2
ลมหนาวพัดแรงจนประตูไม้เก่าส่งเสียงครวญคราง เปลวเทียนที่ใกล้มอดดับพลันลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
ชิงเหอกอดร่างของซูหว่านหนิงไว้แน่น หัวใจเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัว
"เกิดอะไรขึ้น" นางยังพูดไม่ทันจบ ร่างในอ้อมแขนก็ขยับเบา ๆ
ชิงเหอชะงัก นางค่อย ๆ ก้มหน้าลงมอง หญิงสาวที่ควรสิ้นลมหายใจไปแล้วค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาคู่นั้นยังคงเป็นดวงตาของซูหว่านหนิง แต่แววตากลับไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
มันใสกระจ่าง ลึกล้ำ และแฝงประกายประหลาดราวกับสัตว์ป่าที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหลอันยาวนาน
หญิงสาวกะพริบตาช้า ๆ มองเพดานผุพัง มองผ้าห่มผืนเก่าบนตัว มองสาวใช้ที่ร้องไห้จนหน้าตาเปรอะเปื้อน
นางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงแหบพร่าออกมาประโยคหนึ่ง
"มีอะไรกินหรือไม่"
ชิงเหออ้าปากค้าง
"พระสนม?"
หญิงสาวขมวดคิ้วเล็กน้อย คล้ายเพิ่งค้นพบเรื่องสำคัญยิ่งกว่าเรื่องใดในโลก
"ข้าหิว"
ข้าหิว… ประโยคสั้น ๆ เพียงสี่คำทำให้ชิงเหอหยุดร้องไห้ไปชั่วขณะ
สาวใช้ตัวน้อยกะพริบตาปริบ ๆ มองคนบนเตียงราวกับไม่แน่ใจว่าตนเองกำลังฝันอยู่หรือไม่
เมื่อครู่นี้พระสนมของนางยังสิ้นลมหายใจอยู่แท้ ๆ แต่ตอนนี้กลับนั่งอยู่บนเตียงและพูดว่าหิว
"พระสนม?"
นางขมวดคิ้ว เสียงดังเกินไปแล้ว มนุษย์ทุกคนชอบตะโกนใส่หน้าผู้อื่นเช่นนี้หรือ
นางพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่งเต็มที่ ทันทีที่ขยับ ร่างกายก็ส่งเสียงประท้วงขึ้นมาทันที
อ่อนแรง เจ็บปวด เหมือนจะปลิวไปตามลมได้ทุกเมื่อ นางก้มมองมือของตนเอง มือเรียวเล็ก สีขาวซีดจนเห็นเส้นเลือด ไม่ใช่อุ้งเท้า ไม่มีกรงเล็บ ไม่มีขนสีขาวนุ่มสลวย
นางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองด้านหลังโดยอัตโนมัติ
"..." ไม่มี
หางทั้งเก้าหางของนางหายไปหมดแล้ว นางหลับตาลงอย่างเหนื่อยใจ
"สวรรค์..."
ดูเหมือนเคราะห์ครั้งนี้จะหนักกว่าที่คิด ภาพสุดท้ายก่อนหมดสติปรากฏขึ้นในหัว เมฆเคราะห์สีดำปกคลุมทั่วภูเขาศักดิ์สิทธิ์ สายฟ้าสีม่วงนับร้อยสายพุ่งลงมาจากท้องฟ้า อสนีบาตลูกสุดท้ายฟาดลงกลางศีรษะของนางเต็ม ๆ
หลังจากนั้น นางก็ไม่รู้อะไรอีกเลย
ข้าชื่อหูหลี จิ้งจอกเก้าหางที่บำเพ็ญเพียรมานานกว่าพันปี เดิมทีเพียงต้องการผ่านเคราะห์สวรรค์ให้สำเร็จ ใครจะคิดว่าสุดท้ายกลับถูกส่งมาอยู่ในร่างมนุษย์ใกล้ตายเช่นนี้
"พระสนม..." ชิงเหอเรียกอีกครั้ง น้ำตายังคงคลอหน่วยอยู่ในดวงตา
ข้าหันไปมองนาง เด็กคนนี้ร้องไห้เก่งจริง ตั้งแต่ลืมตามาก็ร้องไม่หยุด
"มีอะไร"
ชิงเหอชะงัก พระสนมของนางพูดไม่เหมือนเดิม น้ำเสียงก็ไม่เหมือนเดิม แม้กระทั่งสายตาก็ไม่เหมือนเดิม แต่คนตรงหน้ายังคงเป็นซูหว่านหนิง เป็นใบหน้าเดียวกัน เป็นเสียงเดียวกัน นางจึงได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้
"ท่าน... ท่านฟื้นแล้ว"
หูหลีถอนหายใจ
"ถ้ายังไม่ฟื้น ข้าจะคุยกับเจ้าอยู่แบบนี้หรือ"
ชิงเหออ้าปากค้าง พระสนมเคยพูดเช่นนี้เสียที่ไหน ก่อนที่นางจะได้คิดอะไรต่อ เสียงดังครืดก็ดังขึ้นในห้อง
ครืด...
ชิงเหอก้มมองท้องของคนบนเตียง หูหลีก็ก้มมองเช่นกัน
“ข้าหิวจริง ๆ มีอาหารหรือไม่”
ชิงเหอรีบพยักหน้า
"มีเพคะ!" นางลุกพรวดขึ้นแล้ววิ่งไปที่ตู้ไม้เก่า ๆ จากนั้นจึงนำจานใบเล็กออกมา ในจานมีหมั่นโถวอยู่สองลูก แข็งเสียจนเหมือนหิน
หูหลีมอง หมั่นโถวก็มองนาง เงียบงันอยู่ครู่ใหญ่
"นี่คืออาหาร?"
"เพคะ"
"ของนักโทษหรือ"
ชิงเหอสะอึก
"ของ... ของตำหนักเย็นเพคะ"
หูหลีถอนหายใจยาว มนุษย์ช่างน่าสงสาร อยู่กันลำบากถึงเพียงนี้ สุดท้ายนางก็หยิบหมั่นโถวขึ้นมากัด
คำเดียวแทบฟันหัก หูหลีขมวดคิ้วทันที ร่างนี้อ่อนแอเกินไป ต้องหาอาหารดี ๆ บำรุงก่อน มิฉะนั้นต่อให้ไม่ตายเพราะโรค ก็คงอดตายแทน
ขณะที่กำลังคิดเช่นนั้นเอง จู่ ๆ ความทรงจำจำนวนมหาศาลก็หลั่งไหลเข้ามาในหัว
ซูหว่านหนิง บุตรีของมหาอัครเสนาบดี คุณหนูใหญ่แห่งจวนซู ถูกส่งเข้าวัง ครอบครัวถูกใส่ร้าย บิดาถูกเนรเทศ พี่ชายถูกถอดยศ เจ้าของร่างตรอมใจและล้มป่วย
ก่อนจะสิ้นใจในคืนนี้ ภาพความทรงจำมากมายไหลผ่านดวงตาของนาง ความอบอุ่นของครอบครัว รอยยิ้มของบิดา ความเอ็นดูของมารดา ความรักที่พี่ชายมีให้น้องสาว รวมถึงความสิ้นหวังในคืนสุดท้าย
หูหลีนั่งนิ่งไปนาน นานเสียจนชิงเหอเริ่มกังวล
"พระสนม?"
หูหลีหลุบตาลง ในใจรู้สึกหนักอึ้งเล็กน้อย เจ้าของร่างนี้น่าสงสารจริง นางไม่ได้ทำอะไรผิด แต่กลับต้องตายอย่างเดียวดายในตำหนักเย็น
หูหลีลูบหน้าอกของตนเองเบา ๆ ราวกับยังสัมผัสความเศร้าของเจ้าของร่างเดิมได้
"วางใจเถิด" นางพึมพำเบา ๆ
"ร่างของเจ้า ข้าจะใช้มันให้ดี"
ชิงเหอไม่ได้ยิน จึงเอียงศีรษะอย่างงุนงง แต่หญิงสาวไม่ได้อธิบาย เพราะในขณะนั้นเอง นางสัมผัสบางอย่างได้ บางอย่างที่คุ้นเคยอย่างยิ่ง ดวงตาของนางพลันสว่างขึ้น
หรือว่า นางหลับตาลงแล้วส่งจิตสำรวจภายใน ครู่ต่อมา มุมปากก็ค่อย ๆ ยกขึ้น
ยังอยู่ มันยังอยู่จริง ๆ ภายในมิติวิญญาณของข้า ยังคงมีบ่อน้ำเล็ก ๆ แห่งหนึ่งอยู่เช่นเดิม
น้ำในบ่อใสสะอาดราวผลึกแก้ว เปล่งประกายจาง ๆ ท่ามกลางความมืด สมบัติคู่กายของข้าติดตามมาด้วย เดิมทีข้าคิดว่าต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด แต่เมื่อเห็นบ่อน้ำแห่งนี้ หัวใจก็โล่งขึ้นทันที อย่างน้อยก็ยังไม่ถึงขั้นสิ้นหวัง
นางลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะมองไปรอบตำหนักเย็นอย่างพินิจ หลังคารั่ว กำแพงเก่า ลานกว้างรกร้างด้านนอก ต้นหญ้าขึ้นเต็มไปหมด หญิงสาวจ้องอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นดวงตาก็ค่อย ๆ เป็นประกาย
"ชิงเหอ"
"เพคะ?"
"ลานด้านนอกไม่มีใครใช้ใช่หรือไม่"
สาวใช้กะพริบตา
"เพคะ"
นางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ พื้นที่กว้างไม่น้อย ปลูกผักได้ เลี้ยงไก่ได้ เลี้ยงเป็ดได้ หากจัดการดี ๆ บางทีอาจมีปลากินด้วย ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าตำหนักเย็นแห่งนี้ไม่ได้เลวร้ายเลยสักนิด
