บท
ตั้งค่า

12. โอกาสมาแล้ว

หานเจิ้นไฉ่ที่กำลังนั่งพิงหัวเตียงอย่างอ่อนระโหยโรยแรง ค่อย ๆ เบนสายตาที่ฉายแววเหนื่อยล้าตามปลายนิ้วและเสียงของมารดา จากนั้นก็หยุดลงที่เก้าอี้มีล้อรูปทรงแปลกตาที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน นัยน์ตาคู่คมสั่นไหวค่อย ๆ เลื่อนขึ้นไปสบเข้ากับดวงหน้างดงามของสตรีผู้เป็นภรรยา ซึ่งยืนสงบนิ่งอยู่หลังสิ่งประดิษฐ์

ทันทีที่สบตากัน หานเจิ้นไฉ่ถึงกับกะพริบตาถี่ด้วยความตกตะลึงระคนไม่แน่ใจ... รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความใส่ใจเช่นนี้ เป็นเพราะนางนึกสมเพชเวทนาเขา หรือเพื่อทำเอาหน้ากับแขกกันแน่

หลี่ม่านเห็นแววตาที่สามีทอดมองมาก็พอเข้าใจ นางจึงก้าวเดินเข้ามายอบกายลงนั่งบนขอบเตียง มือเรียวขาวสะอาดเอื้อมไปกุมมือผอมแห้งเย็นเฉียบของหานเจิ้นไฉ่ไว้แผ่วเบา

สัมผัสอุ่นซ่านที่ถ่ายทอดผ่านปลายนิ้วทำให้ชายหนุ่มชะงักงัน ใจหนึ่งก็อยากดึงออก แต่อีกใจก็รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

‘นางคิดจะทำอะไรอีก’ ชายหนุ่มนึกในใจ

“ท่านพี่ อยากทดลองนั่งเก้าอี้มีล้อออกไปรับลมชมสวนด้านนอกดูสักหน่อยไหมเจ้าคะ” น้ำเสียงของหลี่ม่านยังคงเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนอย่างเสมอต้นเสมอปลาย

หานเจิ้นไฉ่จ้องมองใบหน้างดงามที่เปี่ยมความหวังดีด้วยความรู้สึกสับสนระคนไม่เข้าใจ เขาไม่คุ้นชินกับการได้รับการเอาใจใส่เช่นนี้ ชายหนุ่มจึงทำได้เพียงส่ายหน้าปฏิเสธเบา ๆ เป็นเชิงบอกให้รู้ว่าเขาเหนื่อยล้าเกินกว่าจะขยับเขยื้อนร่างกายแล้ว

เมื่อเห็นความเหนื่อยอ่อนฉายชัดในแววตาคู่คม หลี่ม่านก็ไม่คิดจะคะยั้นคะยอคนป่วย นางพยักหน้ารับด้วยความเข้าใจ ก่อนจะขยับลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ริมฝีปากสีแดงเรื่อเผยยิ้มอ่อนโยนส่งให้เขาอีกครา “ข้าจะออกไปส่งแขก ท่านพี่อย่าเพิ่งนอนนะเจ้าคะ ท่านยังต้องดื่มยารักษาอาการก่อนเข้านอนเจ้าค่ะ” กำชับคนบนเตียงแล้วร่างอรชรบอบบางก็เดินออกไปด้านนอก

มีมารดาสามีเดินตามออกไปพร้อมรอยยิ้มเปี่ยมสุข และภาพเหล่านั้นก็อยู่ในสายตาผู้ที่นั่งอยู่บนเตียงทุกอิริยาบถ

“นึกไม่ถึงว่าฮูหยินน้อยจะใส่ใจคุณชายถึงเพียงนี้นะขอรับ ยาของนางก็ดีมากด้วย ยามนี้ข้าไม่ค่อยได้ยินคุณชายไอเลย” บ่าวรับใช้เอ่ยชมชมจากใจจริง ใบหน้าเขายิ้มไม่ต่างจากฮูหยินสวี่เลย

“นางดีกับข้าเพียงนี้ ไม่รู้ต้องการอะไรกันแน่”

“คุณชาย อย่าว่าบ่าวปากมากเลยนะขอรับ ท่านในยามนี้มีสิ่งใดเอาไปแลกเปลี่ยนกับนางได้กระนั้นหรือ” สือหวนเอ่ยตามตรง แต่พอหันมาเห็นแววตาที่เศร้าหม่นของผู้เป็นนายเขาก็หุบยิ้ม

“นั่นสินะ คนใกล้ตายอย่างข้าจะมีสิ่งใดที่นางต้องการ”

“คุณชาย บ่าวขออภัยขอรับ” สือหวนรีบเอ่ยอย่างรู้สึกผิด

“ช่างเถิด สิ่งที่เจ้าเอ่ยมามันก็ถูกแล้ว เอาล่ะประคองข้านอนลงเถอะ ข้าเหนื่อยเต็มทีแล้ว” คนบนเตียงออกคำสั่ง

“ทว่าฮูหยินน้อยเอ่ยว่าคุณชายต้องดื่มยาก่อนถึงจะนอนได้นะขอรับ รออีกสักหน่อยนะขอรับ ยามนี้นางกำลัง...” สือหวนเอ่ยพลางมองออกไปด้านนอก แล้วเขาก็ชะงักงันกับภาพที่เห็น

“มีอะไร ไยเจ้าทำหน้าเช่นนั้น” ผู้ที่นั่งพิงเตียงขมวดคิ้ว เพราะมุมที่เขาอยู่มันมองไม่เห็นด้านนอกเช่นที่คนสนิทยืนอยู่

“ดูเหมือนมีการพูดคุยซื้อขายบางอย่างกันขอรับ”

“ซื้อขาย? ซื้อขายอะไร” คนป่วยขมวดคิ้วหนักขึ้นไปอีก

“ไม่ทราบขอรับ หากคุณชายอยากรู้ข้าจะออกไปดูให้ขอรับ” สิ้นคำ ร่างสูงของสือหวนก็สาวเท้าออกไปโดยไม่รอคำอนุญาต เพราะเขาเองก็อยากรู้ว่าฮูหยินน้อยกำลังขายอะไรอยู่ด้านนอก

ก่อนหน้านี้ในช่วงที่หลี่ม่านออกมากล่าวขอบคุณแขกที่มาร่วมยินดี ทว่าในจังหวะที่นางกำลังจะผละตัว

ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นท่ามกลางฝูงชนทำให้นางต้องหยุดชะงัก “ฮูหยินน้อยหาน ยาสมุนไพรที่เจ้าให้คุณชายรองกินไปเมื่อครู่ ยังมีหลงเหลืออยู่อีกหรือไม่ พอดีว่ามารดาของข้านางก็มีอาการไอหนักเรื้อรังมานานเช่นกัน หากเจ้าพอจะมีเหลืออยู่บ้าง ช่วยกรุณาแบ่งปันให้ข้าสักหน่อยจะได้หรือไม่”

สิ้นคำของผู้อาวุโส ความหวังของผู้คนรอบข้างก็เหมือนถูกจุดประกายขึ้นมาเช่นกัน พวกเขาต่างก็หูผึ่งขึ้นมาทันที

หลายคนที่มีญาติสนิทมิตรสหายป่วยด้วยอาการเรื้อรังคล้ายคลึงกัน ต่างก็ส่งเสียงเอ่ยถามเซ็งแซ่ บางคนแม้จะไม่ได้มีคนป่วยในบ้าน ก็ยังหมายจะได้ยาสรรพคุณดีนี้ไว้ในครอบครอง เผื่อวันใดเจ็บป่วยขึ้นมา พวกเขาก็มียาดีไว้รักษาแล้ว

หลี่ม่านกวาดตามองผู้คนโดยรอบ สมองอันปราดเปรื่องของนางเริ่มประเมินสถานการณ์ได้ในทันที โอกาสสร้างรายได้ลอยมาตรงหน้า มีหรือที่คนฉลาดเช่นนางจะปล่อยให้หลุดมือไป

เด็กสาวคลี่ยิ้มที่ใช้สำหรับทำการค้าทันที ปรับเปลี่ยนท่าทางให้กลายเป็นแม่ค้าผู้มีความรู้ “ข้าก็พอจะมีแบ่งปันอยู่บ้างเจ้าค่ะ ทว่าสมุนไพรเหล่านี้หายากนัก กว่าข้าจะตระเตรียมและเคี่ยวปรุงจนได้ที่ เป็นเรื่องยากลำบากสุดแสนจะพรรณนา ข้าคงไม่สามารถหยิบยื่นแบ่งปันให้ผู้ใดได้เปล่า ๆ เจ้าค่ะ”

น้ำเสียงจริงจังทั้งยังแฝงการค้านั้น ทำเอาผู้คนรอบข้างรู้ทันทีว่าสตรีตรงหน้าไม่ได้ใจดีอย่างที่พวกเขาคิด

“ฮูหยินน้อยหาน เจ้าจะขายขวดละเท่าไหร่ ว่าราคามาเลย” เสียงหนึ่งตะโกนถามขึ้นด้วยความร้อนรน

“มันคงจะต้องมีราคาแพงมากกระมัง หากแพงเกินไป ข้าคงไม่มีปัญญาซื้อไหวแน่ ๆ” อีกคนเอ่ยอย่างกังวล

“ใช่ ๆ ข้าเองก็เป็นเพียงชาวบ้านหาเช้ากินค่ำ ไม่ได้ร่ำรวยอันใด ฮูหยินน้อยโปรดเมตตาอย่าตั้งราคาสูงนักเลยนะ ถือว่าช่วยคนที่กำลังเจ็บป่วยได้หรือไม่” เสียงบ่นพึมพำเริ่มดังขึ้นประปราย

หลี่ม่านยกยิ้มมุมปากก่อนจะชูขวดยากระเบื้องเคลือบขนาดเล็กขึ้นมาให้ทุกคนได้เห็นถนัดตา จากนั้นนางก็เอ่ยราคาออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ยาขวดนี้มียี่สิบเม็ด หนึ่งขวดสามารถรักษาอาการไอเรื้อรังให้หายขาดได้ เว้นเสียแต่ว่าคนคนนั้นจะป่วยหนักเกินเยียวยาแล้ว แต่ข้าก็รับประกันได้ว่าหากอมยานี้ติดต่อกันทุกวัน อาการไอที่เป็นอยู่แม้ไม่หายขาดก็อาจทุเลาลงกว่าแต่ก่อนเฉกเช่นสามีข้า ฉะนั้นยาดีเช่นนี้จะให้ข้าขายในราคาถูกคงไม่ได้ ยานี้ข้าขอขายในราคา หนึ่งตำลึงเงินต่อหนึ่งขวดเจ้าค่ะ”

ทันทีที่ตัวเลข “หนึ่งตำลึงเงิน” หลุดออกจากปากนาง บรรดาผู้คนที่ส่งเสียงเซ็งแซ่เมื่อครู่ก็ถึงกับนิ่งงันอึ้งไปชั่วขณะ

สำหรับชาวบ้านทั่วไปและครอบครัวที่มีฐานะปานกลาง เงินหนึ่งตำลึงถือว่าเป็นเงินจำนวนที่สูงมากเลยทีเดียว

ทว่าสำหรับผู้ที่มีกำลังซื้อทั้งยังมีญาติป่วยหนัก กลับยอมจ่ายเพื่อแลกกับความทรมานที่อาจจะหายไปของคนในครอบครัว พวกเขาไม่ลังเลใจแม้แต่น้อยกับการต้องควักเงินจ่าย

กลุ่มคนที่พอมีฐานะดีรีบควักถุงเงินยื่นให้อย่างรวดเร็ว ส่วนผู้ที่ยังลังเลและติดขัดเรื่องเงินทองต่างก็ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก มองดูผู้ที่มีเงินเหลือเฟือได้ยาดีไป

หลี่ม่านเห็นท่าทางของชาวบ้านนางจึงเอ่ยเสริมขึ้นด้วยรอยยิ้มการค้าอันชาญฉลาด “หากท่านใดที่ยังขัดสนหรือไม่พร้อมจ่ายเต็มจำนวน ข้ายินดีจะแบ่งขายเป็นแบบเม็ดให้นะเจ้าคะ แต่ใครมีข้าวสารหรืออาหารแห้ง พวกผักเนื้อสัตว์หรือปลาอะไรพวกนั้น นำมาแลกเอาไปให้คนป่วยในเรือนก็ได้ ทว่าของที่นำมาต้องมีราคาเท่ากับห้าสิบเหวินนะเจ้าคะ หนึ่งเม็ดข้าขายห้าสิบเหวิน”

ถ้อยคำประกาศนั้นชัดเจนและเด็ดขาดเป็นอย่างมาก

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel