บทย่อ
หลังผ่านเคราะห์สวรรค์ไม่สำเร็จ หูหลี จิ้งจอกเก้าหางพันปีตื่นขึ้นมาในร่างพระชายาผู้อาภัพแห่งตำหนักเย็น ครอบครัวเจ้าของร่างถูกใส่ร้าย ถูกเนรเทศ และตายอย่างเดียวดาย ส่วนนางไม่ได้อยากแก้แค้น ไม่ได้อยากแย่งชิงความโปรดปราน ไม่ได้อยากเป็นฮองเฮา สิ่งเดียวที่นางอยากทำคือปลูกผัก เลี้ยงไก่ กินอิ่ม และนอนสบาย ๆ แต่เหตุใดคนในวังถึงพากันแห่มาดูดวงที่ตำหนักเย็น เหตุใดสนมทั้งวังถึงต่อแถวรอคำทำนาย แล้วเหตุใดฮ่องเต้ผู้เย็นชาที่ไม่เคยเหยียบตำหนักเย็น กลับมาปรากฏตัวที่นี่ทุกวัน หูหลีแค่อยากเป็นปลาเค็ม เหตุใดชีวิตถึงวุ่นวายเช่นนี้!
1
หิมะตกหนักตลอดทั้งคืน ตำหนักเย็นท้ายวังเงียบงันราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก กำแพงสูงปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็ง ประตูไม้เก่าผุพังปิดสนิท ไม่มีโคมไฟ ไม่มีเสียงคน ไม่มีแม้แต่กลิ่นอุ่นของถ่านไฟ มีเพียงลมหนาวที่พัดลอดรอยแตกของหน้าต่างเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่า
บนเตียงไม้เก่าหลังหนึ่ง หญิงสาวร่างบอบบางนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มบางซีด สีหน้าของนางขาวราวกระดาษ ริมฝีปากแห้งแตกจนมีเลือดซึม ลมหายใจแผ่วเบาราวกับจะขาดหายได้ทุกเมื่อ
"พระสนม ท่านเป็นอย่างไรบ้างเพคะ" เสียงเรียกแผ่วเบาดังขึ้นข้างเตียง
ชิงเหอคือสาวใช้ประจำตัวของนาง กำลังนั่งคุกเข่าอยู่ข้าง ๆ มือทั้งสองประคองถ้วยน้ำเย็นที่แทบไม่มีไอร้อนหลงเหลือ ดวงตาแดงก่ำจากการร้องไห้
"พระองค์ดื่มน้ำสักหน่อยเถิดเพคะ"
ซูหว่านหนิงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น นางอยากตอบ แต่ลำคอแห้งผากจนเปล่งเสียงแทบไม่ออก
สามเดือนแล้ว… นับตั้งแต่นางถูกส่งเข้าวังมาในฐานะสนมที่ยังไม่ทันได้เข้าเฝ้าก็ถูกส่งมายังตำหนักเย็น นางไม่ทันได้ถวายตัว ไม่ทันได้เห็นหน้าบุรุษผู้เป็นเจ้าเหนือชีวิตของคนทั้งแผ่นดินด้วยซ้ำ
เพราะในคืนเดียวกันนั้นเอง ข่าวร้ายก็มาถึง ตระกูลซูถูกกล่าวหาว่าขายความลับทางทหารให้แคว้นศัตรู บิดาของนาง มหาอัครเสนาบดีซูเหวินเจิ้ง ถูกปลดจากตำแหน่ง พี่ชายของนาง ซูเฉิงอวี้ แม่ทัพหนุ่มผู้เฝ้าชายแดนมาหลายปี ถูกถอดยศ
ทรัพย์สินทั้งจวนถูกยึด คนทั้งตระกูลถูกเนรเทศไปยังแดนเหนืออันกันดาร
ส่วนนาง...สตรีที่เข้าวังมาแล้ว ไม่อาจส่งคืนจวนเดิมได้อีก เพราะเป็นบุตรีของตระกูลต้องโทษ นางจึงถูกโยนมายังตำหนักอันหนาวเย็นแห่งนี้อย่างเงียบงัน
ไม่มีผู้ใดมาสอบถาม ไม่มีผู้ใดมาปลอบโยน ไม่มีแม้แต่หมอหลวงสักคนที่ยอมเหยียบย่างเข้ามา
"พระสนม ท่านอย่าหลับนะเพคะ"
เสียงของชิงเหอสั่นเครือ ซูหว่านหนิงฝืนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
"ชิงเหอ..."
"เพคะ บ่าวอยู่นี่เพคะ"
"ท่านพ่อไปถึงแดนเหนือแล้วหรือยัง"
ชิงเหอน้ำตาร่วงทันที
"ถึงแล้วเพคะ ท่านอัครเสนาบดีต้องปลอดภัยแน่ ท่านแม่ทัพใหญ่ก็ต้องคุ้มครองทุกคนได้แน่นอนเพคะ"
ซูหว่านหนิงหลับตาลงช้า ๆ ภาพของบิดาปรากฏขึ้นในความทรงจำ
ซูเหวินเจิ้งเป็นขุนนางซื่อตรงมาตลอดชีวิต ไม่เคยรับสินบน ไม่เคยเอนเอียงเข้าฝ่ายใด แม้ต้องล่วงเกินผู้มีอำนาจ เขาก็ยังยืนหยัดอยู่บนความถูกต้อง
ส่วนพี่ชายของนาง ซูเฉิงอวี้ แม้อายุยังน้อย แต่ก็สร้างผลงานในสนามรบมานับครั้งไม่ถ้วน เขาเคยกล่าวกับนางว่า ชีวิตของทหารเป็นของแผ่นดิน ไม่ใช่ของตนเอง
คนเช่นนั้นหรือจะขายความลับทางทหารให้ศัตรู ไม่มีทาง นางไม่เชื่อ ต่อให้คนทั้งใต้หล้ากล่าวว่าตระกูลซูทรยศ นางก็ไม่มีวันเชื่อ
"พวกเขาถูกใส่ร้าย..." ซูหว่านหนิงพึมพำเสียงแผ่ว
"พระสนม..."
"ข้ารู้... ท่านพ่อไม่มีวันทำเช่นนั้น ท่านพี่ก็ไม่มีวันทำ" น้ำตาใสไหลลงจากหางตา
นางอยากมีชีวิตอยู่ อยากออกไปจากตำหนักเย็นแห่งนี้ อยากตามหาหลักฐาน อยากล้างมลทินให้บิดาและพี่ชาย อยากพาท่านแม่กลับบ้าน แต่ร่างกายนี้อ่อนแอเหลือเกิน
สามเดือนในตำหนักเย็น ไม่มีอาหารดี ๆ ไม่มีถ่านไฟ ไม่มีหมอรักษา อาการป่วยเล็กน้อยจึงกลายเป็นไข้หนัก และคืนนี้ นางรู้ดีว่าตนเองคงทนต่อไปไม่ไหวแล้ว
"ชิงเหอ..."
"เพคะ พระสนม"
"หากวันหนึ่งเจ้าพบคนตระกูลซูอีกครั้ง" เสียงของนางเบาจนแทบจางหายไปกับสายลม
"ช่วยบอกพวกเขาว่าหว่านหนิงอกตัญญูนัก"
ชิงเหอส่ายหน้าทั้งน้ำตา
"ไม่เพคะ พระสนมอย่าพูดเช่นนี้"
"ข้ายังไม่ทันได้ล้างมลทินให้ท่านพ่อ ยังไม่ทันได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้ท่านพี่ ยังไม่ทันได้กลับไปกอดท่านแม่อีกครั้ง" นางหอบหายใจอย่างยากลำบาก ปลายนิ้วเย็นเฉียบค่อย ๆ กำผ้าห่มไว้แน่น
"ข้าคงทำไม่ได้แล้ว"
"พระสนม!" ชิงเหอร้องเรียกเสียงหลง รีบจับมือนางเอาไว้แน่น มือนั้นเย็นเหลือเกิน เย็นราวกับหิมะนอกหน้าต่าง
ซูหว่านหนิงมองสาวใช้ที่อยู่เคียงข้างตนมาตั้งแต่เด็ก ดวงตาเต็มไปด้วยความเสียใจ
"ชิงเหอ เจ้าเป็นอิสระแล้ว"
"ไม่เพคะ บ่าวไม่ไปไหนทั้งนั้น บ่าวจะอยู่กับพระองค์"
"อย่าโง่เลย" ซูหว่านหนิงยิ้มบางเบาอย่างไร้เรี่ยวแรง
"หากมีโอกาส จงมีชีวิตอยู่แทนข้า"
ชิงเหอส่ายหน้ารัว น้ำตาไหลอาบแก้ม
"ไม่ พระสนม ท่านต้องมีชีวิตอยู่เองเพคะ ท่านต้องอยู่จนถึงวันที่ตระกูลซูได้รับความเป็นธรรม"
คำว่าความเป็นธรรม ทำให้ดวงตาของซูหว่านหนิงสั่นไหว
ใช่ นางอยากเห็นวันนั้น อยากเห็นชื่อของบิดาถูกล้างมลทิน อยากเห็นพี่ชายสวมเกราะอีกครั้งอย่างสง่างาม อยากเห็นจวนซูกลับมาเปิดประตูต้อนรับแสงตะวัน แต่นางคงไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว
ลมหายใจของนางเริ่มติดขัด เสียงลมหนาวด้านนอกดังขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับเสียงคร่ำครวญของวิญญาณที่ไร้ที่ไป
ซูหว่านหนิงค่อย ๆ หันหน้าไปทางหน้าต่าง หิมะยังคงตก ขาวสะอาด แต่ชีวิตของตระกูลซูกลับถูกสาดด้วยโคลนตมที่ล้างไม่ออก
"ท่านพ่อ" เสียงของนางเบาหวิวราวกระซิบ
"ท่านแม่" น้ำตาของนางไหลลงมาอีกหยด
"ท่านพี่..." นางพยายามยกมือขึ้น แต่ไม่มีเรี่ยวแรง
สุดท้ายมือข้างนั้นก็ตกลงข้างกายอย่างเงียบงัน
"หว่านหนิงขอโทษ" ลมหายใจสุดท้ายขาดห้วงลง ห้องทั้งห้องเงียบสนิท ถ้วยน้ำในมือชิงเหอร่วงตกพื้น แตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ
"พระสนม" ชิงเหอแข็งค้างอยู่กับที่ ครู่ต่อมา นางโผเข้ากอดร่างบนเตียงแล้วร้องไห้ออกมาอย่างสิ้นหวัง
"พระสนม! อย่าทิ้งบ่าวไปเพคะ พระสนม!"
ไม่มีเสียงตอบกลับ มีเพียงร่างเย็นเฉียบที่นอนนิ่งอยู่ในอ้อมแขนของนาง นอกตำหนักเย็น หิมะตกหนักขึ้น ทั่วทั้งวังหลวงยังคงสงบ ไม่มีผู้ใดรู้ว่าในตำหนักร้างท้ายวัง สนมผู้หนึ่งได้สิ้นใจลงอย่างเงียบเชียบ
ทันใดนั้นเอง ท้องฟ้าเหนือวังหลวงพลันสว่างวาบ
เปรี้ยง!
เสียงอสนีบาตดังกึกก้องจนพื้นดินสั่นสะเทือน ชิงเหอสะดุ้งสุดตัว เงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ สายฟ้าสีม่วงผ่าลงมากลางคืนหิมะตก แสงประหลาดส่องลอดหน้าต่างแตกเข้ามาในตำหนักเย็น

