บท
ตั้งค่า

บทที่ 4 - 2

"ท่านพูดจาเสียงดังปานนี้ ไม่อายชาวบ้านหูหยางที่นั่งพักอยู่รอบๆ หรือไร" เสิ่นซูเยว่ปรายตามองชาวบ้านหลายคนที่เริ่มหันมามองดูงิ้วโรงใหญ่ด้วยความสนใจ

"พวกเขากำลังมองมาแล้วกระซิบกระซาบกันใหญ่ คงกำลังหัวเราะเยาะอยู่กระมัง... ว่าบุตรชายร่างกายครบสามสิบสองของตระกูลโจวล้วนไร้น้ำยา เกวียนหนักแค่นี้ก็ไม่มีปัญญาเข็นให้ขยับ จนสะใภ้ใหญ่ต้องบากหน้ามาบังคับใช้งานบุรุษขาพิการ!"

เสิ่นซูเยว่จงใจเน้นเสียงคำว่าบุรุษขาพิการให้ดังก้อง เพื่อประจานความหน้าหนาของคนบ้านใหญ่ ก่อนจะเลื่อนสายตาไปปะทะกับแม่เฒ่าโจวที่นั่งหน้าดำหน้าแดงอยู่บนเกวียน พลางโยนเผือกร้อนลูกใหญ่เข้าใส่

"ท่านแม่ว่าจริงหรือไม่เจ้าคะ ผู้ชายดีๆ ในเรือนมีตั้งมากมายกลับไม่รู้จักเรียกใช้ แต่กลับมาบีบบังคับคนเจ็บที่พวกท่านเพิ่งขับไล่ไสส่ง สิ้นไร้ไม้ตอกถึงเพียงนี้ ชื่อเสียงตระกูลโจวคงป่นปี้ไม่มีชิ้นดีแล้วกระมัง"

โจวต้าซานผู้มักแสร้งทำตัวเป็นคนซื่อและรักหน้าตายิ่งชีพ เมื่อถูกแฉจนใบหน้าแดงก่ำไปถึงใบหู เขาก็รีบกัดฟันออกแรงฮึดสู้ ดันล้อเกวียนขึ้นจากหล่มด้วยกำลังทั้งหมดที่มีจนเส้นเลือดปูดโปนที่ขมับ

"หุบปากเสียหวังซื่อ! เจ้าจะแหกปากเรียกหาอันใด ข้าดันเองได้ ไม่ต้องพึ่งคนเจ็บ!" โจวต้าซานตวาดใส่ภรรยาเพื่อกู้หน้าตนเอง

ส่วนโจวเอ้อร์หลาง พี่ชายรองจอมเจ้าเล่ห์ พอเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดีก็รีบแสร้งทำเป็นก้มหน้าลงไปปัดฝุ่นที่รองเท้า ทำทีเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับเหตุการณ์ตรงหน้า หลิวซื่อสะใภ้รองเองก็รีบก้มหน้างุด หลบอยู่หลังสามีต้อยๆ ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาสบตาผู้ใด กลัวว่าจะถูกลากเข้าไปรับเคราะห์ด้วย

แม่เฒ่าโจวถลึงตาใส่หวังซื่อด้วยความโกรธจัดที่ลูกสะใภ้โง่เขลาทำให้ครอบครัวต้องอับอายต่อหน้าธารกำนัล หวังซื่อหน้าม้าน ได้แต่ฮึดฮัดในลำคอ ถอยกลับไปนั่งหลบมุมอยู่ข้างเกวียน ไม่กล้าเอ่ยปากใช้งานคนบ้านสามอีก

เมื่องิ้วโรงใหญ่จบลงอย่างไร้รสชาติ ชาวบ้านที่มุงดูก็พากันแยกย้ายกลับไปพักผ่อนตามร่มไม้ของตนเอง

เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม ความร้อนระอุของแสงแดดเริ่มทุเลาลงบ้าง เสียงระฆังไม้ของผู้ใหญ่บ้านก็ดังกังวานขึ้นอีกครั้ง เป็นสัญญาณเตือนให้ทุกคนเตรียมตัวดั้นด้นต่อไป

โจวฉางเฟิงมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของภรรยาที่เพิ่งออกหน้าปกป้องเขาด้วยความรู้สึกอบอุ่นในอก สตรีผู้นี้ไม่ได้ใช้กำลังเข้าห้ำหั่น แต่นางใช้สติปัญญาและวาจาเชือดเฉือนจนศัตรูต้องล่าถอยไปเอง เขาขยับรอยยิ้มบางเบาที่มุมปากอย่างหาได้ยากยิ่ง ก่อนจะหยิบด้ามรถเข็นขึ้นมา แล้วออกแรงลากเดินหน้าต่อไป

เมื่อคล้อยหลังสายตาผู้คน เสิ่นซูเยว่ก็แอบล้วงมือเข้าไปในตะกร้าสะพายหลัง อาศัยจังหวะนี้ดึงลูกอมน้ำตาลกลูโคสและขวดน้ำเกลือแร่แบบสปอร์ตจากมิติวิเศษออกมา นางกรอกน้ำเกลือแร่ใส่กระบอกไม้ไผ่เก่าๆ แล้วยื่นส่งให้สามี

"จิบเสียหน่อย แดดแรงปานนี้ เหงื่อออกมากเดี๋ยวจะหน้ามืด"

โจวฉางเฟิงรับกระบอกไม้ไผ่มาจิบ รสชาติเค็มปะแล่มอมหวานนิดๆ ไหลลงคอ ทำให้ความกระหายและอาการหน้ามืดวิงเวียนทุเลาลงอย่างน่าอัศจรรย์ ชายหนุ่มปรายตามองกระบอกน้ำในมือ พลางคิดว่าภรรยาของตนต้องมีของวิเศษซ่อนอยู่เป็นแน่ แต่เขาก็ฉลาดพอที่จะไม่ปริปากถามให้มากความ

เสิ่นซูเยว่หันไปแกะเปลือกลูกอมกลูโคสออก ยัดใส่ปากเสี่ยวอันและหนิงหนิงคนละเม็ด เด็กแฝดอมลูกอมหวานเจี๊ยบไว้ในแก้มจนตุ่ย ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ นั่งโยกเยกไปตามจังหวะรถเข็นอย่างอารมณ์ดี ผิดกับเด็กคนอื่นๆ ในขบวนที่เอาแต่ร้องไห้กระจองอแงเพราะความหิวและร้อน

การเดินทางดำเนินต่อไปจนกระทั่งดวงตะวันคล้อยต่ำลง ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มอมม่วง ความร้อนระอุเริ่มถูกแทนที่ด้วยลมหนาวที่พัดผ่านเข้ามาบาดผิว

"หยุดพักได้! คืนนี้เราจะตั้งค่ายกันที่นี่!" เสียงผู้ใหญ่บ้านตะโกนบอกต่อๆ กันมา

ขบวนผู้อพยพมาหยุดอยู่ที่บริเวณป่าโปร่งตีนเขา ต้นไม้ที่นี่ทิ้งใบจนหมดสิ้น เหลือเพียงกิ่งก้านแห้งชี้ฟ้า ทันทีที่สิ้นเสียงสั่งการ ชาวบ้านหลายคนก็ทิ้งตัวลงนอนแผ่หรากับพื้นดินด้วยความเหนื่อยล้าแทบขาดใจ เสียงสะอื้นไห้เริ่มดังระงมขึ้นอีกครั้งเมื่อหลายครอบครัวพบว่าเสบียงอาหารร่อยหรอจนแทบไม่เหลือ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel