พระชายาข้ามภพป่วนใจท่านอ๋อง

76.0K · จบแล้ว
B.J.
53
บท
4.0K
ยอดวิว
9.0
การให้คะแนน

บทย่อ

ลืมตาขึ้นมาอีกที หว่านหว่านก็กลายเป็น “มู่หว่านหว่าน” พระชายารองผู้ถูกทอดทิ้งของท่านอ๋องสี่ แถมเจ้าของร่างเดิมยังไม่ได้ป่วยตายธรรมดา แต่มีร่องรอยว่าถูกวางยาพิษปิดปาก ในเมื่อได้ชีวิตใหม่ นางจึงตั้งเป้าเอาไว้ง่าย ๆ แค่สามอย่าง เอาชีวิตรอด หาเงินเปิดร้านเครื่องหอม และลากตัวคนร้ายออกมาให้ได้ แต่แผนทั้งหมดกลับวุ่นวาย เมื่อ “หลงจิ่งเฉิน” ท่านอ๋องผู้เย็นชาและไม่ไว้ใจใคร ดันมีความลับที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ เขาได้ยินความคิดของคนที่อยู่ใกล้ นับจากนั้น ทุกคำบ่น ทุกเสียงด่า และทุกความลับในใจที่หว่านหว่านคิดว่าไม่มีใครได้ยิน จึงเข้าหูเขาหมดไม่มีเหลือ จากพระชายารองที่เขาไม่เคยสนใจ กลับกลายเป็นสตรีเพียงคนเดียวที่เขาอยากอยู่ใกล้ และจากเรื่องเล็ก ๆ ในเรือนท้ายจวน กลับค่อย ๆ เปิดโปงความลับที่โยงไปถึงเงินลับ กองกำลัง และแผนกบฏที่อาจสั่นคลอนทั้งราชบัลลังก์ เมื่อบุรุษผู้ได้ยินความคิดของคนทั้งโลกต้องตกหลุมรักสตรีที่อยากเก็บหัวใจไว้เป็นความลับ สุดท้ายแล้วเขาจะเลือก “อ่านใจนาง” หรือเรียนรู้ที่จะ “เชื่อใจนาง” โดยไม่ต้องได้ยินแม้แต่คำเดียว

นิยายรักโรแมนติกท่านอ๋องนางเอกเก่งรักหวานๆข้ามมิติจีนโบราณโรแมนติกพระชายา

1

ความเจ็บแปลบราวกับมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าสู่โสตประสาท เป็นความรู้สึกแรกที่ปลุกให้มู่หว่านหว่านสะดุ้งเฮือกตื่นขึ้นจากห้วงนิทราอันมืดมิด

นางสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างแรง หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงถี่รัว ขณะที่ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ก่อนจะรีบกวาดมองไปรอบกาย

นี่มัน… ที่ไหนกัน

ภาพตรงหน้าไม่ใช่ห้องทดลองสมุนไพรแบบร่วมสมัยที่นางคุ้นเคย ไม่มีชั้นวางขวดแก้ว ไม่มีเครื่องมือ ไม่มีโต๊ะทดลองที่เต็มไปด้วยตัวอย่างสมุนไพร มีเพียงเตียงไม้เก่า ม่านมุ้งผ้าไหมสีซีด โต๊ะกลมตัวเล็ก และเครื่องเรือนเพียงไม่กี่ชิ้น

แม้ทุกอย่างจะเป็นของใช้แบบจีนโบราณ แต่กลับเรียบง่ายจนเกือบเรียกได้ว่าอัตคัด ไม่มีสิ่งใดบ่งบอกเลยว่าเจ้าของห้องแห่งนี้มีฐานะสูงส่ง

ยังไม่ทันที่มู่หว่านหว่านจะตั้งสติได้ ความเจ็บรุนแรงก็แล่นขึ้นกลางศีรษะอีกระลอก

“โอ๊ย…”

นางยกมือกุมขมับทันที

พร้อมกันนั้น ความทรงจำมากมายที่ไม่ใช่ของตนเองก็ไหลทะลักเข้ามาราวกับเขื่อนแตก

ภาพหญิงสาวในชุดโบราณ

ภาพจวนกว้างใหญ่

ภาพงานอภิเษกที่เย็นชาราวกับเป็นเพียงพิธีตามหน้าที่

ภาพบุรุษผู้หนึ่งในชุดสีดำสนิท ใบหน้าคมคายแต่เย็นชาเสียจนผู้คนไม่กล้าเข้าใกล้

รวมถึงชื่อหนึ่งที่ปรากฏชัดเจนอยู่ในความทรงจำคือหลงจิ่งเฉิน

อ๋องสี่แห่งราชวงศ์ ผู้มีอำนาจอยู่ในมือและมีชื่อเสียงเรื่องความเย็นชา

ส่วนร่างที่นางกำลังครอบครองอยู่ในเวลานี้ก็มีชื่อว่า มู่หว่านหว่าน เช่นเดียวกับนาง

เป็นบุตรีรองแห่งตระกูลมู่ และถูกส่งตัวเข้ามาอภิเษกเป็นพระชายารองของหลงจิ่งเฉิน

ทว่า คำว่า พระชายารอง ฟังดูสูงศักดิ์กว่าความเป็นจริงมากนัก

ตั้งแต่ก้าวเข้าจวนอ๋อง เจ้าของร่างเดิมแทบไม่เคยได้รับความโปรดปราน ถูกส่งมาอยู่เรือนท้ายจวนอันเงียบเหงา บ่าวไพร่ที่ควรได้รับตามฐานะก็ค่อย ๆ ถูกโยกย้ายออกไปทีละคน จนสุดท้ายเหลือเพียงสาวใช้ตัวน้อยคนหนึ่งที่ยังยืนกรานจะอยู่รับใช้

มู่หว่านหว่านนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ ก่อนจะก้มมองมือของตัวเอง นิ้วมือเรียวยาว ผิวขาวซีด รูปร่างบอบบาง ทุกอย่างล้วนไม่ใช่ร่างเดิมของนาง

ข้อสรุปเดียวที่เป็นไปได้จึงผุดขึ้นในหัว

ฉันทะลุมิติมาจริง ๆ เหรอเนี่ย

“คุณหนู”

เสียงหนึ่งดังขึ้นจากหน้าประตู มู่หว่านหว่านหันขวับไปมอง

“คุณหนูฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ”

เด็กสาวร่างเล็กที่กำลังถืออ่างน้ำอยู่ถึงกับตาโต ก่อนจะรีบวิ่งพรวดเข้ามาหา แต่เพราะรีบร้อนเกินไป ปลายรองเท้าจึงเกี่ยวชายกระโปรงตัวเองจนร่างเซไปข้างหน้า

“ว้าย” น้ำในอ่างกระฉอกออกมาเกือบครึ่ง

มู่หว่านหว่านมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าพูดไม่ออก

ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมบอกนางทันทีว่าเด็กสาวผู้นี้คือ เสี่ยวชุน สาวใช้คนสนิทเพียงคนเดียวที่ยังเหลืออยู่

เสี่ยวชุนรีบวางอ่างน้ำลงแล้วถลาเข้ามาข้างเตียง ดวงตาแดงก่ำ น้ำตาคลอจนแทบไหล

“บ่าวตกใจแทบตาย คุณหนูนอนหลับไปข้ามวันข้ามคืน เรียกอย่างไรก็ไม่ตื่น ชีพจรก็อ่อนลงเรื่อย ๆ บ่าวนึกว่าคุณหนูจะ... จะทิ้งบ่าวไปเสียแล้ว”

พูดจบน้ำตาก็ไหลพรากทันที

มู่หว่านหว่านมองสาวใช้ตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจเบา ๆ

อย่างน้อยในสถานที่ประหลาดแห่งนี้ก็ยังมีคนหนึ่งที่เป็นห่วงเจ้าของร่างนี้จริง ๆ

“พอแล้ว อย่าร้อง ข้ายังไม่ตาย”

“แต่คุณหนู…”

“ถ้าเจ้าร้องมากกว่านี้ ข้ายังไม่ทันตายเพราะป่วยก็คงปวดหัวตายเพราะเสียงร้องของเจ้าก่อน”

เสี่ยวชุนชะงัก น้ำตาที่กำลังจะไหลอีกระลอกหยุดค้างกลางทาง ก่อนจะรีบยกแขนเสื้อเช็ดหน้า

“คุณหนูยังพูดเช่นนี้ได้ แสดงว่าคงดีขึ้นแล้วจริง ๆ เจ้าค่ะ”

มู่หว่านหว่านเกือบหลุดหัวเราะ

นางพยุงตัวขึ้นนั่งพิงหัวเตียงแล้วสูดลมหายใจลึก พยายามจัดระเบียบความทรงจำที่ยุ่งเหยิงอยู่ในหัว

“เสี่ยวชุน ข้าหลับไปนานเท่าใด”

“เกือบสองวันเจ้าค่ะ”

“สองวัน”

มู่หว่านหว่านพึมพำ

“ก่อนหน้านั้นข้ามีอาการอย่างไร”

เสี่ยวชุนขมวดคิ้ว พยายามนึกย้อนกลับไป “ตอนแรกคุณหนูบอกว่าเหนื่อยนิดหน่อย แล้วก็แน่นหน้าอก มือเท้าไม่มีแรง บ่าวจะไปตามหมอ แต่คุณหนูบอกไม่ต้อง เพราะคิดว่าพักสักครู่คงดีขึ้น ใครจะรู้ว่าหลังจากนั้นไม่นานคุณหนูก็หมดสติไปเลยเจ้าค่ะ” คำตอบนั้นทำให้แววตาของมู่หว่านหว่านเปลี่ยนไปเล็กน้อย

“ก่อนหมดสติ ข้ากินอะไร”

“อาหารเย็นตามปกติเจ้าค่ะ แล้วก็…”

เสี่ยวชุนหยุดคิด

“น้ำชา”

มู่หว่านหว่านพูดขึ้นเสียก่อน

ความทรงจำช่วงสุดท้ายของเจ้าของร่างเดิมกำลังกลับมาชัดเจนขึ้น มือที่ยกถ้วยชา รสขมประหลาดที่ปลายลิ้น ความรู้สึกแน่นหน้าอก หัวใจเต้นผิดจังหวะ แขนขาอ่อนแรง

จากนั้นภาพทุกอย่างก็ดับวูบ

มู่หว่านหว่านหันมองโต๊ะข้างเตียงทันที

ถ้วยกระเบื้องใบหนึ่งยังคงวางอยู่ตรงนั้น

“ถ้วยนั่นยังไม่ได้ล้างหรือ”

เสี่ยวชุนมองตาม “ยังเจ้าค่ะ ตอนคุณหนูหมดสติ บ่าวตกใจจนทำอะไรไม่ถูก หลังจากนั้นก็เฝ้าคุณหนูตลอด จึงยังไม่ได้เก็บของในห้อง”

“เอามาให้ข้า”

เสี่ยวชุนรีบหยิบถ้วยส่งให้

มู่หว่านหว่านรับมาถืออย่างระมัดระวัง ที่ก้นถ้วยยังมีคราบน้ำชาติดอยู่เล็กน้อย และบริเวณขอบด้านในมีตะกอนสีคล้ำบางอย่างเกาะอยู่

นางขยับถ้วยเข้าใกล้จมูก สูดกลิ่นเพียงเล็กน้อย คิ้วเรียวงามพลันขมวดเข้าหากัน

กลิ่นชาแทบกลบทุกอย่างจนหมด แต่สำหรับคนที่เติบโตมากับครอบครัวซึ่งทำผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร และคลุกคลีกับวัตถุดิบหลากหลายชนิดมาตั้งแต่เด็ก กลิ่นผิดปกติที่หลงเหลืออยู่ในถ้วยย่อมไม่อาจหลุดรอดไปได้ง่าย ๆ