บทที่ 4 - 1
เถ้าถ่านและหยาดเหงื่อ
เช้าวันใหม่แห่งการหลบหนีไม่ได้นำพาความหวังมาให้ชาวบ้านหูหยาง ดวงตะวันสีเลือดโผล่พ้นขอบฟ้า สาดแสงแรงกล้าลงมาแผดเผาแผ่นดินที่แตกระแหงอยู่แล้วให้ร้อนระอุประดุจเตาไฟ ฝุ่นผงสีเหลืองทองลอยคลุ้งผุดขึ้นตามจังหวะย่ำเท้าของผู้คนนับร้อย คลุกเคล้ากับหยาดเหงื่อจนกลายเป็นคราบโคลนเกาะกรังตามใบหน้าและเสื้อผ้า
ตลอดเส้นทางที่ทอดยาวขึ้นเหนือ ทัศนียภาพสองข้างทางล้วนแห้งแล้ง ต้นไม้ใบหญ้าเหี่ยวเฉากลายเป็นสีน้ำตาล ต้นไม้ใหญ่บางต้นถูกลอกเปลือกออกไปต้มกินจนเหลือแต่แก่นยืนต้นตาย ยิ่งเดินทางไกลออกไป สภาพการณ์ก็ยิ่งน่าเอน็จอนาถ ลำธารสายเล็กที่เคยเป็นความหวังเหลือเพียงโคลนตมก้นบ่อ ซ้ำร้ายแอ่งน้ำบางแห่งยังมีซากศพของผู้ลี้ภัยที่ล้มตายลอยอืดคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหม็นเน่า แมลงวันบินว่อนจนไม่มีผู้ใดกล้าก้มลงไปตักน้ำขุ่นคลั่กนั้นขึ้นมาดื่มกิน
ทุกคนในขบวนเริ่มมีสภาพอิดโรย ริมฝีปากแห้งแตกเป็นขุย ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยศิลา ทว่าไม่มีใครกล้าหยุดพัก ทหารข้าศึกมักเคลื่อนทัพรวดเร็ว หากชักช้าเพียงก้าวเดียวอาจหมายถึงหัวหลุดจากบ่า
ตระกูลโจวที่เดินอยู่ช่วงกลางขบวนก็ตกอยู่ในสภาพทุลักทุเลไม่ต่างกัน วัวเทียมเกวียนตัวผอมเริ่มเดินเชื่องช้าลงเพราะน้ำหนักสัมภาระและน้ำหนักตัวของโจวเทียนฉือ หลานชายคนโตของบ้านที่นั่งกินขนมเปี๊ยะอยู่บนเกวียนอย่างสบายใจ ล้อเกวียนข้างหนึ่งตกลงไปในร่องดินลึกจนวัวออกแรงลากไม่ขึ้น
หวังซื่อที่เดินหอบแฮกอยู่ข้างเกวียนยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลย้อยเข้าตา นางหงุดหงิดจนแทบจะเป็นบ้า แดดก็ร้อน น้ำก็หิวกระหาย เมื่อหันไปเห็นโจวต้าซานสามีตนเองพยายามดันล้อเกวียนด้วยใบหน้าแดงก่ำก็ยิ่งขัดใจ
เมื่อดวงตะวันทะยานขึ้นสูงจนถึงกลางหัว ความร้อนระอุที่แผดเผาก็ทำให้ชาวบ้านหลายคนหน้ามืดจนแทบก้าวขาไม่ออก ผู้ใหญ่บ้านจึงตะโกนสั่งให้ขบวนอพยพหยุดพักเหนื่อยและหลบแดดตามร่มไม้ริมทาง
คนบ้านใหญ่รีบนำเกวียนเข้าไปจับจองพื้นที่ใต้ร่มไม้ใหญ่ที่เย็นสบายที่สุด ทันทีที่นั่งลง สายตาละโมบและช่างเอาเปรียบของหวังซื่อก็เริ่มกวาดมองไปรอบบริเวณเพื่อสอดส่องดูว่าบ้านอื่นมีของกินอันใดบ้าง ก่อนจะสะดุดเข้ากับเงาร่างของครอบครัวบ้านสามที่เพิ่งเดินรั้งท้ายตามมาถึงขบวน และเลือกหยุดพักใต้ต้นไม้แห้งๆ ห่างจากจุดที่นางนั่งอยู่ไปราวสิบก้าว
โจวฉางเฟิงค่อยๆ วางด้ามรถเข็นไม้คันเก่าที่มีเด็กแฝดนั่งอยู่อย่างระมัดระวัง แม้จะเดินลากรถฝ่าเปลวแดดมาตลอดครึ่งค่อนวันด้วยขาที่กะเผลก ทว่าแผ่นหลังของเขากลับยังคงตั้งตรง จังหวะการหายใจสม่ำเสมอ ดูมีเรี่ยวแรงมหาศาลซ่อนเร้นอยู่ ส่วนเสิ่นซูเยว่ที่เดินเคียงข้างมาตลอดทางก็ยกแขนเสื้อขึ้นซับเหงื่อด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งอาการหอบเหนื่อยเจียนตายหรือร้องคร่ำครวญเหมือนสตรีชาวบ้านคนอื่นๆ
ความอิจฉาริษยาตีตื้นขึ้นมาในอกสะใภ้ใหญ่ ทันใดนั้นนางก็แสร้งทำเป็นร้องตะโกนเสียงหลง
"โอ๊ย ล้อเกวียนติดหล่มแล้ว! น้องสาม เจ้ามัวเดินทอดน่องอันใดอยู่ ไม่เห็นหรือว่าพี่ใหญ่ของเจ้ากำลังลำบาก เกวียนเล่มนี้มีเสบียงของครอบครัวเรา และยังมีเทียนฉือหลานรักของท่านแม่อยู่ด้วย รีบมาช่วยดันเกวียนเร็วเข้า หากล้อพังขึ้นมา พวกเจ้าจะรับผิดชอบไหวหรือ"
หวังซื่อชี้นิ้วสั่งการอย่างหน้าไม่อาย หวังจะใช้ความปลอดภัยของโจวเทียนฉือมากดดันให้โจวฉางเฟิงออกแรง
โจวฉางเฟิงชะงักฝีเท้า หัวคิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน ชายหนุ่มกำลังจะอ้าปากตอบโต้ แต่เสิ่นซูเยว่ที่เดินอยู่ข้างกายกลับก้าวพรวดขึ้นมายืนขวางหน้าเขาก่อน ริมฝีปากบางเฉียบเหยียดยิ้มเย็นชา ดวงตาหงส์ตวัดมองหวังซื่อด้วยแววตาเชือดเฉือน
"พี่สะใภ้ใหญ่ช่างพูดจาขันนัก เกวียนเล่มใหญ่โตปานนี้ มีพี่ใหญ่ที่รูปร่างกำยำล่ำสันยืนอยู่ทนโท่ ซ้ำยังมีพี่รองที่เรี่ยวแรงเหลือเฟือ แต่ท่านกลับร้องเรียกให้บุรุษขาพิการที่ต้องลากรถเข็นเลี้ยงดูภรรยาและลูกเล็กไปช่วยดันเกวียน"
น้ำเสียงของเสิ่นซูเยว่ไม่ได้ดังกระโชกโฮกฮาก แต่มันกังวานใสและชัดเจนจนชาวบ้านที่เดินอยู่ใกล้เคียงได้ยินกันถ้วนหน้า หลายคนเริ่มหันมามองด้วยสายตาตำหนิบ้านใหญ่ตระกูลโจว
