3
หากกิจการไปได้ดี วันหนึ่งนางอาจมีร้านเครื่องหอมเป็นของตัวเอง
เมื่อมีเงิน มีคน และมีเครือข่าย นางก็จะมีโอกาสสืบหาความจริงได้มากขึ้น
ส่วนเรื่องสุดท้าย…
มู่หว่านหว่านหันกลับไปมองถ้วยชาบนโต๊ะ
รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏตรงมุมปาก แต่แววตากลับเย็นลง
ใครก็ตามที่ฆ่าเจ้าของร่างเดิม นางจะต้องหาตัวมันให้พบ
ชีวิตที่ได้รับมาใหม่นี้ นางจะไม่ยอมปล่อยให้ใครพรากไปง่าย ๆ เป็นครั้งที่สอง
มู่หว่านหว่านจึงปักเป้าหมายของตนไว้อย่างชัดเจน
หนึ่ง เอาตัวรอดจากเกมอำนาจภายในจวนอ๋อง
สอง หาเงินจากความรู้เรื่องสมุนไพรและสร้างร้านเครื่องหอมของตนเอง
และสาม ไขปริศนาการตายของเจ้าของร่างเดิมให้กระจ่าง
ไม่ว่าความจริงเบื้องหลังจะเกี่ยวข้องกับใคร นางก็จะต้องขุดมันออกมาให้ได้
เพียงแต่มู่หว่านหว่านยังไม่รู้เลยว่า การฟื้นขึ้นมาจากความตายในครั้งนี้ไม่ได้เปลี่ยนเพียงชะตาชีวิตของนางเท่านั้น
อีกด้านหนึ่งของจวน บุรุษผู้เป็นเจ้าของสถานที่แห่งนี้กำลังเดินทางกลับมา
หลงจิ่งเฉิน… อ๋องสี่ผู้เย็นชาและไม่ชอบให้ผู้ใดเข้าใกล้
บุรุษซึ่งแบกรับพิษเรื้อรังบางอย่างอยู่ในร่างกายมานานหลายปี
และผลจากพิษนั้นทำให้เขาต้องทนทุกข์กับความลับที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
เขาได้ยินเสียงความคิดของผู้คนที่อยู่ใกล้ตัว
แต่ในอีกไม่นาน บุรุษผู้เบื่อหน่ายเสียงในใจของคนทั้งโลกกำลังจะได้พบกับสตรีคนหนึ่ง
สตรีที่ภายนอกดูสงบเสงี่ยมไม่ต่างจากพระชายารองผู้ถูกทอดทิ้ง
แต่เสียงในใจของนางกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
และนับตั้งแต่วินาทีที่หลงจิ่งเฉินได้ยินเสียงนั้น ชีวิตอันเงียบสงบของท่านอ๋องสี่ก็จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป
หลังจากตัดสินใจว่าจะต้องเอาตัวรอด หาเงิน และสืบหาความจริงเรื่องการตายของเจ้าของร่างเดิม มู่หว่านหว่านก็ใช้เวลาตลอดช่วงบ่ายจัดระเบียบสิ่งของภายในเรือนท้ายจวน
ถ้วยชาต้องสงสัยถูกเก็บซ่อนไว้อย่างดี ส่วนหีบไม้เก่าที่มีสัญลักษณ์ประหลาดก็ถูกย้ายไปไว้ในที่ลับตา
“เสี่ยวชุน จำไว้นะ เรื่องถ้วยชากับรอยบนหีบ ห้ามพูดกับใครเด็ดขาด”
“เจ้าค่ะ บ่าวจะปิดปากให้สนิท ต่อให้มีใครเอาเงินมาล่อ บ่าวก็ไม่พูด”
มู่หว่านหว่านปรายตามอง “ถ้าเขาเอาเงินมาล่อ เจ้ารับเงินมาก่อน”
เสี่ยวชุนตาโต “คุณหนู”
“แล้วค่อยกลับมาบอกข้าว่าใครเป็นคนจ่าย”
สาวใช้ตัวน้อยนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนยกนิ้วโป้งขึ้นอย่างชื่นชม “คุณหนูฉลาดจริง ๆ เจ้าค่ะ”
“แน่นอน เงินก็ต้องเอา ความลับก็ต้องเก็บ”
“แต่คุณหนู เมื่อก่อนท่านไม่เคยพูดแบบนี้”
มู่หว่านหว่านชะงักไปเล็กน้อย
แย่แล้ว ลืมไปว่าต้องแสดงเป็นเจ้าของร่างเดิม
นางกระแอมเบา ๆ ก่อนตีสีหน้าเคร่งขรึม “คนเราผ่านความเป็นความตายมาครั้งหนึ่ง ย่อมต้องเปลี่ยนไปบ้าง”
เสี่ยวชุนพยักหน้าหงึก ๆ อย่างเชื่อสนิท
“จริงด้วยเจ้าค่ะ”
มู่หว่านหว่านลอบถอนหายใจ
สาวใช้คนนี้ซุ่มซ่ามก็จริง แต่ข้อดีคือเชื่อคนง่ายเหลือเกิน
ทว่ายังไม่ทันที่นางจะพูดอะไรต่อ เสียงฝีเท้าจำนวนหนึ่งก็ดังมาจากนอกเรือน
เสี่ยวชุนที่กำลังเก็บของอยู่พลันชะงัก
เสียงฝีเท้าเหล่านั้นหนักแน่น เป็นระเบียบ และกำลังตรงมาทางนี้
“ใครมา”
มู่หว่านหว่านถาม เสี่ยวชุนรีบชะโงกหน้าออกไปดู เพียงครู่เดียวก็หันกลับมาด้วยใบหน้าซีดเผือด
“คะ… คุณหนู”
“เป็นอะไร เห็นผีหรือ”
“น่ากลัวกว่าผีอีกเจ้าค่ะ”
“หา”
เสี่ยวชุนรีบวิ่งกลับมา แต่เพราะลนลานจนเกินไป ปลายรองเท้าจึงเกี่ยวขาตัวเอง ร่างเล็กเซไปด้านข้างจนเกือบชนโต๊ะ
มู่หว่านหว่านรีบคว้าแขนนางไว้
“ระวังหน่อย”
“ท่านอ๋องเจ้าค่ะ”
มือของมู่หว่านหว่านชะงัก
“ใครนะ”
“ท่านอ๋องกลับมาแล้ว และกำลังมาทางเรือนของเราเจ้าค่ะ”
มู่หว่านหว่านเงียบไปทันที
ความทรงจำเกี่ยวกับบุรุษผู้นั้นผุดขึ้นในหัว นั่นคือหลงจิ่งเฉิน
อ๋องสี่ผู้มีอำนาจในราชสำนัก และเป็นสามีในนามของเจ้าของร่างนี้
บุรุษที่แทบไม่เคยย่างกรายมายังเรือนท้ายจวน
กลับมาวันไหนไม่กลับ ดันกลับมาตอนนี้
“คุณหนู เร็วเข้าเจ้าค่ะ ต้องออกไปรับเสด็จ”
“รู้แล้ว”
มู่หว่านหว่านจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก
ใจเย็นไว้หว่านหว่าน แค่สามีที่ไม่เคยสนใจภรรยาเอง ไม่มีอะไรน่ากลัว
ถึงจะมีข่าวลือว่าเย็นชา โหดเหี้ยม ใครทำให้ไม่พอใจก็จบไม่สวยก็เถอะ
เดี๋ยวนะ แบบนี้เรียกว่าไม่มีอะไรน่ากลัวตรงไหน
ขณะเดียวกัน บุรุษที่นางกำลังบ่นถึงในใจก็ก้าวเข้ามาใกล้เรือนท้ายจวนมากขึ้นทุกขณะ
หลงจิ่งเฉินสวมอาภรณ์สีดำเข้มปักลวดลายเรียบง่าย เรือนร่างสูงสง่า ใบหน้าคมคายไร้อารมณ์ ดวงตาลึกล้ำเย็นเยียบจนเหล่าบ่าวไพร่ที่เดินผ่านต่างพากันก้มหน้าหลบสายตา
ด้านหลังของเขาคือ เสี่ยวหลิน หัวหน้าองครักษ์คนสนิท
“ท่านอ๋อง จะเสด็จไปเรือนท้ายจวนจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม” คำตอบมีเพียงคำเดียว
เสี่ยวหลินจึงไม่ถามต่อ
หลงจิ่งเฉินเพิ่งกลับจากราชกิจนอกเมืองและได้รับรายงานว่าพระชายารองหมดสติไปเกือบสองวัน ก่อนจะฟื้นขึ้นมาอย่างผิดคาด
เดิมทีเรื่องของมู่หว่านหว่านแทบไม่อยู่ในความสนใจของเขา
แต่การที่คนผู้หนึ่งเกือบเสียชีวิตภายในจวนของตนโดยไม่มีหมอถูกเรียกมาตรวจ ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม
ยิ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นในจวนของเขาเองโดยไม่มีผู้ใดรายงานอย่างจริงจัง หลงจิ่งเฉินจึงตัดสินใจมาดูด้วยตนเอง
ยิ่งเดินเข้าใกล้บริเวณที่มีบ่าวไพร่มากขึ้น คิ้วของเขาก็ยิ่งขมวดแน่น
ท่านอ๋องกลับมาแล้ว เหตุใดไม่มีใครบอกข้าก่อน
สีพระพักตร์น่ากลัวเหลือเกิน อย่าทรงมองมาทางนี้เลย
ได้ยินว่าคนจากเรือนท้ายจวนเกือบตาย ไม่รู้จะเกี่ยวกับเรื่องอะไรหรือไม่
หากท่านอ๋องอารมณ์ไม่ดี พวกเราจะโดนลงโทษด้วยหรือเปล่า
