้าของสะใภ้ใหม่ตาโต
“ฮูหยินท่านดูสิเจ้าคะ ฮูหยินน้อยขายยาเพียงไม่กี่อึดใจ ก็ได้เงินตั้งหลายตำลึงเชียว เราทำงานกันทั้งเดือนยังไม่ได้เลย”
“นั่นสิ เด็กคนนี้ช่างเก่งกาจเหลือเกิน ทั้งจิตใจดีทั้งรู้จักทำการค้า เป็นบุญของเจิ้นเอ๋อร์เหลือเกิน” ฮูหยินสวี่เอ่ยจากใจ
หลังจัดการเรื่องยาแล้วเสร็จ แขกเหรื่อก็ไปร่วมดื่มฉลองที่ลานหน้าโถงรับรอง มีแม่นมฟางและสาวใช้ที่เฝ้าอยู่ส่วนนั้นดูแล
เมื่อเหลือกันแค่สามคน หลี่ม่านก็หันมาหาแม่สามี พร้อมกับยื่นถุงเงินจำนวนหนึ่งให้ “ท่านแม่เก็บไว้นะเจ้าคะ อยากใช้จ่ายอันใดท่านใช้ได้เลย อย่าได้เกรงใจเป็นอันขาด”
ฮูหยินสวี่รีบยื่นมือออกมาดันถุงเงินนั้นทันที “แม่รับไว้ไม่ได้ นี่เป็นเงินที่เจ้าหามา จะเอามาให้แม่ได้อย่างไรกัน”
“พี่หญิงรับไว้เถิดเจ้าค่ะ นี่เป็นความตั้งใจของม่านเอ๋อร์ ภายหน้าเราสองแม่ลูกยังต้องพึ่งพิงตระกูลหานอีกมาก เงินแค่นี้ไม่ได้มากมายอันใดเลย มีน้อยเราก็แบ่งตามน้อย มีมากเราก็แบ่งตามมากนะเจ้าคะ นับจากนี้ไปเราจะอดและอิ่มไปด้วยกันเจ้าค่ะ” หลานตี้เอ่ยอย่างที่เคยหารือกับบุตรสาวก่อนออกจากตระกูลฟาน
สวี่หลงอี้ได้ยินดังนั้นก็น้ำตาคลอหน่วย ไม่ทันไรมันก็ไหลแหมะลงมาอาบแก้ม จนมารดาสะใภ้ต้องยกมือขึ้นเกลี่ยให้ด้วยความเอ็นดู ต่อมาทั้งคู่ก็โอบกอดกันเพื่อปลอบประโลม
และภาพที่น่าประทับใจที่ปรากฏ ก็ทำให้สือหวนซาบซึ้งจนต้องรีบวิ่งกลับไปรายงานผู้เป้นนายเสียงเครือ
เจิ้นไฉ่นั่งพิงหัวเตียงฟังเรื่องราวที่คนสนิทบอกเล่าอย่างตั้งใจ ความรู้สึกหลายอย่างเริ่มตีตื้นขึ้นมา สตรีที่แต่งเข้ามาเป็นภรรยาเขายังเยาว์อยู่แท้ ๆ เหตุไฉนนางถึงได้เฉลียวฉลาดนัก ทั้งยังมีความรู้เกี่ยวกับวิชาแพทย์เก่งกาจเกินหมอทั่วไปอีก
มากไปกว่านั้นยังมีเมตตาและมีน้ำใจมอบเงินให้มารดาเขา ทั้งที่นางรู้ว่าตระกูลหานลำบากแต่ก็ยังยอมแต่งเข้ามา วันแรกก็หยิบยื่นน้ำใจให้มากมายถึงเพียงนี้ ไม่รู้แท้จริงแล้วนางต้องการอะไร ‘ฟานหลี่ม่าน เจ้าเป็นคนดีอย่างที่เห็น หรือแท้จริงเจ้ามีแผนการอื่นจึงยอมแต่งเข้าจวนที่ตกต่ำของข้า’
เจิ้นไฉ่นึกในใจ เพราะสิ่งที่ภรรยาหมาด ๆ ทำในวันนี้ มันไม่ใช่สิ่งที่คนปกติเขาจะทำกัน เดิมทีเขาก็เป็นคนฉลาดเฉลียว หากไม่ป่วยยามนี้คงได้เป็นขุนนางใหญ่ในเมืองหลวงไปแล้ว
มันจึงไม่แปลกที่ในหัวเขาจะผุดคำถามมากมาย ทันทีที่สังเกตเห็นความแตกต่างในตัวภรรยา ซึ่งส่วนมากสตรีที่เขาเคยพบเห็น ล้วนแต่มองเรื่องเงินทองและชื่อเสียงเป็นสำคัญ
ทว่าผู้ที่อยู่ด้านนอก นางกลับตรงกันข้ามกับสตรีเหล่านั้นที่เขาเคยพบมาเป็นอย่างมาก เรียกว่าฟ้ากับเหวก็ได้
แต่ทว่า... ทุกอย่างที่นางทำยามนี้มันจริงกระนั้นหรือ
ความคิดนี้ยังคงแล่นอยู่ในหัว ทำให้เจิ้นไฉ่คาดว่ามันคงต้องอยู่ไปอีกนาน เพราะเขาไม่อาจวางใจได้จริง ๆ
หลังจากปลอบประโลมแม่สามีจนอารมณ์ผ่อนคลายลงแล้ว หลี่ม่านก็ขอตัวเข้าห้องหอ ก่อนจะเดินมาออกคำสั่งให้สือหวนช่วยจัดเตรียมเตาไฟและหม้อต้มยาให้ ซึ่งบ่าวรับใช้หนุ่มก็รับคำสั่งด้วยความเต็มใจทั้งยังรีบทำตามฮูหยินน้อยเอ่ยบอกอย่างรวดเร็ว
ยามนี้ภายในห้องหอจึงเหลือเพียงบ่าวสาว
จากนั้นหลี่ม่านก็เดินตรงไปที่มุมห้องเพื่อปลดเปลื้องชุดคลุมและเครื่องประดับบนศีรษะออก เหลือเพียงชุดผ้าฝ้ายเรียบง่ายที่คล่องตัว ก่อนจะก้าวขึ้นมานั่งลงที่ขอบเตียง โดยมีคนบนเตียงจ้องมองไม่วางตา ราวกับกำลังจับผิดนางอยู่
ระยะห่างระหว่างนางกับสามีในยามนี้ ใกล้ชิดกันกว่าคราแรกเสียจนช่วงสะโพกนุ่มนวล แนบชิดติดกับต้นขาผอมแห้งของเขาอย่างไร้การถือตัว คนป่วยจึงเกิดอาการประหม่าขึ้นมา
“ขอข้าจับชีพจรดูหน่อยนะเจ้าคะ” น้ำเสียงของนางยังคงนุ่มนวลและเจือไปด้วยความห่วงใยเช่นเคย นิ้วเรียวขาวสะอาดเอื้อมไปกุมข้อมือที่เย็นเหยียบไร้เรี่ยวแรง ขึ้นมาวางไว้บนตักของตนอย่างเบามือ ท่าทางหลี่ม่านไม่มีความรังเกียจแม้แต่น้อย
เจิ้นไฉ่ขยับข้อมือเล็กน้อยด้วยความเก้อเขินและไม่คุ้นชิน ดวงตาคู่คมเผยความหม่นหมองระคนสมเพชตนเอง
“ข้าป่วยเรื้อรังมานานแรมปีแล้ว ร่างกายนี้เกินเยียวยาไม่มีทางรักษาให้หายได้หรอก เจ้าอย่าได้เปลืองแรงและเสียเวลามาใส่ใจข้าเลย” คนป่วยเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่แฝงความปลงตก
หลี่ม่านส่ายหน้าน้อย ๆ นัยน์ตาสุกใสสะท้อนประกายความมุ่งมั่น นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาโดยไม่มีแววตาหวาดกลัวหรือรังเกียจเจืออยู่เลยสักนิด “อย่าเพิ่งด่วนตัดใจไปสิเจ้าคะ ถึงข้าจะไม่ได้เป็นหมอเทวดาที่มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ข้าเชื่อมั่นในตำราและวิชาความรู้ที่ตนมี ข้าจะต้องรักษาโรคของท่านได้แน่”
หลี่ม่านเงยหน้าเผยยิ้มให้เขา ก่อนจะกล่าวต่อด้วยถ้อยคำตรงไปตรงมาจนคนฟังต้องชะงัก “ขอแค่อาการของท่านดีขึ้น ขยับเขยื้อนร่างกายได้บ้าง อย่างน้อยมันก็ดีกว่าการนอนแห้งเหี่ยวรอความตายอยู่บนเตียงไปทั้งปีทั้งชาติไม่ใช่หรือเจ้าคะ”
คำพูดที่จี้ใจดำชนิดที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยต่อหน้าเขาเช่นนี้ กลับไม่ได้ทำให้หานเจิ้นไฉ่นึกเคืองขุ่นใจเลยแม้แต่น้อย กลับกันมันกลับทำให้มุมปากที่แห้งผากเผยยิ้มขมขื่นออกมา เพราะสิ่งที่ภรรยาตัวน้อยเอ่ยออกมานั้น มันคือความจริงอันโหดร้ายที่เขากำลังเผชิญอยู่จริง ๆ เพราะอีกไม่นานเขาก็คงจะแห้งตายคาเตียง
เอ่ยแล้วหลี่ม่านก็นั่งนิ่งตั้งสมาธิเพื่อตรวจชีพจรสามี โดยใช้วิชาแพทย์แผนโบราณที่นางศึกษาเล่าเรียนมาจากตำรา ทั้งในโลกปัจจุบันและจากพรานเฒ่าที่พบเจอกันในป่ายามขึ้นเขา
ซึ่งบางทีทั้งคู่พบกันก็มัวแต่เรียนเรื่องนี้จนไม่ได้ของติดไม้ติดมือลงมา พรานเฒ่าก็ช่างขยันถ่ายทอดวิชาแพทย์ให้นางนัก จนบางคราหลี่ม่านยังคิดว่าเขาต้องเป็นอาจารย์ที่รอบรู้วิชาเหล่านี้มากแน่ ทว่ายามนางเอ่ยถามถึงที่มา พรานเฒ่าผู้นี้ก็เอาแต่หัวเราะไม่ยอมตอบ นับแต่นั้นหญิงสาวก็ไม่ถามอะไรอีก
นิ้วเรียวขาวกดลงตรงจุดชีพจรอยู่ครู่ใหญ่ ซึ่งมันน่าแปลกที่เพียงแค่กดนางก็รับรู้ได้ว่าภายในของสามีที่เพิ่งแต่งกันเจ็บป่วยที่ใดบ้าง ราวกับจุดที่กดนั้นสื่อให้นางรับรู้ความเป็นมาทั้งหมด แต่ถึงกระนั้นคำพูดที่เอื้อนเอ่ยออกมากลับเป็นคำพูดที่ไม่เผยความรู้ความสามารถทั้งหมด ราวกับเกรงว่ามันจะส่งผลเสียมากกว่าดี
หลังจากตรวจชีพจรแล้ว นางก็ยกมือแห้งเหี่ยวของเขากลับไปวางไว้บนตักตามเดิม พร้อมเผยแววตาสะท้อนความมั่นใจและความเข้าใจในโรคภัยของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน
“อาการป่วยเรื้อรังของท่านพี่ แท้จริงแล้วไม่ได้เกิดจากโรค” หลี่ม่านวิเคราะห์ด้วยเสียงฉะฉาน “มันเกิดจากการรักษาที่ไม่ถูกโรคมาเป็นเวลานานมากกว่า ยาที่ท่านกินไปส่งผลเสียต่อร่างกาย”
“หมายความว่าอย่างไร มันคือยาพิษหรือ” เจิ้นไฉ่รีบถาม
“หากยานั้นถูกโรคก็ไม่ใช่ยาพิษ แต่เพราะยาที่จ่ายมาไม่ถูกโรคของท่านพี่ตั้งแต่แรก มันเลยกลายเป็นพิษเจ้าค่ะ” หลี่ม่านเงียบเสียงลง พร้อมมองดูท่าทางคนป่วยที่เริ่มมีใบหน้าเศร้าหม่นลง
“เจ้ากำลังจะบอกว่า ที่ผ่านมาข้าได้รับการรักษาแบบผิด ๆ กระนั้นหรือ” เจิ้นไฉ่จ้องหน้าภรรยาตนเพื่อรอคำตอบ
“เจ้าค่ะ ข้าตรวจดูยาที่ท่านกินเป็นประจำแล้ว มันมีผลเสียต่อโรคที่ท่านเป็น มิได้ช่วยส่งเสริมทำให้อาการดีขึ้นแม้แต่น้อย”
“ปะ... เป็นไปไม่ได้” เจิ้นไฉ่เผยแววตาไม่เชื่อ เพราะคนที่ส่งยามาให้เขาทุกเดือนคือสหายรักที่เติบโตมาด้วยกัน และจนถึงยามนี้สหายผู้นั้นก็ยังส่งเงินมาจุนเจือครอบครัวเขาในบางเดือน
