ตอนที่12 ไม่ใช่แค่เธอหรอกที่ชอบอ้อมกอดนี้
“กรี๊ดมากแม่ ฉันบอกแล้วเขาชอบแก”
เนเน่จีบปากจีบคอพูดทันทีที่ฉันเดินมาถึงโต๊ะ
“แล้วแกล่ะ คิดยังไงกับเขา”
เบียร์ถามฉันกลับแล้วจ้องอย่างรอคอยคำตอบ แต่ฉันกลับคว้าเหล้ารินเพียวแล้วดื่มมันเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายนั่นอีกรอบ
“พอได้แล้วเดี๋ยวก็เมากันพอดี”
“ไม่ทันแล้วมั้ย ฉันเมาตั้งแต่สองแก้วแรกแล้ว”
ฉันหันไปบอกเพื่อนที่มันไม่รู้เลยว่าฉันคออ่อนแค่ไหน
“ตอบฉันก่อนเลยอย่าทำมาเนียน”
เบียร์ยังคงเซ้าซี้กันไม่เลิก ยัยนี่มันขี้ตื้อชะมัด
“ฉันกลัวว่า....ฉันจะเป็นตัวซวยสำหรับเขา”
เสียงถอนหายใจของฉันมันคงบ่งบอกได้ดีว่าฉันกำลังคิดหนักแค่ไหน
“ซวยเซยบ้าบออะไร ถ้าเขาแต่งเพลงนี้จบได้เพราะแกจริง ๆ”
เบียร์เงียบฟังเนื้อเพลงท่อนที่กำลังจะถึงก่อนจะเอ่ยออกมาอีกครั้ง
“...นี่ไงก็แสดงว่าเขาคิดว่าแกคือคนที่ฟ้าส่งมา ยังจะต้องคิดอะไรอีก”
เบียร์เสริมเหตุผลให้ฉันคล้อยตาม
“แกอย่าเก็บคำพูดพ่อกับแม่เลี้ยงแกมาคิดให้รกสมอง แต่ถ้าแกเชื่ออย่างนั้นจริง ๆ พี่สามภพอาจจะเป็นคนที่เข้ามาเปลี่ยนชะตาชีวิตแกก็ได้นะ”
เนเน่พูดปลอบใจฉัน ตั้งแต่คบกับพวกมันมาก็เพิ่งจะเคยได้ยินมันพูดจาดีมีสาระก็วันนี้ แววตาจริงจังของเพื่อนทั้งสองที่ถ่ายทอดออกมา ทำให้ฉันรู้สึกได้เลยว่าพวกมันไม่ได้พูดเล่น ๆ
“เดี๋ยวฉันมา”
หลังจากที่ฉันนั่งคิดทบทวนคำพูดของเพื่อนอยู่สักพัก ฉันก็ยกแก้วเหล้าที่น้ำแข็งกำลังละลายอย่างเจือจางขึ้นกระดกพรวดแล้วเดินไปดาดฟ้าตามคำนัดของพี่สามภพ
-SamPhop Talk-
ผมยืนมองร่างน้อยที่กำลังสลบสไหลอยู่บนม้าหินอ่อนที่ดาดฟ้า เด็กสาวคออ่อนที่ทำเป็นใจกล้า เอาแก้วเหล้าไปยื่นให้ผมถึงหน้าเวที ไม่ใช่ว่าผมไม่รู้ว่าเธอกำลังคิดจะทำอะไร แต่ที่ผมไม่รับแก้วเธอตั้งแต่แรกเป็นเพราะแค่อยากจะแกล้งเธอเท่านั้น แต่แค่เห็นหน้าเธอเฟลแล้วเดินไหล่ตกหันหลังกลับไปก็ทำใจผมมันหล่นวูบจนลืมตัวกระโดดลงจากเวทีไปหาเธอโดยอัตโนมัติเฉยเลย
ผมหย่อนร่างลงนั่งข้าง ๆ ศีรษะเธอ มือหนาลูบเส้นผมที่กำลังถูกลมพัดปลิวไสวให้เข้าที่เข้าทางพลางจ้องมองร่างขาวที่วันนี้แต่งตัวเป็นเด็กเที่ยวอย่างเต็มยศ เปลือกตาโตที่กำลังหลับพริ้มค่อย ๆ ลืมขึ้นราวกับรับรู้ถึงการมาของผม
“เมาอีกแล้ว”
ผมเอ่ยแซวร่างน้อยที่กำลังจัดแจงลุกขึ้นนั่งอย่างเซ ๆ
“พี่สามภพมาตั้งแต่เมื่อไรคะ”
ดวงตาคู่สวยหลบสายตาไม่ยอมมองหน้าผม อะไรกันแล้วเด็กสาวที่ใจกล้าเมื่อกี้หายไปไหนซะแล้ว
“มองหน้าพี่สิ นี่เราใช่คนเดียวกันกับที่ยื่นแก้วเหล้าให้พี่เมื่อกี้หรือเปล่านะ”
ยิ่งผมเห็นเธอเขินผมก็ยิ่งแซว ท่าทางของเธอมันดูน่ารักจนผมอดแกล้งไม่ได้เลยจริง ๆ
“พี่ชอบนะ....”
“คะ?”
“เอ่อ...ก็...ก็การบ้านที่เราส่งเมื่อบ่ายนี้ไง เห็นมีตลับยาพี่ด้วย”
ผมรีบพูดกลบเกลื่อนความเขิน บอกตรง ๆ ว่าวีดีโอพรีเซ้นของเธอทำเอาผมใจฟูไม่น้อยเลย
“อ๋อค่ะ...ณาราก็ชอบ...”
“ชอบการบ้านพี่เหรอ”
“ชอบพี่...”
เธอพูดความในใจออกมาตรง ๆ จนผมแทบจะหยุดหายใจ ผมไม่แน่ใจว่าเพราะฤทธิ์เหล้ารึเปล่าที่ทำให้เธอสารภาพความรู้สึกออกมาได้ง่ายดายอย่างนี้ แต่คำพูดเรียบ ๆ นั่นก็ทำให้ใจผมมันเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอกอยู่แล้ว
ผมมองจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่โตที่กำลังสั่นระริก ก่อนที่ใบหน้าผมจะค่อย ๆ โน้มลงไปจนใกล้ใบหน้าเธอ แต่ยิ่งใกล้กลิ่นของแอลกอฮอล์ก็ยิ่งแรงขึ้น เธอหลับตาลงเหมือนกำลังรอสัมผัสบางอย่างจากผม
ผมเห็นอย่างนั้นก็อดที่จะยิ้มให้กับความน่ารักของเธอไม่ได้ ผมไม่ฉวยโอกาสคนเมาหรอกนะผมจับไหล่เธอทั้งสองข้างที่กำลังสั่นเทา พลางโน้มหน้าไปจนเกือบชิดติดริมฝีปากเธอ
“อยากกอดพี่มั้ย”
เธอปรือตาขึ้นเล็กน้อยพลางจ้องหน้าผมนิ่ง ก่อนจะแนบตัวซุกเข้ามาในอ้อมกอดผม ในตอนนี้ไม่ใช่แค่เธอหรอกที่ชอบอ้อมกอดนี้ แต่ผมเองก็รู้สึกว่าชอบมันด้วยเหมือนกัน
ชอบที่มันทำให้เธอรู้สึกอบอุ่น.....
ชอบที่มันทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย.....
และชอบที่มันทำให้เธอชอบผม…..
ผมนั่งมองท้องฟ้าระหว่างที่เธอกำลังหลับไหลคาอ้อมกอดผมอยู่ ชวนให้นึกไปถึงเรื่องราวต่าง ๆ ในอดีตที่ผ่านมา
วันนั้นเป็นวันมหาวิปโยคสำหรับผม บริษัทพ่อผมล้มละลายเพราะถูกโกงจนหมดเนื้อหมดตัวและคนที่ผมรักมากที่สุดก็มาตายจากไป แม้แต่งานศพเธอผมก็ยังไม่ได้ไปเพราะเพื่อนสนิทที่โกงเงินพ่อผมก็คือพ่อของเชอรี่นั่นเอง แม่ส่งผมกลับไทยทันทีเพราะกลัวผมจะไปงานศพของลูกคนเลวที่ทำให้ครอบครัวผมวิบัติขนาดนี้
ผมกินเหล้าเมามายอยู่ 3 เดือนเต็ม ๆ เพราะทำใจไม่ได้ที่ต้องเสียคนรักไป จนได้คีตะกับไต้ฝุ่นเพื่อนรักที่ไทยสมัยเรียนด้วยกันสมัยประถมมาช่วยพยุงชีวิตผมไว้ให้เป็นผู้เป็นคนขึ้นมา
พวกมันใช้ดนตรีบำบัดจิตใจจนผมดีขึ้นและทำงานได้ ผมส่งเงินให้แม่กับพ่อที่อยู่อเมริกาจนสถานะทางการเงินของพ่อกับแม่เริ่มดีขึ้น อีกทางก็คือได้พี่ชายพ่อยื่นมือเข้ามาช่วยจนครอบครัวผมกลับมาตั้งตัวได้อีกครั้ง และทุกวันนี้บริษัทของพ่อผมใหญ่โตมากกว่าบริษัทเดิมที่ถูกโกงไปเสียอีก
“ณารา...ณารา”
ผมพยายามจะปลุกเธอให้ตื่นเพราะใกล้เวลาหมดเบรกแล้วแต่ร่างกายเธอกลับไม่ขยับเลยสักนิด ผมเลยตัดสินใจโทรหาเพื่อนที่กำลังนั่งพักอยู่ในห้องนักดนตรีแทน
“ไอ้คี มึงหาคนเล่นแทนกูที”
ทันทีที่ปลายสายรับผมก็เอ่ยบอกมันโดยไม่รอช้า
‘แล้วมึงจะไปไหน’
“กูจะไปส่งน้องที่บ้าน”
‘น้อง....น้องคนที่ยื่นแก้วเหล้าให้มึงอ่ะนะ”
น้ำเสียงกวนตีนแกล้งถามแซวผมไปอย่างงั้นทั้งที่มันเองรู้ดีกว่าใคร
“เออ!!”
ผมตัดสายทิ้งทันทีโดยไม่รอให้มันได้แซวอะไรต่อ สักพักเสียงข้อความไลน์จากมือถือของเธอที่วางอยู่บนโต๊ะก็ดังขึ้น
Line! ข้อความแจ้งเตือนโชว์ขึ้นทำให้หน้าจอเธอสว่างวาบ
เบียร์:ณาราแกจะกลับพร้อมกันมั้ย
ผมกำลังคิดว่าจะเอายังไงดีจะพิมพ์ตอบแทนเธอมันก็จะดูเสียมารยาทไปหน่อย เลยได้แต่นั่งมองอยู่แบบนั้น
Line!
เบียร์: เนเน่มันเมามากแล้ว ฉันขอพามันกลับก่อนแล้วกัน
เบียร์: ขอให้แกสมหวังนะเพื่อนรัก ยัยคนโชคดี
ผมเห็นข้อความที่เด้งแจ้งเตือนจากเพื่อนเธอแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ ‘คนโชคดี’ คนอย่างผมเนี่ยเหรอที่ทำให้เธอเจอสิ่งที่เรียกว่าโชคดี
ผมละสายตาจากโทรศัพท์มาสนใจคนในอ้อมกอดที่นอนนิ่ง เธอคงหลับสนิทไปแล้วจริง ๆ แต่ทว่าเมื่อมือหนาสัมผัสโดนหลังขาวเนียนมันกลับไม่ได้เนียนเหมือนในตอนแรกเพราะอากาศเย็นบนดาดฟ้ามันทำให้ขนเธอกำลังลุกชัน
ผมตัดสินใจอุ้มร่างน้อยเธอลอยขึ้นแนบอกในท่าเจ้าสาว ผู้หญิงตัวเล็กแค่นี้ไม่ทำผมรู้สึกหนักกายเลยสักนิด แต่สิ่งที่กำลังจะทำให้ผมหนักใจก็คือสีหน้าเพื่อนทั้งสองที่มันเพิ่งเดินออกจากห้องน้ำมาเจอผมในสภาพแบบนี้นี่สิ จังหวะนรกชัด ๆ
“หืม...ไอ้สามนี่คือเหตุผลที่ทำให้มึงโดดงานเหรอวะ”
ไต้ฝุ่นรีบเดินเข้ามาดูหน้าสาวที่ผมกำลังอุ้มว่าคือใครจนผมต้องหมุนร่างเธอหนี…แต่ก็ไม่รอดสายตามันอยู่ดี
“ณารา! กูว่าแล้วเชียว”
ไต้ฝุ่นปรบมือตัวเองเข้าฉาดใหญ่ทันที
“นี่ไงไอ้คีกุญแจวิเศษของมันอ่ะ”
มันรีบหันไปฟ้องเพื่อนที่เดินมาด้วยกัน แต่ไอ้คีกลับยืนยักไหล่ราวกับว่ามันรู้อยู่แล้ว
“เอ้ามึงรู้!”
“มันเปลี่ยนไปตั้งแต่วันที่มาเล่นที่ร้าน ใครไม่รู้ก็โง่แล้ว”
สีหน้าคนตบมือฉาดใหญ่เมื่อกี้กำลังขมวดคิ้วพลางนึกว่า สรุปตัวเองกำลังฉลาดหรือโง่อยู่กันแน่
“มึงไปเหอะ ทางนี้กูจัดการให้”
คีตะเดินเข้ามาตบบ่าผมก่อนที่ไต้ฝุ่นจะเดินนำไปยังเส้นทางหลังร้านท่ามกลางสายตาพนักงานหลายคนที่กำลังมองมา
“ไม่มีอะไรครับ แฟนมันเมา”
ไต้ฝุ่นรีบหันไปบอกคนที่มองจนพวกนั้นต้องยักหน้าเออออรับรู้ แต่เดี๋ยวนะเมื่อกี้มึงพูดว่าแฟน...
“ถ้ามึงไม่คิดอะไรกับน้องเค้าคงไม่อุ้มมาแบบนี้หรอกน่า”
มันพูดตอบผมที่กำลังแสดงสีหน้าขัดแย้งกับสิ่งที่มันพูดพลางเปิดประตูรถให้ผมวางเธอลง
“ขอให้มึงมีความสุขกับค่ำคืนนี้นะเพื่อน”
คนเปิดประตูเอ่ยแซวผมพร้อมยิ้มร่า ทำให้ผมได้แต่กลืนน้ำลายแล้วหันหน้ามองไปทางอื่น
“ค่ำคืนนี้บ้าอะไรของมึง กูแค่จะพาน้องเค้าไปส่งบ้าน”
“มึงอย่าไปสนใจคำพูดมันเลย มันก็แซวไปเรื่อย ขับรถดี ๆ แล้วกัน”
คีตะพูดแล้วขยิบตาส่งมาให้ผม ก่อนจะล็อคคอลากไต้ฝุ่นให้หมุนตัวกลับเข้าไปในร้าน สรุปคือพวกมึงสองคนก็ไม่ได้คิดต่างกันเลย ผมแค่นขำเล็กน้อยกับท่าทีของเพื่อนทั้งสองก่อนจะยัดตัวเข้ารถแล้วขับไปยังจุดมุ่งหมาย
