คนอย่างเขาเหรอจะสนใจฉัน...
ฉันเดินเข้าไปในซอยบ้านตัวเอง แม้จะยังเดินเซ ๆ อยู่บ้างแต่ก็ยังดีกว่าในตอนแรกเยอะ และทันทีที่ฉันผลักบานประตูบ้านเช่าไม้เก่า ๆ เข้าไป......เสียงของแม่เลี้ยงก็ดังขึ้นในทันที
“เดี๋ยว ๆ แกหยุดก่อน”
แม่เลี้ยงเดินเข้ามาหาคงกะจะมาขอเงินนั่นแหละ
“นี่แกแดกเหล้ามาเหรอ ดูสภาพซิเนี่ยกลิ่นเหล้าหึ่งเลย”
เขาทำจมูกฟุตฟิตไล่ดมไปตามตัวฉัน ฉันเลยพยายามจะเดินหนีเพราะไม่อยากทะเลาะกันในเวลานี้ให้เพื่อนบ้านแตกตื่น
“ฉันบอกแล้วว่าอย่าเสียเวลาไปเรียน สู้เอาเวลาไปจับผัวรวย ๆ ยังจะดีกว่า”
น้าราตรีตะโกนไล่หลังฉันมา ใช่สิถ้าฉันได้ผัวรวยพ่อกับแม่เลี้ยงฉันก็จะได้สบายไปด้วยยังไงล่ะ แต่นั่นไม่ใช่วิถีทางที่ฉันจะเดินหรอกนะ
“นี่น้าเพิ่งกลับมาจากบ่อนใช่มั้ย?”
ฉันถอนหายใจพลางหันหน้ากลับไปถามและดูท่าวันนี้นางจะเสียอีกตามเคยถึงได้มาวอแวดักหน้าดักหลังฉันแบบนี้
“ไม่ต้องมาเสือก! เอาเงินค่ากับข้าวพรุ่งนี้มาเดี๋ยวกูจะไปจ่ายตลาดตอนเช้าจะได้ไม่ต้องปลุก”
ฉันควักเงินในกระเป๋าเล็กที่เสื้อออกมายื่นให้เขาสองร้อย น้ารับเงินแล้วมองมันอย่างเหยียดหยามก่อนจะล้วงมือเข้ามาในกระเป๋าเสื้อฉันแล้วดึงแบงค์พันสามใบนั่นออกไป
“อ๊ะน้า เอามานี่นะนั่นมันค่าเทอมหนู!!”
“ไม่ต้องมาพูดมาก พ่อมึงก็แดกเหล้าเก่งไหนจะค่ากับข้าวในแต่ละวันอีก มึงคิดจะไม่เลี้ยงพ่อมึงรึไงนังลูกอกตัญญู”
“สองร้อยก็ซื้อกับข้าวได้ตั้งหลายถุงแล้วนะ หนูขอเงินคืนเถอะหนูต้องเอาไปจ่ายค่าเทอมจริง ๆ”
ฉันยกมือไหว้อ้อนวอนแม่เลี้ยงให้คืนเงินฉันมา นี่แหละ..เพราะฉันมันอ่อนแอแบบนี้ถึงได้โดนแม่เลี้ยงรังแกอยู่ตลอด
“ได้สิ”
น้าราตรีค่อย ๆ แสยะยิ้มออกมาจนฉันรู้สึกสยองพร้อมกับฝ่ามือหนาที่ฟาดลงมาที่พวงแก้มฉันเข้าอย่างจัง
เพี๊ยะ!
“โอ้ยน้า”
ฉันยกมือกุมแก้มที่กำลังเจ็บแสบพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมา
“มึงยังจะเอาอีกมั้ย นังตัวซวย”
มือเรียวยกขึ้นเหนือหัวฉันและค้างไว้พร้อมจะฟาดมันลงมาได้ทุกเมื่อจนฉันต้องกลืนน้ำตาแล้วกัดฟันเดินหันหลังเข้าห้องนอนที่แคบเท่ารังหนูของตัวเอง
ทันทีที่ประตูห้องปิดลงแผ่นหลังฉันก็ค่อย ๆ ถูรูดไปกับฝาผนังห้องจนไปนั่งกองอยู่ที่พื้น นี่แหละชะตากรรมที่ฉันต้องเจอในแต่ละวัน ฉันได้แต่รอวันที่ฉันจะเรียนจบไว ๆ จะได้ทำงานและก่อร่างสร้างตัวไม่ต้องมาทนทุกข์ทรมานอยู่ในสภาพแบบนี้
เช้านี้อาจารย์ยกเลิกคลาสทำให้ฉันไม่ต้องแบกหน้าที่บวมช้ำเพราะถูกน้าตบเมื่อคืนไปเรียน ไม่งั้นคงต้องตอบคำถามยัยเพื่อนซี้สองคนนั่นยาวเลยล่ะ
ตกเย็นฉันก็อาบน้ำแต่งตัวมาทำงานตามปกติ แต่ที่ไม่ปกติก็คือเรื่องที่ฉันเมาแล้วเข้าห้องผิดดันรั่วไหลไปถึงหูพี่ติณเข้า เขาเลยให้ฉันมาดูแลวงพี่สามภพเพื่อเป็นการไถ่โทษ
“อ๋อ....น้องณาราสินะที่เมาแล้วล้มพับเข้ามาในห้องพวกพี่เมื่อคืน”
เสียงแซวจากนักร้องนำเอ่ยขึ้นทันทีจนฉันต้องก้มหน้างุดเพื่อหนีอย่างอับอาย เรื่องฉันคงเป็นหัวข้อสนทนาในวันนี้ของพวกเขาแน่ ๆ
“เอ่อ...ค่ะ”
ฉันวางแก้วเปล่าลงก่อนจะค่อย ๆ รินน้ำด้วยมืออันสั่นเทาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นและอับอายจนน้ำหกเรี่ยราดทำเอาพวกเขาขำกันครืนใหญ่กับท่าทางประหม่าของฉัน
“นี่เรารู้มั้ยว่าโชคดีแค่ไหนที่ไอ้สามมันไปส่งถึงบ้าน”
เสียงมือกลองเอ่ยถาม ฉันได้แต่ยิ้มแหย ๆ แล้วเบนสายตามองไปยังพี่สามภพที่นั่งไถมือถือหน้านิ่งขรึมอยู่อย่างเงียบ ๆ
“หนวกหูน่าไอ้ฝุ่น”
หางตาเขาตวัดมองฉันเล็กน้อยก่อนจะหันไปด่าเพื่อน
“แต่เราเป็นคนที่โชคดีจริง ๆ พี่ยืนยันได้”
พี่คีตะเดินเข้ามากระซิบข้างหูฉันเบา ๆ แล้วหันไปยิ้มกับพี่ไต้ฝุ่นอย่างมีเลศนัย
‘โชคดี’ ฉันได้ยินคำ ๆ นี้อีกแล้วเหรอ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ฉันมักจะได้ยินคำว่า ตัวซวย ตัวโชคร้าย ตัวอับโชค จากปากของคนที่ฉันเรียกว่าพ่อเสมอ ทำให้ฉันไม่เคยได้ยินคำดี ๆ แบบนี้มาก่อนเลย จนกระทั่งมาเจอเขา....หรือว่าเขาจะเป็นตัวนำโชคของฉันหรือเปล่านะ
“พวกมึงนี่แม่งไม่หยุด”
แม้พี่คีตะเขาจะทำท่ากระซิบแต่กลับพูดเสียงดังปกติเหมือนตั้งใจให้คนทั้งห้องได้ยิน คนถูกแซวถอนหายใจออกมาเสียงดังแต่เพื่อนก็ยังทำหน้าล้อตัวเองไม่เลิกอยู่ดี สุดท้ายเขาก็ลุกขึ้นยืนเตรียมจะเดินหนีเพื่อนออกไปนอกห้องแต่จังหวะที่เดินผ่านฉัน เขาก็ชะงักหน้ามองกันนนิดหนึ่งก่อนเรียวคิ้วหนาจะขมวดเข้าหากันแล้วเดินออกจากห้องไป ทำเอาฉันรีบก้มหน้าอย่างรู้สึกผิดที่ก่อเรื่องจนทำให้เขาต้องลำบากใจขึ้นมาแบบนี้
ทันทีที่ประตูห้องปิดลงพี่คีตะก็คว้าข้อมือฉันมานั่งลงที่โซฟาแล้วสอบสวนซักถามถึงเรื่องราวเมื่อคืน ฉันก็เล่าทุกอย่างไปตามความจริงยกเว้นซีนซึ้งที่ไม่ได้เล่าแค่นั้นเอง พอเพื่อนทั้งสองของเขาฟังจบทั้งคู่ก็หรี่ตามองและยิ้มให้กันอย่างมีเลศนัยเหมือนเมื่อครู่อีกครั้ง ทำเอาคนไม่รู้เรื่องรู้ราวอย่างฉันได้แต่นั่งมองหน้าหล่อของทั้งสองคนสลับกันไปมาด้วยความงุนงง
“เอ่อ...ณาราเล่าจบแล้วขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ”
ฉันลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปแต่ก่อนที่ประตูจะปิดสนิท เสียงพี่ไต้ฝุ่นก็ดังเล็ดลอดออกมาทำให้ต่อมเผือกของฉันมันทำงานขึ้นมาทันที
“หน้าน้องณาราก็ไม่ได้เหมือนเชอรี่ตรงไหน ถึงจะน่ารักก็เถอะ”
“เออนั่นดิ”
พี่คีตะเสริมอย่างเห็นด้วย ‘เชอรี่’ คงจะเป็นชื่อของคนรักที่ตายไปแล้วของพี่สามภพแน่ ๆ
“ขนาดกูส่งเด็กไปให้มันตั้งหลายคน แต่ละคนเด็ด ๆ สวย ๆ ทั้งนั้นมันยังไม่เคยจะมอง”
พี่ไต้ฝุ่นพูดขึ้นมาอย่างสงสัย
“งั้นอะไรที่ทำให้ไอ้สามภพมันสนใจน้องเค้าวะ”
“เมื่อคืนตอนมันเอาเสื้อคลุมขาน้องแล้วอุ้มอ่ะ จังหวะนั้นทำกูช็อตฟีลสุด ๆ เลยไอ้สัส”
“จริง แล้วนี่แม่งไปส่งน้องเขาถึงบ้านอีก ใช่มันจริงป่ะวะหรือผีอะไรเข้าสิง”
“เชี้ยมึงอย่าพูดแบบนั้นดิกูเริ่มกลัวจริงแล้วนะ”
ฉันได้ยินก็เผลอหลุดยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวแต่ในใจก็ค้านเสียงแข็งพลางส่ายหัวอย่างไม่เห็นด้วยกับคำพูดของเขาทั้งสองคน คนที่มีแต่ผู้หญิงเข้าหาแบบเขาน่ะเหรอจะมาสนใจเด็กสาวบ้าน ๆ อย่างฉันถ้าจะให้วิเคราะห์ค่าความเป็นไปได้คือมันแทบจะติดลบเลยด้วยซ้ำ
