บทที่ 4 - 3
"ห้ามก่อกองไฟเด็ดขาด! หากจำเป็นต้องต้มน้ำ ให้จุดไฟกองเล็กที่สุดและต้องดับทันทีที่ใช้งานเสร็จ แสงไฟและควันจะดึงดูดพวกทหารข้าศึกและโจรภูเขา!" ผู้ใหญ่บ้านสั่งการอย่างเข้มงวด
ตระกูลโจวเลือกพื้นที่ใต้ต้นไม้ใหญ่เพื่อพักพิง หวังซื่อบ่นกระปอดกระแปดขณะเคี้ยวแป้งแห้งแข็งๆ โดยไม่มีน้ำดื่มกลั้วคอ โจวเทียนฉือร้องไห้งอแงเพราะเจ็บคอ แต่แม่เฒ่าโจวก็ไม่กล้าจุดไฟต้มน้ำเพราะกลัวคำขู่ของผู้ใหญ่บ้าน ได้แต่กอดปลอบหลานชายคนโตเอาไว้
ทางฝั่งของบ้านสาม เสิ่นซูเยว่เลือกมุมที่ห่างไกลจากบ้านใหญ่เล็กน้อย มีพุ่มไม้แห้งบังสายตา นางปูเศษผ้าใบเก่าลงบนพื้น ดึงเด็กแฝดลงมานั่งพัก ก่อนจะแสร้งทำเป็นเดินไปหลังพุ่มไม้เพื่อปลดทุกข์ ทว่าความจริงคือนางลอบเข้าไปในมิติวิเศษ
ในห้างสรรพสินค้า เสิ่นซูเยว่ตรงไปยังแผนกอาหารสำเร็จรูป นางหยิบไข่ต้มสุกที่ปอกเปลือกแล้วแพ็คซีลสุญญากาศออกมาหลายฟอง ตามด้วยเนื้อไก่ฉีกอบแห้ง และขนมปังธัญพืชเนื้อนุ่ม นำทั้งหมดมาใส่ในห่อผ้าเก่าๆ ให้ดูแนบเนียน ก่อนจะกลับออกมาด้านนอก
"ฉางเฟิง เสี่ยวอัน หนิงหนิง มากินมื้อเย็นเถิด" นางกระซิบเรียก
เมื่อเปิดห่อผ้าออก กลิ่นหอมจางๆ ของไข่ต้มและขนมปังก็ทำให้บุรุษร่างใหญ่และเด็กน้อยทั้งสองตาวาว เสิ่นซูเยว่แบ่งไข่ต้มให้สามีสองฟอง ลูกๆ คนละฟอง พร้อมกับขนมปังนุ่มๆ ที่แทบจะละลายในปากไม่ต้องเคี้ยวให้เมื่อยกราม
เสี่ยวอันกัดไข่ต้มคำโต ไข่แดงรสมันกลมกล่อมทำให้เด็กน้อยเคี้ยวแก้มตุ่ย หนิงหนิงกินไปยิ้มไป ซบหน้าลงกับต้นแขนของมารดาอย่างมีความสุข โจวฉางเฟิงกินไข่ต้มสลับกับจิบน้ำในกระบอกไม้ไผ่ที่เสิ่นซูเยว่เติมน้ำสะอาดบริสุทธิ์เอาไว้ให้จนเต็ม สายตาคมกริบของเขาทอดมองภรรยาและลูกด้วยความอ่อนโยน อาหารมื้อนี้แม้มิใช่รังนกหรืออุ้งตีนหมี แต่มันกลับเป็นมื้อที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตของเขา
หลังมื้ออาหาร ความมืดเข้าปกคลุมป่าโปร่งอย่างสมบูรณ์ อุณหภูมิลดฮวบจนหนาวสั่น ชาวบ้านต่างนอนกอดกันกลมเพื่อสร้างความอบอุ่น เสิ่นซูเยว่นำผ้าห่มฝ้ายเก่าๆ มาคลุมร่างเด็กแฝดไว้ตรงกลาง ให้โจวฉางเฟิงนอนขนาบข้างเพื่อบังลมหนาว
"เจ้านอนพักเถิด คืนนี้ข้าจะเฝ้ายามเอง" โจวฉางเฟิงเอ่ยกระซิบ มือหนากระชับด้ามดาบหักไว้แนบอก
"ท่านเดินลากรถมาทั้งวัน ขาท่านต้องการการพักผ่อน หลับเสียเถิด ข้ายังไม่ค่อยง่วง ประเดี๋ยวหากข้าทนไม่ไหวจะปลุกท่านเอง" เสิ่นซูเยว่ปฏิเสธเสียงเรียบ นางจับบ่าของเขาให้เอนตัวลงนอน
โจวฉางเฟิงอยากจะดื้อดึง ทว่าความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันกอปรกับความอบอุ่นจากผ้าห่ม ทำให้เปลือกตาของเขาหนักอึ้ง ในที่สุดลมหายใจของบุรุษหนุ่มก็เข้าออกอย่างสม่ำเสมอ บ่งบอกว่าเขาหลับสนิทไปแล้ว
เมื่อแน่ใจว่าทุกคนรอบกายหลับใหล เสิ่นซูเยว่ก็ขยับตัวลุกขึ้นนั่งพิงล้อรถเข็น นางดึงมีดทำครัวสั้นๆ ออกมาจากเอว อาศัยแสงจันทร์สลัวนำหินลับมีดก้อนเล็กมาถูคมมีดอย่างเงียบเชียบ สัญชาตญาณสายลับทำให้นางไม่เคยหลับสนิทในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย
สายลมหนาวพัดโกรกหอบเอาใบไม้แห้งปลิวว่อน ทว่าท่ามกลางเสียงหริ่งหรีดเรไรและเสียงกรนของชาวบ้าน โสตประสาทอันฉับไวของเสิ่นซูเยว่กลับจับเสียงความผิดปกติบางอย่างได้
สวบ... สวบ...
มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของสัตว์ป่า แต่มันคือจังหวะการย่ำเท้าของมนุษย์ที่พยายามปกปิดร่องรอย
นัยน์ตาหงส์ที่เคยสงบนิ่งหรี่แคบลงทันที เสิ่นซูเยว่หยุดมือที่กำลังลับมีด นางค่อยๆ ปรายตามองฝ่าความมืดทะลุแนวต้นไม้แห้งออกไปเบื้องหน้า ที่ตีนเขาห่างออกไปราวร้อยก้าว ปรากฏเงาดำทะมึนของกลุ่มคนนับสิบคนกำลังหมอบซุ่มอยู่หลังโขดหิน
แม้แสงจันทร์จะริบหรี่ แต่นางก็สัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตจางๆ ที่แผ่ซ่านมาจากคนกลุ่มนั้น สายตาที่พวกเขามองมายังค่ายพักแรมของผู้อพยพ ไม่ต่างอันใดกับฝูงหมาป่าหิวโซที่กำลังประเมินจ่าฝูงแกะเพื่อรอจังหวะขย้ำคอ
เสิ่นซูเยว่กระชับด้ามมีดในมือแน่น ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มเย็นเยียบ
เพิ่งพ้นปากพยัคฆ์ ก็พลัดลงรังหมาป่าแต่ไม่ว่าพวกมันจะเป็นทหารข้าศึกหรือโจรภูเขา หากกล้าก้าวล่วงเข้ามาแตะต้องครอบครัวของนางแม้แต่ปลายเล็บ นางก็จะส่งพวกมันลงนรกไปเฝ้ายมบาลให้หมด!
