กอดได้ แต่ไม่ร้องไห้ได้มั้ย
---ร้าน The Lucky Music Bar---
วันนี้ไม่ว่าฉันจะเดินไปเสิร์ฟที่โต๊ะไหนก็จะมีความรู้สึกเหมือนมีคนมองอยู่ตลอดเวลา จนฉันต้องหยุดแล้วยืนกวาดตามองไปรอบ ๆ ร้าน ท่ามกลางเสียงดนตรีที่ดังก้องและสายตาฉันก็ไปสะดุดหยุดกับสายตาคู่หนึ่งบนเวที แม้มือเขาจะเล่นกีตาร์อยู่แต่สายตากลับจ้องมองฉันอย่างไม่หลบเลี่ยงแม้ว่าจะถูกฉันจับได้ว่าเขามองกันอยู่ก็ตาม
“ต่อไปผมจะขอมอบเพลงนี้ให้กับคนที่จะเริ่มต้นใหม่ในความรักนะครับ”
เสียงหล่อของพี่คีตะเอ่ยผ่านไมค์พร้อมแจกจ่ายสายตาหวานจนสาวกรี๊ดกร๊าดกันไม่หยุด แต่ทันทีที่เสียงกีตาร์ขึ้นพี่คีตะก็ต้องละมือจากแฟนคลับหน้าเวทีมาจับไมค์แล้วหันหน้ากลับไปหาเพื่อน
“เอ่อไอ้มือกีตาร์ครับไม่ใช่เพลงนี้ วันนี้พี่สามภพของเราดูไม่ค่อยมีสมาธิเลยนะครับเนี่ย ไม่รู้ใจลอยไปหาใครรึเปล่า”
พี่คีตะพูดแซวผ่านไมค์เพื่อนแต่ประโยคหลังกลับเอียงคอมองมาทางที่ฉันยืนอยู่ด้านล่าง จนฉันต้องหลบสายตาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แล้วเดินเข้าหลังร้านไป
ฉันออกมาเสิร์ฟอีกทีก็เห็นพี่สามภพกำลังมานั่งขอบเวทีแล้วรับเครื่องดื่มจากลูกค้าสาวคนหนึ่งผู้หญิงคนนั้นท่าทางดูไฮซ้อไฮโซอายุก็น่าจะพอ ๆ กันกับพี่สามภพ ทำให้ฉันรู้สึกแปลกใจมากเพราะปกติเขาไม่เคยจะรับแก้วหรือจับมือกับใครทั้งนั้น
แก้วแล้วแก้วเล่าถูกส่งมาให้พี่สามภพกินไหนจะท่าทีที่ถึงเนื้อถึงตัวนั่นอีกทำฉันแทบไม่อยากจะออกไปหน้าร้านเลยจริง ๆ
พอได้เวลาเบรก ฉันก็หยิบเบียร์แทนข้าวรีบวิ่งขึ้นมาบนดาดฟ้า ภาพบาดตาบาดใจเมื่อครู่มันทำให้ฉันกินข้าวไม่ลงแถมยังเสียอารมณ์สุด ๆ แม้รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองเป็นตัวซวยและไม่ควรจะมีคนรักแต่ความรู้สึกที่กำลังก่อตัวขึ้นนี้ฉันผลักไสมันออกไปให้พ้นจากหัวใจน้อย ๆ ดวงนี้ไม่ได้เลย
ฉันนั่งกินไปสักพักจนแทบจะหมดขวดก็เริ่มจะเวียนหัวนิด ๆ ทั้งที่รู้ตัวเองว่าคออ่อนแต่ก็ยังอยากกิน อยากกินให้มันลืมความเศร้าลืมความน้อยเนื้อต่ำใจพวกนั้นไปให้หมด นั่งอยู่สักพักฉันก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนกำลังวิ่งขึ้นบันได้มา แต่ที่น่าแปลกคือ....วันนี้เขาเดินตรงเข้ามาหาฉันทันทีโดยไม่ได้เปิดเพลงใด ๆ
“นึกว่ากลับบ้านไปแล้วซะอีก”
ฉันนั่งนิ่งยกเบียร์ขึ้นกระดกโดยไม่ตอบอะไร
“หืม...กินเบียร์ เดี๋ยวก็เมาอีกหรอก”
“.....”
“มีเรื่องอะไรไม่สบายใจเหรอบอกพี่ได้มั้ย”
ก็พี่นั่นแหละตัวต้นเหตุ แต่ฉันจะพูดแบบนั้นออกไปได้ยังไงกันเล่า
“ไม่มีอะไรค่ะ”
“โกหก”
“เปล่าสักหน่อย”
“แล้วดื่มทำไม ปกติไม่เห็นจะกิน”
“แล้วทำไมพี่ถึงกินเหล้าล่ะ ปกติก็ไม่เคยกินเหมือนกันนี่”
คำพูดประชดของฉันทำดวงตาเขาหรี่ลงเหมือนกำลังไขปริศนาอะไรบางอย่างก่อนจะหลุดยิ้มหล่อละลายใจออกมา และเป็นรอยยิ้มที่ฉันเพิ่งเคยเห็นมันปรากฏอยู่บนหน้าเขาเป็นครั้งแรก
“พี่ติณมาขอร้องพี่ให้ดูแลลูกค้าวีไอพีคนนี้หน่อย พี่เห็นแก่พี่ติณเลยต้องยอม”
“.....”
“แต่เอ๊ะ...ณาราทำแบบนี้พี่จะเข้าใจว่าเราหึงพี่นะ”
“หนูเปล่าสักหน่อย หนูจะหึงพี่ไปทำไมเราไม่ได้เป็นอะไรกัน แถมพี่เองก็ไม่ได้ชอบณาราแล้วหนูจะ....”
อยู่ ๆ พี่สามภพก็ยกนิ้วชี้ขึ้นมาแนบปากให้ฉันหยุดพูด เขาจ้องมองฉันพร้อมกับไล้นิ้วโป้งไปรอบ ๆ ริมฝีปากฉันอย่างแผ่วเบาทำเอาใจฉันร้อนวูบวาบยิ่งกว่ากินเหล้าสามแก้วนั้นเข้าไปเสียอีก
“เมาแล้วพูดเยอะ เดี๋ยวก็ร้องไห้อีก”
“.......”
ฉันกลืนคำพูดเมื่อครู่ลงคอไปอย่างยากลำบากและได้แต่นั่งนิ่งตัวแข็งทื่อเป็นท่อนไม้ ขณะที่บรรยากาศรอบข้างอยู่ ๆ ก็เงียบขึ้นมาจนฉันได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองที่มันกำลังเต้นระรัว
“อยากกอดพี่มั้ย”
นี่เขาจำรายละเอียดตอนฉันเมาในครั้งแรกที่เจอกันได้หมดเลยใช่มั้ยเนี่ย
“พี่ไม่ได้ล้อเลียนเรานะ แต่พี่รู้สึกว่าเหมือนหนูอยากพักพิงใครสักคนตอนที่ร่างกายกำลังอ่อนแอ”
เขาพูดจบก็นั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดียวกับฉันแล้วหันหลังให้กัน เมื่อกี้เขาเอ่ยแทนตัวฉันว่า ‘หนู’ อย่างนั้นเหรอ ฉันไม่ได้หูฝาดไปใช่มั้ย......แต่กลับรู้สึกชอบให้เขาพูดแบบนี้เป็นบ้าเลย
ฉันมองแผ่นหลังอันอบอุ่นที่เคยได้กอดในตอนนั้น มือบางยกขึ้นลูบไล้แผ่นหลังอย่างอดใจไม่ไหว หลังนี้ที่ฉันอยากกอดมาเนิ่นนานวันนี้ฉันได้รับโอกาสกอดนั้นอีกครั้งแล้วสินะ
ฉันแนบหัวลงพิงหลังอุ่นชวนหลงใหลของเขาราวกับกำลังต้องมนต์สะกด สองมือโอบกอดเอวแกร่งเหมือนที่เคยทำพร้อมกับน้ำตาที่ค่อย ๆ ไหลออกมา เจ้าของหลังนั่งนิ่งปล่อยให้ฉันได้ปลดปล่อยอารมณ์เศร้าอยู่สักพัก
“กอดได้ แต่ไม่ร้องไห้ได้มั้ย”
เขาจับมือฉันคลายออกจากเอวแล้วหันหน้ากลับมาหาฉัน เขายกนิ้วโป้งขึ้นปาดน้ำตาที่นองหน้าฉันออกอย่างแผ่วเบาก่อนจะโอบหัวให้ฉันเอนพิงลงแนบอกเขา ฉันรู้สึกได้ถึงลมหายใจที่กำลังเป่ารดอยู่บนเรือนผมที่เขาแนบหน้าชิดลงมา ทำไมสัมผัสเขามันช่างอบอุ่นขนาดนี้นะ ฉันรู้สึกมีความสุขอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนจนอยากจะให้เวลามันหยุดเดินหรือขอแค่ให้ทุกวินาทีมันเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ ก็พอ
“กินน้ำให้หมดก่อนค่อยลง”
เขายื่นขวดน้ำแบบเดิมมาให้ฉันทันทีที่จอดรถอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อที่ปากทางเข้าบ้าน และก็เหมือนเดิมฉันดื่มได้แค่ครึ่งขวดแล้ววางมันลง
“ช่วยให้สร่างเมาใช่มั้ยคะ”
เขาพยักหน้าแล้วยิ้มมุมปากให้กัน
“ขอบคุณนะคะที่มาส่ง แล้วก็....”
ในใจฉันกำลังอึกอักว่าจะพูดคำนั้นออกไปดีมั้ย
“ขอบคุณที่ให้กอดนะคะ”
หลังพูดคำนี้ออกไปฉันก็ลุกลี้ลุกลนหาที่จับเปิดประตูผิด ๆ ถูก ๆ จนได้ยินเสียงพี่สามภพกลั้วหัวเราะออกมา
“อย่าลืมทำการบ้านล่ะ พี่ก็จะทำการบ้านให้เราเหมือนกัน”
พี่สามภพเอ่ยขึ้นทันทีที่ฉันก้าวขาลงจากรถ ก่อนจะยิ้มให้กันแล้วขับรถออกไป ทำการบ้านให้ฉันงั้นเหรอ...หมายความว่ายังไงกัน
แต่ก่อนที่จะได้คิดอะไรไปมากกว่านี้เสียงหนึ่งที่พาให้ฉันอารมณ์ห่อเหี่ยวก็ดังขึ้น
“ผัวมึงเหรอวะอีณา”
พ่อพูดขึ้นพลางกระดกเหล้า 40 ดีกรีที่กอดไว้แนบอกไปด้วย
“ไม่ใช่จ๊ะพ่อ”
“ถ้าไม่ใช่แกก็ทำให้มันใช่สิ ขับรถบีเอ็มก็ดูท่าจะมีเงินอยู่แหละ”
เสียงแม่เลี้ยงฉันพูดเสริม พวกเขาไม่เคยนึกถึงจิตใจฉันหรอกเขานึกถึงแค่เรื่องเงินและเงินเท่านั้น
“นั่นแกจะไปไหน”
พ่อรีบเอ่ยถามทันทีที่เห็นฉันกำลังหันหลังจะก้าวเดิน
“กลับบ้านสิพ่อ”
“พรุ่งนี้ไปจ่ายค่าเหล้าร้านยายดวงให้กูด้วย ไอ้ร้านห่านี่มันไม่ให้กูเซ็นกูเลยต้องไปซื้อร้านตรงสามแยก”
พ่อชี้นิ้วด่าร้านสะดวกซื้อที่ตั้งอยู่ปากซอยบ้าน ฉันส่ายหัวพลางถอนหายใจและพยายามจะทำใจให้ชิน แต่สายตาของแม่เลี้ยงที่มองฉันในวันนี้ดูเหมือนคนที่มองเห็นแสงสว่างทางปลายอุโมงค์ ให้ตายเถอะฉันสังหรณ์ใจไม่ดีเลยฉันรู้สึกว่าเขาต้องคิดวางแผนอะไรไม่ดีอยู่แน่ ๆ
