บท
ตั้งค่า

11. ไม่ใช่ยาวิเศษ

“นั่นสิ มีที่ไหนกันยาที่กินแล้วจะหายไอได้”

เสียงเหน็บแนมนั้นยังคงดังมาเรื่อย ๆ จนลืมไปว่ายามนี้เสียงไอของเจ้าบ่าวเริ่มขาดช่วงลงไปแล้ว จากที่แทบไม่เว้นระยะ ก็เริ่มเหือดหาย ทั้งยังแผ่วเบาไม่หนักหน่วงเช่นคราแรก

เจิ้นไฉ่ที่รับรู้ถึงความเย็นสดชื่นและกลิ่นหอมละมุนที่แผ่ซ่านอยู่ในลำคอ ก้มมองเจ้าสาวของตนที่กำลังเผยยิ้มอ่อนให้

“ดีใช่ไหมเจ้าคะ” นางเอ่ยถามเสียงหวาน

เจิ้นไฉ่จึงพยักหน้าน้อย ๆ ก่อนจะส่งเสียงไอแหบแห้งออกมา ทว่าเสียงนั้นไม่ได้รุนแรงและหนักหน่วงอีกแล้ว

เขารับรู้ว่ารสของสมุนไพรที่ไหลลงสู่ลำคอ ช่วยบรรเทาอาการระคายเคืองที่แผดเผามานานแรมปีได้จริง จากที่เคยต้องไอโขลกอย่างรุนแรงและต่อเนื่องจนแทบขาดใจ บัดนี้ความรู้สึกอยากไอแม้จะคุกรุ่นอยู่ข้างใน แต่มันกลับไม่รุนแรงจนอยากกระแทกไอออกมาเช่นแต่ก่อน แม้จะยังหลงเหลืออาการระคายอยู่บ้าง

ทว่าเสียงไอนั้นกลับไม่ได้หนักหน่วง และแฝงความน่าเวทนาเหมือนคราแรกที่เขาปรากฎกายต่อหน้าแขกเหรื่อ

หลี่ม่านเห็นเช่นนั้นก็เงยหน้าขึ้นไปหาบ่าวชายที่ยืนอยู่ข้างกายผู้เป็นนาย “รินน้ำอุ่นมาให้ข้าที” หลี่ม่านเอ่ยสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาดประหนึ่งนายหญิงผู้เข้มงวด

ชายหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบสาวเท้าตรงไปรินน้ำชามาส่งให้นายคนใหม่ของตนด้วยท่าทางรีบเร่ง

หลี่ม่านรับถ้วยชามาถือไว้ด้วยสองมือ นางขยับเข้าใกล้ร่างที่นั่งห่อเหี่ยวอยู่บนเก้าอี้อีกนิด พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนราวกับกำลังโอ๋เด็กน้อย “จิบน้ำอุ่นสักนิดนะเจ้าค่ะท่านพี่ มันจะช่วยชำระล้างลำคอให้สะอาดขึ้น แต่อย่าเพิ่งกลืนเม็ดยาลงไปนะเจ้าคะ ท่านยังต้องอมมันปล่อยให้ละลายไปเองช้า ๆ เจ้าค่ะ”

สิ้นคำแนะนำอันเปี่ยมไปด้วยความรู้เรื่องแพทย์ หลี่ม่านก็ประคองถ้วยชาขึ้นจ่อริมฝีปากแห้งผากของเขาอย่างเบามือ

คราแรกเจิ้นไฉ่ขยับตัวทำท่าจะยกมือขึ้นมารับถ้วยชาไปดื่มเองด้วยความเกรงใจ ทว่าเรี่ยวแรงอันน้อยนิดที่หลงเหลืออยู่ในร่างกายกลับไม่รักดีเอาเสียเลย มือคู่นั้นสั่นเทาและไร้พละกำลังจนแทบจะถือสิ่งใดไม่ไหว สุดท้ายชายหนุ่มจึงจำต้องยอมทิ้งศักดิ์ศรีและความเก้อเขินที่กำลังปะทุขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว

ปล่อยให้ภรรยาสาวที่อายุน้อยกว่าตนนับสิบปี ป้อนน้ำชาให้ท่ามกลางสายตาของทุกคนในห้องโถงอย่างจำยอม

ผ่านไปเพียงชั่วครู่เมื่อฤทธิ์เย็นเริ่มละลายเข้าสู่ลำคอ เสียงไอโขลกที่แสนทรมานของเจ้าบ่าวก็พลันสงบลง เหลือเพียงเสียงกระแอมแผ่วเบาเล็ดลอดออกมาจากลำคอเป็นพัก ๆ เท่านั้น เรียกว่าไม่หลงเหลือท่าทางของคนใกล้ตายให้เห็นอีกแล้ว

เมื่อเห็นว่าผู้เป็นสามีมีอาการดีขึ้นและพ้นจากความทรมานชั่วคราวแล้ว หลี่ม่านก็คลี่ยิ้มด้วยความโล่งอก นางขยับกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จากนั้นนางก็หันไปหาแม่สื่อดำเนินพิธีการที่เหลือต่อให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว “แม่สื่อเริ่มเถิด ท่านพี่จะได้กลับไปพักผ่อน”

ถ้อยคำที่ยังนึกถึงคนป่วยนั้น ทำเอาฮูหยินสวี่ถึงกับยิ้มอ่อนด้วยความตื้นตันใจ ยามนี้นางน้ำตาคลอไปแล้ว

ขณะนั้นบรรยากาศที่เคยตึงเครียดเพราะคำเหน็บแนม พลันเปลี่ยนเป็นเสียงกระซิบกระซาบของผู้ที่มาร่วมงาน ทว่าครั้งนี้ ถ้อยคำเหล่านั้นหาได้เป็นการเหยียดหยามหรือเย้ยหยันไม่

ส่วนใหญ่ล้วนแต่เอ่ยปากชื่นชมในความรอบรู้วิชาแพทย์อันน่าทึ่ง และความเอาใจใส่ดูแลที่แสนอ่อนโยนของเจ้าสาวตัวน้อยที่มอบให้กับสามี ท่ามกลางสายตาที่มองมาอย่างยกย่อง บางคนถึงกับเอ่ยว่า เหตุใดภรรยาที่บ้านจึงไม่ใส่ใจดูแลเขาเช่นนี้บ้าง

เจิ้นไฉ่ที่ได้ยินทุกสิ่งอย่างชัดเจน ยังคงนั่งนิ่งอย่างไม่เข้าใจ เหตุใดสตรีนางนี้ถึงได้ดีกับตนนัก ทั้งที่สภาพเขาก็เป็นเช่นนี้

‘นางต้องการอะไรจากข้ากันนะ’ คนป่วยนึกอย่างไม่เข้าใจ

จากนั้นเขาและเจ้าสาวก็เริ่มทำพิธีตามขั้นตอนโดยมีคนสนิทคอยช่วยพยุงและจัดแจงท่าทางให้ ซึ่งส่วนมากเจ้าสาวจะเป็นฝ่ายขยับเอง โดยเฉพาะช่วงที่ต้องคำนับกัน

สร้างรอยยิ้มให้กับแขกเหรื่อที่มาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะมารดาของเจ้าบ่าว ซึ่งยามนี้ยิ้มไม่หุบเลยทีเดียว

“แม่นมฟางข้ามีความสุขเหลือเกิน”

“บ่าวก็เหมือนกันเจ้าค่ะ”

เมื่อพิธีแต่งงานอันเรียบง่ายเสร็จสิ้นลง หานเจิ้นไฉ่ก็ถูกบ่าวรับใช้คนสนิทอุ้มกลับไปพักผ่อนยังเรือนส่วนตัว หลี่ม่านจึงหันไปประสานมือเอ่ยถามฮูหยินสวี่แม่สามีด้วยน้ำเสียงนอบน้อม

“ท่านแม่เรื่องที่พักของท่านแม่ข้า ท่านคงจัดเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่” หลี่ม่านแสดงถึงความเป็นห่วงมารดา

ฮูหยินสวี่รีบพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นระคนเอ็นดู

“สะใภ้ไม่ต้องห่วงไปหรอก แม่สั่งให้คนจัดเตรียมห้องพักที่อยู่ติดกับห้องของแม่ไว้เรียบร้อยแล้ว ท่านแม่ของเจ้าพักอยู่เรือนเดียวกันกับแม่ จะสุขจะทุกข์เราก็จะได้เผชิญร่วมกัน”

หลี่ม่านได้ยินดังนั้นก็แย้มยิ้มกว้างด้วยความซาบซึ้งใจ

“ขอบคุณท่านแม่เจ้าค่ะ เช่นนั้นสะใภ้ขอตัวไปดูข้าวของสัมภาระที่ขนติดตัวมาเสียหน่อยนะเจ้าค่ะ พอดีมีบางอย่างที่ข้าตั้งใจทำขึ้นมาให้ท่านพี่ได้ทดลองใช้ดู เผื่อว่าตรงไหนยังใช้งานได้ไม่ดี ข้าจะได้รีบนำมาปรับปรุงแก้ไขเสียแต่เนิ่น ๆ เจ้าค่ะ”

นางตั้งท่าจะหมุนตัวเดินแยกไป ทว่าฮูหยินสวี่กลับเอื้อมมือมาจับแขนรั้งไว้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“เดี๋ยวก่อนสิลูก เจ้าทำอันใดมาหรือ”

ทว่าผู้ที่เอ่ยตอบกลับเป็นมารดาผู้ที่ภูมิใจในตัวบุตรสาวเป็นที่สุด “สิ่งที่ม่านเอ๋อร์ทำนางเรียกว่ารถนั่งเจ้าค่ะ หากฮูหยินอยากรู้ว่ามันหน้าตาเป็นเช่นไร ตามพวกเราไปดูก็ได้นะเจ้าคะ”

ฮูหยินสวี่ได้ยินคำอธิบายที่แปลกหูก็ยิ่งตื่นเต้น นางไม่รอช้ารีบเอ่ยปากให้สะใภ้รีบพาตนไปดูทันที บรรดาแขกที่ได้ยินต่างก็พากันหูผึ่ง หลายคนจึงเอ่ยปากขอตามไปดูสิ่งประดิษฐ์ที่ว่านี้ด้วย

ไม่นานนัก ณ บริเวณลานกว้างหน้าเรือนพักของเจ้าบ่าว เจ้าสาวตัวน้อยก็ปรากฏกายขึ้นพร้อมกับเข็นสิ่งประดิษฐ์ไม้ชิ้นหนึ่งตรงเข้ามาด้วยท่าทางคล่องแคล่ว มันคือรถนั่งสองล้อฝีมือการออกแบบและลงมือทำของนางเอง มีฟานหลานตี้ผู้เป็นมารดานั่งยิ้มเขินอาย เพราะต้องเป็นผู้ทดลองให้ทุกคนดูด้วยตนเอง

เสียงฮือฮาจากบรรดาแขกเหรื่อที่มาร่วมงานดังขึ้นอีกครั้ง และเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงสิ่งประดิษฐ์แปลกตานั้น ก็ดังเล็ดลอดผ่านหน้าต่างเรือนพักของเจ้าบ่าวเข้าไปด้านใน

สือหวน บ่าวรับใช้คนสนิทผู้เติบโตและอยู่เคียงข้างรับใช้ หานเจิ้นไฉ่มาตั้งแต่เด็ก เกิดความสงสัยขึ้นมาว่าข้างนอกนั้นเกิดเรื่องอันใดขึ้น เขารีบสาวเท้าก้าวเดินเข้าไปแง้มหน้าต่างส่องดูเหตุการณ์ภายนอกหมายจะนำกลับมารายงานผู้เป็นนาย

ทว่ายังไม่ทันที่สือหวนจะได้หันหลังกลับไปที่เตียงเพื่อรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ประตูห้องพักก็ถูกเปิดออกเสียก่อน

ฮูหยินสวี่สาวเท้าเดินนำเข้ามาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มสดใส ตามมาด้วยฟานหลานตี้ที่ยืนยิ้มอยู่ข้างรถนั่งประหลาด

“เจิ้นเอ๋อร์ ลูกดูสิว่าน้องนำสิ่งใดมาให้” ฮูหยินสวี่เอ่ยบอกบุตรชายด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นระคนยินดีเป็นนักหนา นับได้ว่านี่เป็นครั้งแรกตลอดห้าปีก็ว่าได้ที่นางยิ้มกว้างเพียงนี้

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel