บท
ตั้งค่า

บทที่ 3 - 1

กองเกวียนแห่งความสิ้นหวัง

ลานกว้างใจกลางหมู่บ้านหูหยางยามนี้ไม่ต่างอันใดกับกระทะทองแดงที่กำลังเดือดพล่าน แสงจากคบเพลิงวูบวาบส่องให้เห็นใบหน้าตื่นตระหนกของชาวบ้านนับร้อยชีวิต ฝุ่นดินฟุ้งตลบคลุกเคล้ากับเสียงร่ำไห้ของเด็กเล็กและเสียงตะโกนโหวกเหวก ท่ามกลางความโกลาหลนั้น ตระกูลโจวรวมตัวกันอยู่ข้างเกวียนเทียมวัวที่ดูแข็งแรงที่สุดในหมู่บ้าน ซึ่งพวกเขาอุตส่าห์กัดฟันแลกมาด้วยเงินเก็บก้อนสุดท้าย

เสิ่นซูเยว่เดินตามหลังโจวฉางเฟิงมาถึงลานกว้าง นางกวาดสายตามองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว พ่อเฒ่าโจวและแม่เฒ่าโจวกำลังง่วนอยู่กับการจัดแจงเสบียงอาหาร หวังซื่อสะใภ้ใหญ่ยืนกอดอกเชิดหน้าอยู่ข้างเกวียน แม้ข้อมือจะบวมเป่งจากการถูกเสิ่นซูเยว่สั่งสอนไปเมื่อครู่ แต่นางก็ยังทำตัวเชิดหน้าชูคอวางก้ามข่มผู้อื่น ส่วนโจวต้าซานพี่ชายใหญ่ผู้มักแสร้งทำตัวเป็นคนซื่อ กลับทำทีเป็นก้มหน้าก้มตาจัดของ ปล่อยให้ภรรยาออกโรงทำเรื่องน่าละอายแทนเพื่อรักษาหน้าตาของตนเอง"

"เอาข้าวสารและเนื้อแห้งพวกนี้ไปไว้บนเกวียนของเจ้าใหญ่ให้หมด!" แม่เฒ่าโจวออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด พลางยัดถุงเสบียงใบใหญ่ใส่มือหลานชายคนโต หรือโจวเทียนฉือลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของหวังซื่อ

คำประกาศนั้นทำให้ชาวบ้านหลายคนที่เดินผ่านไปมาถึงกับเหลียวมอง แต่ไม่มีใครกล้าสอดปากเรื่องครอบครัวผู้อื่น

"ท่านแม่ แล้วบ้านรองกับบ้านสามเล่าขอรับ" โจวต้าซานแสร้งเอ่ยถามเสียงอ้อมแอ้ม ราวกับเพิ่งหาเสียงของตนเองเจอ

แม่เฒ่าโจวถลึงตาใส่บุตรชายคนโต "บ้านรองกับบ้านสามก็ให้พวกเขารับผิดชอบตัวเองไปสิ! เจ้าเป็นเสาหลักของบ้าน มีหลานชายคนโตที่ต้องสืบสกุล หากพวกเจ้าอดตาย แล้วตระกูลโจวจะเหลือสิ่งใด วันหน้าหากตั้งรกรากได้ คนแก่เช่นข้าก็ต้องพึ่งพาเจ้า เกวียนเล่มนี้และเสบียงส่วนใหญ่ต้องเป็นของพวกเจ้าถูกต้องแล้ว"

หวังซื่อได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มกริ่มจนแก้มแทบปริ นางปรายตามองมาทางเสิ่นซูเยว่ที่เพิ่งเดินมาถึงด้วยสายตาเย้ยหยัน "ได้ยินหรือไม่น้องสาม ท่านแม่กล่าวถูกต้องที่สุด เทียนฉือของข้ากำลังโต ต้องกินของดีๆ ส่วนพวกเจ้ามีแต่เด็กผอมแห้งกับคนพิการ กินไปก็เสียของเปล่าๆ"

เสิ่นซูเยว่มองภาพละครฉากใหญ่ตรงหน้าด้วยความสมเพช นางไม่ได้เอ่ยปากโต้เถียงหรือเรียกร้องความเป็นธรรมอย่างที่หวังซื่อคาดหวัง หญิงสาวเพียงแค่ยืนเงียบๆ ประเมินสถานการณ์

ในขณะเดียวกัน สายตาอันแหลมคมของอดีตสายลับก็ตวัดไปเห็นความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของโจวเอ้อร์หลาง พี่ชายรองของบ้าน ภายนอกเขาดูเหมือนชายหนุ่มซื่อบื้อที่กำลังก้มหน้าก้มตาแบกหามสัมภาระอย่างขยันขันแข็ง ทว่าจังหวะที่ไม่มีใครสังเกต เขากลับแอบยัดห่อกระดาษที่ซ่อนแป้งแห้งและแผ่นแป้งย่างหลายแผ่นเข้าไปในซับในเสื้อของตนเองอย่างแนบเนียน หลิวซื่อสะใภ้รองยืนบังมุมให้สามีด้วยท่าทีหวาดหวั่น แต่ก็ไม่ปริปากพูดสิ่งใด

ฉลาดล้ำลึกจริงๆ เสิ่นซูเยว่แค่นหัวเราะในใจ พี่รองผู้นี้แสร้งทำเป็นวัวงานผู้ซื่อสัตย์ แต่แท้จริงแล้วกลับกอบโกยผลประโยชน์เงียบๆ ไม่ยอมเสียเปรียบผู้ใดแม้แต่น้อย

"ฉางเฟิง..."

พ่อเฒ่าโจวเดินถือถุงผ้าเก่าๆ ใบหนึ่งมาหยุดตรงหน้าบุตรชายคนที่สาม เขาถอนหายใจยาว แววตามีความละอายใจพาดผ่านเพียงชั่วครู่ก่อนจะเลือนหายไป กลายเป็นความเฉยชาดังเดิม

"รถเข็นสองล้อคันเก่าที่เจ้าอุตส่าห์ดั้นด้นไปลากกลับมาซ่อมแซมเองนั้น ก็เอาไปใช้บรรทุกของเสียเถิด ถือเสียว่าบ้านใหญ่ไม่ได้ใจจืดใจดำกับเจ้านัก ส่วนในถุงนี้มีรำข้าวผสมแป้งข้าวโพดอยู่บ้าง พวกเจ้าจงดูแลตัวเองให้ดี อย่าได้เป็นตัวถ่วงของขบวนเล่า"

โจวฉางเฟิงรับถุงเสบียงที่เบาหวิวมาถือไว้ ใบหน้ากร้านศึกของเขาไม่มีอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ปรากฏให้เห็น มีเพียงสันกรามที่ขบเข้าหากันแน่นจนนูนเป็นสัน ชายหนุ่มพยักหน้าสั้นๆ

"ข้าเข้าใจแล้ว ท่านพ่อท่านแม่รักษาสุขภาพด้วย"

ท่าทีเฉยเมยของครอบครัวบ้านสามทำให้แม่เฒ่าโจวและหวังซื่อรู้สึกขัดใจอย่างประหลาด เดิมทีพวกนางคิดว่าสะใภ้สามผู้อ่อนแอจะต้องร้องไห้ฟูมฟาย กอดขาอ้อนวอนขวางทางไม่ให้พวกนางริบเอาข้าวสารและเสบียงดีๆ ไปจนหมด เหมือนคราวก่อนๆ ที่คนบ้านใหญ่บุกไปฉกชิงอาหารมาจากครัวบ้านสาม แต่วันนี้นางกลับยืนจับมือลูกแฝดนิ่งสงบ แววตาที่มองมาประดุจมองคนแปลกหน้าที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน ซ้ำยังแฝงความเยือกเย็นจนคนมองรู้สึกหนาวสั่นที่สันหลัง

"เอาล่ะๆ ได้เวลาแล้ว ออกเดินทางได้!" เสียงผู้ใหญ่บ้านตะโกนก้อง ลานหมู่บ้านที่เคยสับสนวุ่นวายเริ่มจัดขบวน

โจวฉางเฟิงหันมามองเสิ่นซูเยว่ เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง ก้าวเดินไปจับด้ามไม้ของรถเข็นสองล้อคันเก่าที่เขาเพิ่งดามจุดที่พังไปเมื่อคืน ชายหนุ่มในชุดผ้าฝ้ายสีน้ำเงินซีดเซียวที่มีรอยปะชุนเต็มตัวออกแรงยกด้ามรถขึ้น แม้ขาข้างซ้ายจะบาดเจ็บและเดินกะเผลก ทว่าแผ่นหลังของเขากลับตั้งตรงและแข็งแกร่งประดุจขุนเขาสูงตระหง่าน

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel