ส่งการบ้าน
---ห้องนอนณารา---
ฉันทิ้งตัวลงบนที่นอนอย่างเหนื่อยล้าทำไมชีวิตฉันถึงได้น่าเบื่อขนาดนี้กัน ดูท่าวีดีโอพรีเซ้นของฉันมันคงจะหดหู่จนไม่น่าดู แต่เพียงแค่เสี้ยววิหนึ่งฉันก็คิดได้ถึงอ้อมกอดของพี่สามภพพาให้หัวใจฉันมันเต้นแรงร้อนรุ่มอย่างบอกไม่ถูกจนปรับอารมณ์ตัวเองแทบไม่ทัน
มือบางเปิดโน๊ตบุ๊คเครื่องเก่าด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจแล้วส่งคลิปที่แอบถ่ายไว้จากมือถือลงในคอมก่อนจะตัดต่อเลือกเพลงให้เข้ากับความรู้สึก
ถ้าพี่สามภพได้เห็นคลิปวีดีโอความยาวทั้งหมดเกือบ ๆ 3 นาทีนี้เขาจะรู้มั้ยนะ ว่าฉันตั้งใจทำมันเพื่อที่จะมอบให้เขา
---มหา’ ลัย คณะนิเทศศาสตร์---
ไม่กี่วันต่อมาก็ถึงเวลาที่นักศึกษาทุกคนต้องส่งการบ้านที่พี่สามภพสั่งไว้จากคาบที่แล้ว แต่เจ้าของวิชาอย่างอาจารย์นักรบกำลังทำหน้างุนงงที่นักศึกษาส่งการบ้านราวกับว่าเขาไม่ได้รู้เรื่องด้วย
“อาจารย์สั่งเหรอ”
อ.นักรบถามนักศึกษาออกไมค์
“ใช่ค่ะ อ.สามภพสั่งค่ะ”
อ.นักรบวางไมค์ลงก่อนจะกดโทรศัพท์โทรออกหาใครสักคน
“มึงสั่งการบ้านอะไรในคลาสกูเนี่ย”
เพื่อนทั้งห้องฉันเงียบแล้วตั้งใจฟังบทสนทนาที่กำลังดังผ่านลำโพงเพราะอ.นักรบไม่ได้ปิดไมค์
“งั้นมึงมาตรวจงานเองเลยไอ้สาม”
แต่ยังไม่ทันที่ อ.นักรบจะวางสาย ร่างหล่อก็ปรากฏกายขึ้นแล้วเดินตรงไปหาอ.นักรบที่นั่งหน้ามุ้ยรออยู่บนเวที เขานั่งลงข้าง ๆ อ.นักรบแล้วพูดออกไมค์โดยไม่ได้สนใจสีหน้าของคนที่นั่งอยู่ก่อน
“ใครพร้อมเริ่มได้เลยนะครับ”
จากนั้นนักเรียนแต่ละคนก็ทยอยออกมาเปิดงานพรีเซ้นบางคนก็เป็นเพลงกำลังใจถ่ายภาพผีเสื้อ วิวทิวทัศน์ บางคนก็เปิดเป็นคลิปตัวเองพร้อมเพลงน่ารัก ๆ เหมือนตัวเองเป็นนางเอกเอ็มวี
ของเนเน่ก็ถ่ายภาพตัวเองคู่กับบ้านหลังใหญ่และรถหรูหลายคัน เอาเป็นว่าเหมือนนางมาอวดรวยให้ดูยังไงยังงั้น
ส่วนเบียร์ก็ถ่ายภาพปากท้องความเป็นอยู่ของแม่ค้าและควันพิษเศรษฐกิจอะไรประมาณนี้ประกอบเพลงสู้ชีวิต
จนมาถึงคิวฉัน ฉันเดินขึ้นไปบนเวทีสายตาเหลือบมองหน้าพี่สามภพที่กำลังจ้องมองกันอยู่จนฉันเริ่มรู้สึกประหม่า แค่เห็นหน้าเขาระยะใกล้ ๆ ตอนนี้ใจก็เต้นรัวยิ่งกว่ากลองเพลเสียอีก
พอเสียบแฟลชไดร์เข้าเครื่องโน้ตบุ๊คเสร็จฉันก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะคลิกเปิดมัน
และทันทีที่เสียงเพลงขึ้นไฟที่เวทีก็ดับลงพร้อมกับภาพที่ปรากฏที่หน้าจอมอนิเตอร์
(ภาพเปิดมาคือวิวดาดฟ้าของร้านเหล้าที่ฉันทำงาน)
(พอเนื้อร้องขึ้นกล้องก็โฟกัสไปจุดที่พี่สามภพยืนสูบบุหรี่อยู่เป็นประจำ ก่อนจะก็ปรากฏภาพอุ้งมือเล็ก ๆ ของฉันที่กำบางอย่างไว้ในมือ แล้วค่อย ๆ หงายฝ่ามือคลายมันออก จนเห็นตลับยาแก้ฟกช้ำที่พี่สามภพให้)
เธอคือความโชคดีเพียงอย่างเดียวที่ฉันได้เจอ
จากวันนั้นที่ได้พบเธอชีวิตฉันมันก็เปลี่ยนแปลงไป
กำแพงที่ก่อเอาไว้ไม่รู้ว่าสูงแค่ไหน แต่ไม่เคยมีใครได้ปีนมันพ้นสักที
แต่กลับเธอคนนี้ฉันพร้อมจะปีนลงมา
(ฉันหันกล้องกลับมาที่หน้าตัวเองแล้วกำตลับยานั่นกอดแนบอกไว้อย่างหวงแหน)
ความอบอุ่นของเธอ อ้อมกอดอุ่น ๆ ที่ฉันได้รับมัน
เธออาจแค่ให้กำลังใจกัน แต่เธอรู้มั้ยมันมีค่ามากกว่านั้น......
(ท่อนฮุคนี้คือภาพหลังกีตาร์ของพี่สามภพที่ฉันแอบถ่ายมา)
*แผ่นหลังของเธอ....ที่ฉันแอบมองทุกวัน
รู้มั้ยว่ามันยากแค่ไหนที่ต้องห้ามใจตัวเอง ที่ต้องรั้งใจตัวเองไม่ให้วิ่งไปซบเธอ
กลิ่นอายของเธอ....ที่ฝังในคราที่เคยได้กอดกันในตอนนั้น
ฉันยังโหยหามันจนเกินต้านทาน ฉันแพ้ให้เธอ ฉันแพ้ให้แค่เธอ.......
(และภาพจบคือภาพที่ฉันซูมใกล้จนเบลออย่างตั้งใจมันคือภาพนิ้วมือเรียวของพี่สามภพที่กำลังเล่นกีตาร์อยู่บนเวที)
ระหว่างที่วีดีโอกำลังเล่นไป พี่สามภพก็อมยิ้มอย่างเก็บอาการอยู่ตลอดเวลาพร้อมกับเหลือบตามองฉันมาเป็นระยะ ๆ
แต่คนที่ดูจะงงที่สุดคืออาจารย์นักรบ เพราะตั้งแต่ที่วีดีโอเล่นไปถึงภาพที่ฉันแอบถ่ายหลังกีตาร์ อาจารย์ก็รีบหันหน้ากลับไปมองเพื่อนทันทีและยิ่งตอนจบที่เป็นภาพแตก ๆ ซูมมือคนเล่นกีตาร์ ที่ใครดูก็ไม่มีทางเดาออกแน่นอนว่าเป็นมือของใคร แต่อาจารย์นักรบกลับหันไปจับพิรุธคนที่นั่งข้าง ๆ อย่างไม่วางตาขณะที่พี่สามภพก็เอาแต่นั่งอมยิ้มมองตามภาพในจอ
“นี่แกมีความรักตั้งแต่เมื่อไร ไม่เห็นบอกเพื่อน”
เนเน่ถามทันทีที่ฉันเดินกลับมานั่งลงที่เก้าอี้ตรงกลางตัวเดิม
“บอกมานะว่าเป็นใคร”
เบียร์ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็เค้นถามอีกคน ฉันก็ได้แต่ยิ้มทำมึนไม่ได้ตอบอะไรพวกนาง
“ทุกคนทำดีมากครับ”
อาจารย์นักรบกล่าวออกไมค์อย่างชื่นชม
“แล้วของอาจารย์ทั้งสองคนล่ะคะ ไม่มีเหรอ”
เสียงนักศึกษาสาวในห้องอีกคนท้วงเพราะคงอยากรู้ถึงความรู้สึกของอาจารย์ในช่วงเวลานี้ อาจารย์ทั้งสองหันมองหน้ากันเองก่อนจะพูดออกมา
“อืม....งั้นของอาจารย์ ชั่วโมงนี้ต้องเพลงนี้เลยครับ ชื่อเพลง ‘อีหยังวะ’ ”
เขาพูดจบก็กดเปิดเพลงทันทีโดยไม่มีภาพวีดีโอเพราะไม่ได้เตรียมมาแต่ตลอดทั้งเพลงอาจารย์ก็หันหน้าไปมองพี่สามภพที่ทำทีนั่งมองอะไรไปเรื่อยเปื่อยอย่างไม่รู้ไม่ชี้
“ตาแกแล้วอาจารย์สาม”
