บท
ตั้งค่า

บทที่ 2 - 1

เสียงระฆังเตือนภัยและสายตาสามี

บานประตูไม้ไผ่ที่หลุดรุ่ยกระเด็นกระแทกผนังดินเสียงดังสนั่น ลมหนาววูบใหญ่หอบเอากลิ่นควันไฟและคาวเลือดคละคลุ้งเข้ามาในกระท่อมซอมซ่อ ร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งก้าวพรวดเข้ามาเบื้องหน้า ย้อนแสงจันทร์สลัวจนเห็นเพียงเงาทะมึน ทว่ากลิ่นอายดุดันที่แผ่ซ่านออกมารอบตัวเขานั้นชัดเจนจนอากาศในห้องแทบจะหยุดนิ่ง

เสิ่นซูเยว่หรี่ตาลง มองทะลุความมืดไปยังผู้มาเยือน

บุรุษผู้นี้สวมชุดผ้าฝ้ายสีซีดขาดวิ่น ใบหน้าคมเข้มกร้านแดดลมเปรอะเปื้อนไปด้วยเขม่าดำและคราบเลือดแห้งกรัง ไหล่กว้างตั้งตรงแม้ว่าขาข้างซ้ายจะทิ้งน้ำหนักได้ไม่เต็มที่ มือข้างหนึ่งกำคันธนูเก่าคร่ำคร่า ส่วนอีกมือกระชับด้ามดาบขึ้นสนิมที่หักไปครึ่งท่อนเอาไว้แน่น แววตาของเขาดุดันและฉายแววร้อนรนประดุจสัตว์ป่าที่กำลังปกป้องรัง

โจวฉางเฟิง... สามีของเจ้าของร่างเดิม

"ทหารข้าศึกตีฝ่าแนวป้องกันเมืองหูหยางแตกแล้ว อีกไม่เกินครึ่งชั่วยามพวกมันจะบุกมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านกำลังจะตีระฆังเตือนภัย สั่งให้อพยพขึ้นเหนือเดี๋ยวนี้!"

น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเอ่ยอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด ชายหนุ่มกวาดสายตามองฝ่าความมืดเข้ามาในห้อง หวังจะเห็นภาพภรรยาที่นอนซมด้วยพิษไข้ร้องไห้ฟูมฟายด้วยความหวาดกลัวเหมือนเช่นทุกครั้ง ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับทำให้เขาต้องชะงักฝีเท้าไปชั่วขณะ

บนเตียงเตาที่เย็นเฉียบ ภรรยาของเขาไม่ได้นอนร้องโอดครวญ นางนั่งหลังตรงตระหง่าน สองแขนโอบกอดลูกแฝดเอาไว้ด้านหลังเพื่อปกป้อง ใบหน้าที่เคยซีดเซียวอมโรคและมักจะก้มต่ำหลบตาผู้คนอยู่เสมอ บัดนี้กลับเชิดขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตากลมโตที่เคยวิตกขลาดกลัวจ้องมองตรงมาที่เขา มันสงบนิ่ง เยือกเย็น และลึกล้ำราวกับบ่อน้ำโบราณที่ก้นบ่อซ่อนคมมีดเอาไว้

ไม่มีน้ำตา ไม่มีเสียงกรีดร้องลนลาน มีเพียงความเยือกเย็นที่ผิดแผกไปจากสตรีชาวบ้านธรรมดา

"ข้าเข้าใจแล้ว" เสิ่นซูเยว่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าหนักแน่นจนคนฟังรู้สึกได้ถึงพลังบางอย่างที่แฝงอยู่

นางขยับตัวลุกขึ้นจากเตียง แม้ร่างกายจะยังรู้สึกปวดเมื่อยและอ่อนแรงอยู่บ้าง แต่สัญชาตญาณการเคลื่อนไหวของสายลับที่ติดตัวมาทำให้ท่วงท่าของนางดูคล่องแคล่วและไร้รอยต่อ หญิงสาวหันไปคว้าเสื้อบุนวมที่เก่าจนฝ้ายด้านในจับตัวเป็นก้อนมาสวมทับให้เสี่ยวอันและหนิงหนิง จัดการผูกเชือกให้แน่นหนาด้วยความรวดเร็ว

"เสี่ยวอัน จับมือน้องไว้ให้แน่น อย่าปล่อยเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่" นางสั่งเสียงเข้ม

เด็กชายตัวน้อยเม้มปากแน่น พยักหน้าหงึกหงัก แววตาที่เคยมองมารดาด้วยความหวาดระแวงเริ่มเปลี่ยนเป็นความพึ่งพิง เขากระชับมือน้องสาวเอาไว้แน่นตามคำสั่ง

โจวฉางเฟิงยืนขมวดคิ้วมองภาพตรงหน้าด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่ง ภรรยาของเขาผู้นี้ตั้งแต่แต่งเข้าประตูบ้านโจวมา นางก็เอาแต่ก้มหน้ายอมคน ถูกพี่สะใภ้ใหญ่ด่าทอก็ได้แต่แอบมาร้องไห้เงียบๆ ยิ่งเวลาได้ยินเสียงฟ้าร้องหรือเสียงม้าวิ่ง นางจะตัวสั่นงันงกทำอันใดไม่ถูก แต่นี่เหตุใดพอได้ยินว่าทหารข้าศึกกำลังจะมาบุกฆ่าล้างหมู่บ้าน นางกลับลุกขึ้นมาจัดการข้าวของด้วยท่าทีเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน

ความสงสัยผุดขึ้นในใจเป็นริ้วๆ แต่สถานการณ์ภายนอกที่บีบคั้นไม่เปิดโอกาสให้เขาได้เอ่ยปากซักไซ้ เสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายของชาวบ้านเริ่มดังแว่วมาจากลานกว้างหน้าหมู่บ้าน ตามมาด้วยเสียงระฆังเตือนภัยที่ถูกตีรัวเร็วดังหง่างเหง่งบาดแก้วหู

"เจ้าเก็บของจำเป็นเสีย ข้าจะไปลากรถเข็นไม้ด้านหลังมา" โจวฉางเฟิงตัดความสงสัยทิ้งไปชั่วคราว เขาสะพายคันธนูเข้ากับแผ่นหลัง หมุนตัวเดินกะเผลกออกไปทางหลังกระท่อมอย่างรวดเร็ว

เสิ่นซูเยว่มองตามแผ่นหลังกว้างนั้นไปชั่วครู่ บุรุษผู้นี้แม้จะขาเป๋ ทว่าสติปัญญาและความเด็ดขาดสมกับที่เคยผ่านความเป็นความตายในสนามรบมาแล้ว นับว่าร่างเดิมยังมีสายตาที่มองคนไม่ผิดนัก

หญิงสาวละความสนใจจากสามี หันมากวาดสายตาสำรวจสมบัติในกระท่อมดินซอมซ่อแห่งนี้ ทุกอย่างว่างเปล่าและผุพัง มีเพียงห่อผ้าเก่าๆ ใบหนึ่ง และถุงกระสอบป่านใบเล็กที่วางแอบอยู่มุมห้อง มันคือแป้งข้าวโพดหยาบๆ ผสมรำข้าวที่เหลืออยู่เพียงครึ่งค่อนถุง ซึ่งเป็นเสบียงชิ้นสุดท้ายของครอบครัวบ้านสาม

เสิ่นซูเยว่ก้าวเข้าไปคว้าถุงแป้งนั้นมาผูกติดกับเอว แม้นางจะมีมิติห้างสรรพสินค้าที่เต็มไปด้วยอาหารเลิศรส แต่ในสายตาคนภายนอก นางยังต้องมีเสบียงบังหน้าเพื่อไม่ให้ใครจับผิดได้ อาหารในโลกนี้คือชีวิต ใครก็ตามที่ไม่มีเสบียงติดตัว ย่อมตกเป็นเป้าสายตาและถูกตั้งข้อสงสัยว่ารอดชีวิตมาได้อย่างไร

ขณะที่นางกำลังจะหันไปอุ้มหนิงหนิง เสียงฝีเท้ากระแทกกระทั้นของคนกลุ่มหนึ่งก็ดังขึ้นที่หน้าประตู พร้อมกับร่างอวบอ้วนของสตรีวัยกลางคนที่พุ่งพรวดเข้ามาในห้องราวกับพายุหมุน

"สะใภ้สาม! มัวชักช้าอันใดอยู่ ทหารข้าศึกจะบุกมาถึงหัวเตียงอยู่แล้ว มัวแต่งมหาภูตผีอันใด!"

ผู้ที่ตะเบ็งเสียงแหลมปรี๊ดเข้ามาคือหวังซื่อ สะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลโจว ใบหน้าอวบอูมของนางเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก แต่สายตากลับกลอกกลิ้งสอดส่ายไปทั่วห้องอย่างละโมบ ก่อนจะหยุดกึกอยู่ที่ถุงกระสอบป่านข้างเอวของเสิ่นซูเยว่

ดวงตาของหวังซื่อเบิกกว้างราวกับหมาป่าเห็นชิ้นเนื้อ นางก้าวอาดๆ เข้ามาหา สองมือนั้นยื่นออกไปหมายจะกระชากถุงแป้งโดยไม่เห็นผู้ใดในสายตา

"เอาแป้งถุงนี้มา! ท่านแม่สั่งให้รวบรวมเสบียงทั้งหมดของทุกบ้านไปไว้ที่เกวียนของบ้านใหญ่ พวกเจ้ามีแต่คนป่วยกับเด็กและคนพิการ เอาไปก็รักษาไว้ไม่ได้ เป็นภาระเปล่าๆ เอามาให้ข้าจัดการเอง จะได้แบ่งปันให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม!"

ข้ออ้างสวยหรูถูกพ่นออกมาจากปาก ทว่าใครบ้างจะไม่รู้สันดานของหวังซื่อ คำว่าเท่าเทียมของนางก็คือการเอาเข้าปากลูกชายอ้วนท้วนของนางเองเท่านั้น ส่วนบ้านสามคงได้แต่น้ำล้างหม้อประทังชีวิต

ในอดีต หากเป็นเจ้าของร่างเดิม คงได้แต่ปล่อยให้นางแย่งไปพร้อมกับน้ำตาตกใน ทว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้คือเสิ่นซูเยว่ สายลับผู้ช่ำชองการต่อสู้

พริบตาที่มืออวบอูมของหวังซื่อกำลังจะคว้าถึงถุงแป้ง เสิ่นซูเยว่ไม่ถอยหนี นางเพียงเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อยด้วยท่วงท่าที่ดูราวกับไม่ได้ตั้งใจ ก่อนจะตวัดมือซ้ายขึ้นคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของสะใภ้ใหญ่อย่างแม่นยำ

นิ้วเรียวบางประดุจลำเทียนกดลึกลงไปที่จุดชีพจรและข้อต่อกระดูกบริเวณข้อมือด้วยแรงที่คำนวณมาอย่างดีเยี่ยม จากนั้นจึงบิดพลิกข้อมือของอีกฝ่ายกลับหลังเบาๆ

"กรี๊ดดดดด! โอ๊ยยยย!"

เสียงร้องโหยหวนราวกับสุกรถูกเชือดดังลั่นกระท่อม หวังซื่อทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้น ใบหน้าอวบอูมบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวที่แล่นปราดจากข้อมือทะลุขึ้นไปถึงหัวไหล่ ราวกับกระดูกกำลังจะแตกหักเป็นเสี่ยงๆ นางพยายามสะบัดมือออก ทว่าฝ่ามือเล็กๆ ของสะใภ้สามกลับหนีบแน่นราวกับคีมเหล็กสกัด

"ปล่อย! นังแพศยา ปล่อยมือข้าเดี๋ยวนี้นะ! โอ๊ย เจ็บๆๆ!" หวังซื่อด่าทอพลางน้ำตาหูน้ำตาตาไหลพราก

เสิ่นซูเยว่ก้มลงมองสตรีตรงหน้าด้วยสายตาเย็นเยียบประดุจน้ำแข็งในเหมันตฤดู ริมฝีปากบางเฉียบเหยียดยิ้มที่ส่งไปไม่ถึงดวงตา น้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยออกมานั้นราบเรียบ ทว่ากลับแฝงไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้บรรยากาศในห้องหนาวเหน็บขึ้นมาจับใจ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel