บทที่ 2 - 2
"พี่สะใภ้ใหญ่ ความจำของท่านเลอะเลือนไปแล้วหรือไร" เสิ่นซูเยว่แค่นเสียงหยัน "ตั้งแต่ที่สามีข้าได้รับบาดเจ็บขาพิการกลับมาเมื่อปีกลาย พวกท่านและท่านแม่ก็รังเกียจเดียดฉันท์ หาว่าเขาเป็นตัวไร้ประโยชน์ กลัวว่าจะต้องสูญเสียข้าวสารในยุ้งฉางมาเลี้ยงดูบุรุษพิการ สตรีอ่อนแอ และเด็กเล็กอีกสองคน จึงได้รวมหัวกันบีบบังคับให้บ้านสามของเราแยกเตาทำกิน หาเลี้ยงปากท้องกันเอาเองมิใช่หรือ!"
ภาพความทรงจำอันเลวร้ายของร่างเดิมผุดขึ้นมาตอกย้ำ ยามนั้นแม่เฒ่าโจวอ้างว่าเสบียงในบ้านมีจำกัด จึงขับไล่ครอบครัวบ้านสามออกจากโต๊ะอาหารรวมอย่างเลือดเย็น ทั้งที่เงินทองและเสบียงกรังทั้งหมดที่ตระกูลโจวมีกินมีใช้ ล้วนมาจากหยาดเหงื่อและเบี้ยหวัดแลกเลือดที่โจวฉางเฟิงส่งกลับมาให้ทั้งสิ้น
"แต่ถึงแม้จะแยกครัวแล้ว สามีข้าก็ไม่เคยปล่อยให้ลูกเมียต้องอดตาย แม้ขาของเขาจะเดินกะเผลก ทว่าเขาก็ยังฝืนสังขารออกไปรับจ้างและดั้นด้นหาของป่ามาประทังชีวิตพวกเราได้เสมอ ทว่าพวกท่านเล่า..."
เสิ่นซูเยว่หรี่ตาลง แววตาคมกริบฉายแววรังเกียจอย่างปิดไม่มิด "พวกท่านกลับอาศัยจังหวะที่สามีข้าไม่อยู่บ้าน มารังแกสตรีอ่อนแอ ข่มขู่กรรโชกแย่งชิงเสบียง ข้าวสาร และเนื้อสัตว์ที่เขาหามาได้อย่างยากลำบากไปจนหมดสิ้น!"
ยิ่งพูดแรงบีบที่ข้อมือของหวังซื่อก็ยิ่งเพิ่มขึ้นจนกระดูกส่งเสียงลั่นกรอบแกรบ หญิงอ้วนเบ้หน้าเจ็บปวดจนร้องเสียงหลง ทว่าเสิ่นซูเยว่กลับไม่ปรานี นางปลายตามองรูปร่างอันอวบอูมของอีกฝ่าย
"ท่านลองเบิกตาดูบุตรชายของท่านเถิด กินเนื้อกินข้าวที่รีดไถไปจากพวกเราจนตัวอ้วนท้วนสมบูรณ์ราวกับสุกรขุน ในขณะที่เสี่ยวอันกับหนิงหนิงของข้าต้องอดมื้อกินมื้อ ผอมโซจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก! ที่ผ่านมาข้ายอมกล้ำกลืนฝืนทน ยอมอ่อนข้อให้เพราะเห็นแก่คำว่าสายเลือดเดียวกัน แต่ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานที่ทุกคนต้องหนีตายเช่นนี้ ท่านยังหน้าด้านคิดจะมาปล้นเสบียงมื้อสุดท้ายจากปากหลานชายหลานสาวของตนเองอีกหรือ!"
เสิ่นซูเยว่สะบัดข้อมือของหวังซื่อทิ้งอย่างแรงจนร่างอวบอ้วนล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้นดิน
"ข้าขอเตือนท่านไว้ตรงนี้ หากท่านหรือใครในตระกูลโจวกล้าก้าวล่วงเข้ามาแย่งชิงของๆ ข้าอีกเพียงปลายนิ้ว ข้าขอรับรองว่ามือข้างนั้น... จะไม่มีโอกาสได้หยิบจับสิ่งใดไปตลอดชีวิต!"
คำขู่ที่หลุดออกจากปากไม่ได้ดังตวาด แต่กลับเยือกเย็นจนสั่นประสาท หวังซื่อเงยหน้าขึ้นมองสบตากับเสิ่นซูเยว่ นางถึงกับลืมหายใจ แววตาของสะใภ้สามในยามนี้ไม่มีความขลาดเขลาเหลืออยู่อีกเลย มันมีเพียงกลิ่นอายของความตายที่ทำให้คนมองรู้สึกเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง
"จ... เจ้า... นังคนบ้า!" หวังซื่อเค้นเสียงออกมาด้วยความหวาดกลัว นางไม่รู้ว่าสตรีหัวอ่อนผู้นี้ไปกินดีหมีหัวเสือมาจากที่ใดถึงได้มีเรี่ยวแรงและแววตาน่ากลัวปานนี้
"เกิดเรื่องอันใดขึ้น!"
เสียงทุ้มตวาดก้องมาจากหน้าประตู โจวฉางเฟิงที่ลากรถเข็นไม้เก่าๆ มาถึงหน้ากระท่อมก้าวพรวดเข้ามาในห้อง ภาพที่เห็นคือภรรยาของเขากำลังจับข้อมือของพี่สะใภ้ใหญ่ที่คุกเข่าร้องโอดครวญอยู่กับพื้น
เมื่อเห็นน้องสามีกลับมา หวังซื่อก็เหมือนได้น้ำทิพย์ชโลมใจ นางรีบบีบน้ำตา ร้องห่มร้องไห้ฟ้องร้องทันที "น้องสาม! ดูภรรยาเจ้าสิ นางบ้าไปแล้ว! ข้าแค่หวังดีจะมาช่วยถือเสบียงไปรวมกัน แต่นางกลับลงไม้ลงมือกับข้า จะหักมือข้าให้ได้ เจ้าต้องสั่งสอนนางนะ!"
โจวฉางเฟิงปรายตามองหวังซื่อที่ล้มกองอยู่บนพื้นและกำลังเล่นงิ้วฉากใหญ่ ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองภรรยาตนเอง เสิ่นซูเยว่เพียงแค่ปัดฝ่ามือของตนเบาๆ ราวกับเพิ่งปัดเป่าสิ่งสกปรก นางไม่สะทกสะท้าน ไม่แก้ตัว และไม่ร้องไห้ฟ้องร้องสิ่งใด ทำเพียงยืนนิ่งตระหง่านเอาตัวบังลูกแฝดเอาไว้ แววตายังคงสงบเยือกเย็นไร้ระลอกคลื่น
ชายหนุ่มผ่านโลกมามาก เหตุใดเขาจะไม่รู้ว่าพี่สะใภ้ใหญ่ผู้นี้มีนิสัยเห็นแก่ตัวและละโมบเพียงใด คำว่าช่วยถือเสบียงย่อมหมายถึงการแย่งชิงอาหารก้อนสุดท้ายของครอบครัวเขาไปอย่างแน่นอน
แทนที่จะหันไปตำหนิภรรยาตามที่หวังซื่อคาดหวัง โจวฉางเฟิงกลับขยับตัวก้าวเข้าไปยืนเคียงข้างเสิ่นซูเยว่ ร่างสูงใหญ่ราวกับภูเขาตระหง่านแผ่กลิ่นอายคุกคามออกมากดทับหวังซื่อ มือที่หยาบกร้านขยับไปจับด้ามดาบหักที่เอวโดยสัญชาตญาณ
"พี่สะใภ้ใหญ่ เสบียงของบ้านสาม ข้าและภรรยาดูแลเองได้ ไม่รบกวนท่าน ตอนนี้ระฆังเตือนภัยดังแล้ว หากท่านยังมัวแต่อยู่ที่นี่ ไม่กลัวทหารข้าศึกบุกมาบั่นคอหรือไร" น้ำเสียงของโจวฉางเฟิงดุดันและเย็นชา ไม่ไว้หน้าแม้แต่น้อย
"ไสหัวไปเสีย ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน" เขาเน้นย้ำทีละคำ
หวังซื่อสะดุ้งสุดตัว นางกุมข้อมือที่ปวดระบม รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนด้วยความทุลักทุเล มองสองสามีภรรยาที่ยืนเคียงคู่กันประดุจกำแพงหินผาด้วยความเคียดแค้น
"ด... ดี! พวกเจ้ามันคนเนรคุณ คอยดูเถิดว่าคนพิการกับสตรีอ่อนแออย่างพวกเจ้า จะรอดไปถึงแดนเหนือได้สักกี่น้ำ!" หวังซื่อสบถทิ้งท้าย ก่อนจะหมุนตัววิ่งหนีออกไปจากกระท่อมราวกับผีหลอก ทิ้งให้ฝุ่นดินฟุ้งกระจายอยู่เบื้องหลัง
ความเงียบโรยตัวลงในกระท่อมอีกครั้ง เสิ่นซูเยว่ปัดมือเบาๆ ราวกับเพิ่งจับของสกปรก นางเงยหน้าขึ้นมองโจวฉางเฟิงที่ยังคงยืนจ้องมองนางด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา
"มือของเจ้า... ไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่" เขาเอ่ยถามเสียงเบาลงกว่าเมื่อครู่ สายตากวาดมองสำรวจข้อมือเรียวเล็กของภรรยา
เสิ่นซูเยว่ชะงักไปเล็กน้อย นางคิดว่าเขาจะซักไซ้เรื่องที่นางกล้าต่อกรกับพี่สะใภ้ใหญ่ หรือสงสัยในเรี่ยวแรงที่จู่ๆ ก็มีขึ้นมา แต่นี่เขากลับถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง นางจึงส่ายหน้าเบาๆ
"ข้าสบายดี ไม่เจ็บตรงไหน"
"เช่นนั้นก็ดีแล้ว" โจวฉางเฟิงพยักหน้า เขารู้ดีว่าภรรยาตรงหน้ามีบางอย่างเปลี่ยนไป ราวกับคนละคน แต่อย่างไรเสียนางก็ยังเป็นมารดาของลูกเขา และการเปลี่ยนแปลงนี้ก็ทำให้นางรู้จักปกป้องตนเอง เขาจะไม่เซ้าซี้ถามสิ่งใดในยามที่ความเป็นความตายอยู่เพียงแค่เอื้อม
"เวลาไม่คอยท่าแล้ว พาเด็กๆ ขึ้นรถเข็นเถิด เราต้องรีบไปรวมตัวกับขบวนของหมู่บ้าน" ชายหนุ่มเอ่ยพลางย่อตัวลงอุ้มเสี่ยวอันขึ้นบ่าข้างหนึ่ง และยื่นมือไปรับกระเป๋าผ้าเก่าๆ จากเสิ่นซูเยว่มาถือไว้เอง
เสิ่นซูเยว่อุ้มหนิงหนิงเข้าเอว สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิร่างกายของเด็กน้อยที่อบอุ่นขึ้น ไม่สั่นเทาเหมือนตอนแรก นางก้าวตามหลังสามีที่เดินกะเผลกแต่มั่นคงออกไปสู่ความมืดมิดภายนอก
ลานกว้างของหมู่บ้านบัดนี้เต็มไปด้วยความโกลาหล คบเพลิงสว่างไสววูบวาบ เสียงเด็กร้องไห้กระจองอแง เสียงวัวควายร้องระงม และเสียงตะโกนสั่งการของผู้ใหญ่บ้านดังสลับกับเสียงระฆังเตือนภัยที่ยังคงดังอย่างต่อเนื่อง
เส้นทางสายอพยพแห่งกลียุคได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
เสิ่นซูเยว่กระชับอ้อมแขนที่อุ้มบุตรสาว แววตาของหญิงสาวหรี่ลงฝ่าความมืดมิดของค่ำคืน ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยทหารข้าศึก โจรผู้ร้าย หรือความอดอยาก นางก็พร้อมจะใช้ทุกทักษะที่มี พร้อมกับมิติห้างสรรพสินค้าที่ซ่อนอยู่ เพื่อบดขยี้ทุกอุปสรรค และพาครอบครัวนี้รอดพ้นจากนรกขุมนี้ไปให้จงได้!
