บทที่ 3 - 2
เสิ่นซูเยว่จัดการอุ้มเสี่ยวอันและหนิงหนิงขึ้นไปนั่งบนกระสอบสัมภาระอันน้อยนิดที่วางอยู่บนรถเข็น เด็กน้อยทั้งสองสวมชุดผ้าฝ้ายสีหม่น นั่งกอดเข่าเบียดกันอยู่บนรถลากด้วยท่าทีว่าง่าย ไม่ส่งเสียงงอแงแม้แต่น้อย ส่วนตัวนางนั้นสะพายตะกร้าสานไม้ไผ่ใบเล็กไว้ที่ด้านหลัง มือข้างหนึ่งกุมด้ามมีดทำครัวสั้นๆ ซ่อนเร้นไว้ใต้แขนเสื้ออย่างมิดชิดเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับอันตรายทุกเมื่อ หญิงสาวก้าวเดินเคียงข้างสามี คอยระแวดระวังภัยให้ครอบครัวอย่างเงียบงัน
ขบวนอพยพเริ่มเคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้านหูหยาง เสียงล้อเกวียนบดทับพื้นดินแห้งแล้งดังกึกก้อง แสงไฟจากหมู่บ้านค่อยๆ ลับหายไปเบื้องหลัง แทนที่ด้วยความมืดมิดของค่ำคืนและฝุ่นผงที่ลอยคลุ้งในอากาศ
ครอบครัวบ้านสามถูกทิ้งให้อยู่รั้งท้ายขบวนอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยขาที่พิการของสามีและรถเข็นเก่าที่ล้อฝืดฝืน ทำให้พวกเขาไม่อาจตามความเร็วของเกวียนเทียมวัวบ้านใหญ่ได้ทัน ระยะห่างระหว่างพวกเขากับคนอื่นๆ เริ่มทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ จนถูกความมืดกลืนกิน
ทว่าการอยู่รั้งท้ายกลับเป็นสิ่งที่เสิ่นซูเยว่ปรารถนาที่สุด
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีสายตาของผู้ใดในขบวนจับจ้อง เสิ่นซูเยว่ที่เดินอยู่ข้างรถเข็นก็แอบใช้สมาธิเชื่อมต่อกับมิติวิเศษอีกครั้ง ภาพของซูเปอร์มาร์เก็ตที่สว่างไสวซ้อนทับขึ้นมาในห้วงความคิด นางกวาดสายตามองหาของที่ต้องการอย่างรวดเร็ว ในสถานการณ์ที่ต้องใช้พละกำลังและการเดินทางไกล สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือโปรตีนและพลังงานที่ดูดซึมได้ไว
นางเลือกเนื้อวัวอบแห้งสุญญากาศรสกลมกล่อมที่หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ และขวดยาเม็ดวิตามินรวมผสมแร่ธาตุที่ช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้า พริบตาเดียว สิ่งของเหล่านั้นก็ถูกถ่ายโอนมาอยู่ในตะกร้าสะพายหลังและแขนเสื้อของนางอย่างแนบเนียน เสิ่นซูเยว่ใช้มือฉีกซองพลาสติกทิ้งไปในมิติ เหลือเพียงชิ้นเนื้อและเม็ดยาซ่อนไว้ในกำมือ
"เสี่ยวอัน หนิงหนิง อ้าปาก" เสิ่นซูเยว่ขยับเข้าไปใกล้ลูกแฝดที่นั่งโยกเยกอยู่บนรถเข็น กระซิบเสียงแผ่ว
เด็กแฝดที่กำลังซบหน้าหลับตาด้วยความอ่อนเพลียปรือตาขึ้นมา เมื่อเห็นมารดายื่นมือเข้ามาใกล้ พวกเขาก็อ้าปากรับอย่างว่าง่ายตามสัญชาตญาณ
รสชาติเค็มมันและกลิ่นหอมหวลของเนื้อวัวชั้นดีแตะลงบนลิ้น เด็กน้อยทั้งสองเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เนื้อนี่นุ่มและอร่อยกว่าซาลาเปาเมื่อหัวค่ำเสียอีก!
"เคี้ยวเงียบๆ แล้วกลืนลงไป อย่าให้ผู้ใดเห็น" นางกำชับพร้อมกับลูบศีรษะเล็กๆ ของบุตรสาว
เสี่ยวอันและหนิงหนิงพยักหน้ารัวๆ เคี้ยวเนื้ออบแห้งอย่างเอาเป็นเอาตาย โปรตีนและไขมันที่ขาดหายไปนานเริ่มเติมเต็มกระเพาะเล็กๆ หยาดน้ำตาแห่งความสุขเอ่อคลอในดวงตาของเด็กน้อย ในใจของเสี่ยวอันบัดนี้มารดาของเขากลายเป็นเทพเซียนที่เสกของอร่อยมาให้ได้ดั่งใจนึก
เสิ่นซูเยว่ละสายตาจากลูกๆ หันมองบุรุษร่างสูงที่กำลังออกแรงลากรถเข็นอยู่ด้านหน้า เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายเต็มหน้าผากกร้าน แผ่นหลังของเขาชุ่มไปด้วยเหงื่อ แม้จะไม่ปริปากบ่น แต่การลากรถเข็นที่มีน้ำหนักของเด็กสองคนและสัมภาระ ด้วยขาข้างหนึ่งที่บาดเจ็บเรื้อรัง ย่อมกินพละกำลังมหาศาล
หญิงสาวอาศัยความมืด เร่งฝีเท้าขยับเข้าไปใกล้ร่างสูงจนไหล่แทบจะชนกัน โจวฉางเฟิงชะงักฝีเท้าเล็กน้อย หันมามองภรรยาด้วยความสงสัย
ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยถาม เสิ่นซูเยว่ก็อาศัยจังหวะนั้นยัดเม็ดยาวิตามินรวมและชิ้นเนื้ออบแห้งชิ้นใหญ่เข้าปากของเขาอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ปลายนิ้วเรียวสัมผัสโดนริมฝีปากแห้งผากของเขาเพียงแผ่วเบา
โจวฉางเฟิงเบิกตากว้าง ร่างกายเกร็งสะท้าน สัญชาตญาณทหารทำให้เขาเกือบจะคายสิ่งแปลกปลอมนั้นทิ้ง ทว่ากลิ่นหอมของเนื้อสัตว์ที่คุ้นเคยในอดีตและรสชาติหวานปะแล่มของเม็ดยาประหลาดที่เริ่มละลายในปาก ทำให้เขาหยุดชะงัก
"กินเข้าไป" เสิ่นซูเยว่กระซิบเสียงเรียบ สายตายังคงทอดมองไปเบื้องหน้า ทำราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น "หนทางยังอีกยาวไกล หากท่านหมดแรงล้มลงไป พวกเราแม่ลูกคงไม่แคล้วกลายเป็นผีเฝ้าป่า"
รสสัมผัสของเนื้อชั้นดีที่แม้แต่ในค่ายทหารก็ยังหาได้ยากยิ่ง ทำให้โจวฉางเฟิงสับสนจนหัวคิ้วขมวดเข้าหากันเป็นปม ภรรยาของเขาไปเอาเนื้อชั้นเลิศเช่นนี้มาจากที่ใด แล้วยาเม็ดประหลาดที่พอละลายลงคอแล้วกลับทำให้ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันมลายหายไปเป็นปลิดทิ้งนี่เล่า มันคือสิ่งใดกันแน่
ชายหนุ่มเคี้ยวเนื้อในปากอย่างเชื่องช้า สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวจ้องมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของภรรยาท่ามกลางความมืดมิด นางยังคงเดินเคียงข้างเขาด้วยท่าทีทะมัดทะแมง มือข้างหนึ่งกำมีดไว้แน่น ลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ไม่แสดงอาการหวาดกลัวหรือเหน็ดเหนื่อยเหมือนสตรีชาวบ้านทั่วไป
มีคำถามนับร้อยพันผุดขึ้นในหัว แต่เมื่อเห็นแววตาแน่วแน่ของนาง และสัมผัสได้ถึงเรี่ยวแรงที่กลับคืนมาในร่างกาย โจวฉางเฟิงก็เลือกที่จะกลืนทุกความสงสัยลงคอไปพร้อมกับชิ้นเนื้อ เขาเป็นบุรุษที่ผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วน เขารู้ดีว่าบางครั้งการไม่ถาม คือการปกป้องที่ดีที่สุด
หากนางมีความลับ เขาก็จะแสร้งทำเป็นตาบอด หากนางมีเจตนาดี เขาก็จะใช้ชีวิตนี้ตอบแทน
"ขอบใจ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาแผ่วเบาจนแทบจะกลืนไปกับสายลมหนาว
เสิ่นซูเยว่มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มบางเบา นางไม่ได้ตอบรับคำขอบคุณนั้น เพียงแต่กระชับมีดในมือให้แน่นขึ้น ก้าวเดินเคียงคู่ไปกับบุรุษที่กำลังลากรถเข็นพาลูกน้อยฝ่าความมืดมิด กองเกวียนแห่งความสิ้นหวังอาจจะนำพาผู้อื่นไปสู่หายนะ แต่สำหรับครอบครัวของนาง เส้นทางสายนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างชีวิตใหม่
ความมืดมิดของกลียุคไม่อาจกลืนกินพวกนางได้ ตราบใดที่ยังมีห้างสรรพสินค้าติดวิญญาณและสติปัญญาของอดีตสายลับผู้ไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตา!
