บท
ตั้งค่า

3

ชิงเหอมองรอยยิ้มบนใบหน้าของพระสนมแล้วขนลุกวาบ ไม่รู้เพราะเหตุใด แต่จู่ ๆ นางก็มีลางสังหรณ์ประหลาด

ตำหนักเย็นที่เงียบเหงามานานหลายปี ดูเหมือนกำลังจะเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นแล้ว

แน่นอนว่า ไม่ใช่เรื่องที่คนปกติควรทำในวังหลวง

แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดผ่านหน้าต่างไม้เก่าที่แตกร้าว เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่ตำหนักเย็นมีเสียงหัวเราะดังขึ้น

"พระสนม ท่านดื่มโจ๊กอีกสักหน่อยเถิดเพคะ"

ชิงเหอยกชามโจ๊กใบเล็กเข้ามา สีหน้าของนางสดใสกว่าสองวันที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด เมื่อคืนนี้นางแทบไม่ได้นอน เพราะตื่นเต้น พระสนมของนางฟื้นแล้วจริง ๆ แม้จะรู้สึกว่าพระสนมเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ชิงเหอไม่ได้คิดมาก คนที่ผ่านความตายมาได้ ย่อมเปลี่ยนไปบ้างเป็นธรรมดา ขอเพียงพระสนมยังมีชีวิตอยู่ นางก็พอใจแล้ว

"อืม"

หูลีบอกตัวเองว่าต่อจากนี้ไปนางคือซูหว่านหนิง นางรับชามโจ๊กมา ก่อนจะมองของเหลวสีขาวขุ่นภายในชามเงียบ ๆ

นี่เรียกว่าโจ๊ก?

นอกจากน้ำแล้วแทบมองไม่เห็นเมล็ดข้าว

หากโยนลงไปในบ่อปลา ปลาคงร้องไห้ด้วยความสงสาร สุดท้ายนางก็ฝืนดื่มจนหมด เพราะร่างนี้ยังอ่อนแออยู่มาก ต้องรีบฟื้นฟูให้เร็วที่สุด

"พระสนม วันนี้สีหน้าท่านดีขึ้นมากเลยเพคะ" ชิงเหอยิ้มจนตาหยี "บ่าวดีใจที่สุดเลย"

ซูหว่านหนิงมองเด็กสาวตรงหน้า ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมบอกว่านางอายุเพียงสิบหกปีเท่านั้น ถูกขายเข้าจวนซูตั้งแต่เด็ก เติบโตมาพร้อมซูหว่านหนิง ยามตระกูลซูล่มสลาย บ่าวรับใช้คนอื่นต่างพากันหนีหมด มีเพียงชิงเหอคนเดียวที่ติดตามเข้าวังมา ถึงจะถูกโยนเข้าตำหนักเย็น บ่าวคนนี้ก็ยังซื่อสัตย์ไม่เคยทอดทิ้ง ยอมอดมื้อกินมื้อไปกับนาง บ่าวดีเช่นนี้หาได้ยากยิ่ง ต่อจากนี้ไป นางจะดีกับชิงเหอให้มากๆ ถือว่าตอบแทนน้ำใจของอีกฝ่าย

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ดวงตาของซูหว่านหนิงก็อ่อนลงเล็กน้อย

"เจ้าลำบากแล้ว"

ชิงเหอชะงัก จากนั้นรีบส่ายหน้าจนมวยผมแทบหลุด

"ไม่ลำบากเพคะ ขอเพียงพระสนมปลอดภัยก็พอแล้ว" พูดจบ นางก็ยิ้มกว้าง รอยยิ้มสดใสราวกับดอกทานตะวัน เป็นรอยยิ้มแห่งความจริงใจและใสซื่อ

ซูหว่านหนิงหัวเราะเบา ๆ มนุษย์ผู้นี้ช่างจิตใจดีเสียจริง เพียงคำพูดไม่กี่คำก็ดีใจจนออกนอกหน้าแล้ว

"จริงสิ!" ชิงเหอเหมือนนึกอะไรขึ้นได้

"พระสนม เมื่อเช้าบ่าวไปขออาหารมาเพิ่ม แต่พวกคนส่งอาหารไม่ยอมให้"

"อืม"

"พวกเขาบอกว่าตำหนักเย็นไม่มีสิทธิ์เรียกร้อง"

พูดถึงตรงนี้ สีหน้าของเด็กสาวก็หม่นลง ซูหว่านหนิงกลับไม่สนใจนัก เพราะนางรู้อยู่แล้ว ในวังหลวงแห่งนี้ คนที่ไม่มีอำนาจย่อมถูกเหยียบย่ำ

แต่ปัญหาคือ อาหารไม่พอ และนั่นเป็นเรื่องใหญ่มาก

โดยเฉพาะสำหรับจิ้งจอกที่ชอบกินอย่างนาง

“เพราะฮ่องเต้สุนัขนั่นแท้ๆ รับข้ามาเป็นสนม ไม่ทันได้เจอหน้า ก็สั่งข้ามาอยู่ตำหนักเย็น ฮ่องเต้เฮงซวย”

“ฮัดเช้ย!” คนที่กำลังนั่งตรวจฎีกาอยู่ถึงกับจามออกมาเพราะโดนด่าโดยไม่รู้ตัว

“ฝ่าบาท พระองค์ไม่สบายหรือพ่ะย่ะค่ะ ให้กระหม่อมตามหมอหลวงไหมพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีใกล้ชิดรีบเอ่ยขึ้น

“ข้าไม่เป็นอะไร จู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีคนนินทา” เขาพึมพำเบา ๆ

“พระองค์ว่าอะไรนะพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมฟังไม่ชัด”

“ไม่มีอะไร” ฮ่องเต้โบกมือไปมาก่อนจะตรวจฎีกาต่อ

ทางด้านตำหนักเย็น

"ชิงเหอ" ซูหว่านหนิงเอ่ยเรียกสาวใช้คนสนิท

"เพคะ?"

"พาข้าไปลานด้านหลัง"

"ตอนนี้หรือเพคะ?"

"อืม"

เด็กสาวรีบประคองนางออกจากห้อง ทันทีที่เดินออกมา ซูหว่านหนิงก็เห็นลานกว้างด้านหลังตำหนัก

วัชพืชขึ้นรกไปหมด ดินแห้งแข็ง ดูรกร้างไร้ผู้คนดูแลมานาน แต่ในสายตาของนาง นี่ไม่ใช่ลานร้าง นี่คือแปลงผักชั้นดีต่างหาก

ซูหว่านหนิงพยักหน้าอย่างพอใจ

"ดี"

"ดีหรือเพคะ?"

"กว้างดี"

"..."

"ปลูกผักได้"

ชิงเหออ้าปากค้าง ปลูกผัก? ในวังหลวง?

พระสนมของนางไข้ขึ้นจนสมองจนเลอะเลือนไปแล้วหรือ

ซูหว่านหนิงไม่ได้อธิบายอะไร นางเดินไปยังมุมหนึ่งของลาน จากนั้นแกล้งย่อตัวลงสำรวจดิน ความจริงแล้วกำลังใช้จิตตรวจสอบมิติวิญญาณ

บ่อน้ำเล็กยังคงอยู่ น้ำใสสะอาดเปล่งประกายแสงจาง ๆ ซูหว่านหนิงแอบดึงน้ำออกมาหนึ่งหยด หยดลงบนพื้นดินอย่างแนบเนียน

ชั่วพริบตา ดินแห้งแข็งก็กลับชุ่มชื้นขึ้นเล็กน้อย หญ้าที่เหี่ยวเฉาพลันดูมีชีวิตชีวาขึ้น ดวงตาของนางสว่างวาบ ได้ผลจริงด้วย น้ำพุวิเศษติดตามนางมาด้วยแบบนี้ คราวนี้ก็สบายใจหายห่วง อย่างน้อยก็ไม่อดตาย

ซูหว่านหนิงลุกขึ้น ก่อนหันไปมองชิงเหอ

"ในตำหนักยังมีเมล็ดพันธุ์บ้างไหม"

"เมล็ดพันธุ์หรือเพคะ"

"อะไรก็ได้"

ชิงเหอคิดอยู่ครู่หนึ่ง

"เหมือนจะมีเมล็ดผักกาดเก่า ๆ ที่บ่าวเก็บไว้อยู่เพคะ" เดิมทีนางตั้งใจเก็บไว้เผื่อวันข้างหน้าจนหมดหนทางจริง ๆ บางทีอาจนำไปแลกอาหารได้ เพราะเมล็ดพันธุ์คือของหายากในแคว้น ใครมีเมล็ดพันธุ์เท่ากับมีอาหาร

"นำมา"

"เพคะ"

เด็กสาววิ่งกลับเข้าไปในตำหนักทันที ไม่นานก็กลับมาพร้อมถุงผ้าเก่าใบหนึ่ง ข้างในมีเมล็ดผักกาดไม่กี่เมล็ด ซูหว่านหนิงรับมาแล้วพยักหน้า

"คืนนี้เราจะปลูกผัก"

ชิงเหอกะพริบตาปริบ ๆ

"คืนนี้?"

"อืม"

"แต่ตอนปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวต้องใช้เวลาหลายเดือนนะเพคะ"

ซูหว่านหนิงยิ้มบาง ๆ

หลายเดือน สำหรับผู้อื่นอาจใช่ แต่สำหรับนาง ไม่จำเป็น เมื่อเห็นรอยยิ้มนั้น ชิงเหอก็เกิดความรู้สึกประหลาดขึ้นอีกครั้ง พระสนมของนางดูมั่นใจเหลือเกิน ราวกับเชื่อจริง ๆ ว่าผักพวกนั้นจะงอกขึ้นมาได้ในพริบตา

เด็กสาวส่ายหน้าเบา ๆ คงเป็นเพราะพระสนมเพิ่งหายป่วย ถึงได้คิดอะไรแปลก ๆ เช่นนี้ แต่ไม่เป็นไร ไม่ว่าพระสนมจะอยากปลูกผัก เลี้ยงไก่ หรือขุดดินเล่น นางก็จะคอยอยู่ช่วยเหลือเคียงบ่าเคียงไหล่ไม่หนีไปไหนแน่นอน เพราะสำหรับชิงเหอแล้ว ขอเพียงพระสนมยังยิ้มได้ ตำหนักเย็นแห่งนี้ก็ไม่หนาวอีกต่อไปแล้ว

คืนนั้น ชิงเหอนอนไม่ค่อยหลับ ไม่ใช่เพราะอากาศหนาว แต่เป็นเพราะพฤติกรรมประหลาดของพระสนม

ก่อนเข้านอน ซูหว่านหนิงยืนอยู่กลางลานร้างด้านหลังตำหนักอยู่นาน

จากนั้นก็ให้ชิงเหอช่วยพรวนดิน ฝังเมล็ดผักกาด แล้วรดน้ำ เมื่อเสร็จแล้ว พระสนมก็กลับเข้าห้องนอนอย่างอารมณ์ดี ราวกับมั่นใจเต็มที่ว่าผักพวกนั้นจะงอกขึ้นมา

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel