บทที่ 8 สัญญาผูกขาดกลางดึก
ยามซวี ท้องถนนสายรองเบื้องหน้าร้านหรันอี้เงียบสงัดลงตามวิถีชีวิตของชาวเมือง บานประตูไม้ด้านหน้าถูกปิดและลงกลอนอย่างแน่นหนา ภายในร้านมีเพียงแสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันดวงเล็กที่ตั้งอยู่บนโต๊ะไม้คิดเงิน
มู่หรันฉีนั่งอยู่หลังโต๊ะ นิ้วเรียวกรีดลูกคิดรางเล็กอย่างคล่องแคล่วสลับกับจดตัวเลขลงในสมุดบัญชี ยอดขายในวันเปิดกิจการวันแรกถือว่าทะลุเป้าหมายไปไกล แม้ส่วนใหญ่จะได้มาจากความพ่ายแพ้ของกู้หรงจิ้นที่ยอมเหมายาบำรุงกำลังไปถึงยี่สิบเทียบก็ตาม นางกวาดตั๋วเงินและอีแปะทั้งหมดลงในกล่องไม้ เตรียมจะยกไปซ่อนไว้ในช่องลับใต้กระดานพื้นชั้นสอง
ทว่าเสียงกลอนประตูไม้ที่นางเพิ่งลงสลักด้วยตนเองกลับส่งเสียงดังกริกเบาๆ ราวกับมีผู้ใช้ของมีคมสอดผ่านร่องไม้เพื่อปลดมันออก บานประตูถูกผลักเปิดออกอย่างเชื่องช้า สายลมเย็นเยียบของยามวิกาลพัดวูบเข้ามาพร้อมกับเงาร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่ง
มู่หรันฉีชะงักมือที่กำลังถือกล่องเงิน สัญชาตญาณระแวดระวังทำงานเต็มที่ นางเลื่อนมือขวาลงไปแตะด้ามมีดสั้นที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้ออย่างแนบเนียน
บุรุษผู้มาเยือนก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาภายในร้าน เขาจงใจสวมเสื้อคลุมสีดำสนิทเนื้อผ้าทิ้งตัวเรียบกริบ ใบหน้าครึ่งบนถูกพรางไว้ด้วยหมวกปีกกว้างประดับผ้าตาข่ายสีเข้ม ทว่าแผ่นหลังที่ตั้งตรงและกลิ่นอายคุกคามที่แผ่กระจายออกมารอบตัว กลับทำให้พื้นที่ขนาดย่อมของร้านหรันอี้ดูคับแคบลงไปถนัดตา
เขาไม่ได้เอ่ยทักทาย เพียงก้าวเดินด้วยจังหวะฝีเท้าสม่ำเสมอตรงมาที่โต๊ะเจรจา ล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อและโยนปึกตั๋วเงินปึกใหญ่วางแหมะลงตรงหน้านาง
"เหมาสินค้าทั้งหมดในร้าน" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยสั่งการราบเรียบ เป็นน้ำเสียงที่ถูกดัดให้ทุ้มลึกกว่าปกติทว่าแฝงอำนาจเด็ดขาดชนิดที่คนฟังไม่อาจปฏิเสธ
มู่หรันฉีปรายตามองตั๋วเงินใบละร้อยตำลึงจำนวนหลายสิบใบที่กองอยู่บนโต๊ะ นางไม่แสดงท่าทีตื่นตระหนกหรือโลภมากจนตัวสั่น เพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยและรักษารอยยิ้มการค้าไว้บนใบหน้า
"คุณชายท่านนี้ใจป้ำยิ่งนัก ทว่าร้านหรันอี้เพิ่งเปิดกิจการ สินค้าในร้านมีจำกัด เกรงว่าจะไม่พอกับจำนวนตั๋วเงินของท่าน หากท่านต้องการสั่งซื้อยาสมุนไพรจำนวนมาก ข้าต้องขอเวลาปรุงยาอีกสามวัน"
บุรุษลึกลับดึงกระดาษม้วนหนึ่งออกจากแขนเสื้อ วางทับลงบนกองตั๋วเงินนั้น "นี่คือสัญญาผูกขาด ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ร้านหรันอี้ต้องผลิตและส่งยาสมุนไพร รวมถึงสินค้าทุกชนิดให้ข้าแต่เพียงผู้เดียว ห้ามทำการค้ากับตระกูลอื่น หรือผู้ใดก็ตามที่เดินเข้ามาเสนอหน้าในร้านของเจ้า"
ประโยคสุดท้ายของเขาเน้นย้ำหนักหน่วง คล้ายจงใจพาดพิงถึงบุรุษบางคนที่เพิ่งก้าวออกจากร้านนี้ไปเมื่อช่วงสาย
มู่หรันฉีแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ นางคลี่ม้วนกระดาษออกอ่านกวาดสายตาเพียงครู่เดียวก็รู้ซึ้งถึงเจตนาของคนตรงหน้า "คุณชาย ท่านเอาตั๋วเงินมาฟาดหัวข้าพร้อมสัญญาทาสเช่นนี้ คิดว่าข้าเป็นสตรีหน้าโง่ที่เห็นเงินแล้วต้องรีบตะครุบกระนั้นหรือ"
"ในสัญญาระบุชัดเจนว่าให้ราคาสูงกว่าท้องตลาดถึงสองเท่า เจ้าไม่ขาดทุน" เขากล่าวตอบอย่างเย็นชา
"เงินของท่านหอมหวาน ข้ายอมรับ" มู่หรันฉีดันตั๋วเงินและสัญญาผูกขาดกลับไปตรงหน้าเขา
"แต่การผูกขาดกับลูกค้าเพียงรายเดียว เท่ากับมอบเส้นตายของกิจการให้อยู่ในมือผู้อื่น หากวันใดท่านนึกเบื่อหน่ายเบี้ยวหนี้ หรือเกิดข้อพิพาทขึ้นมา ร้านหรันอี้ที่ไร้ลูกค้าตระกูลอื่นคอยจุนเจือมิพังพินาศในข้ามคืนหรอกหรือ ข้าเป็นแม่ค้าหน้าเงิน ย่อมรับความเสี่ยงที่ประเมินได้เท่านั้น สัญญานี้ข้าไม่ขอรับ"
บุรุษชุดดำไม่สะทกสะท้านกับคำปฏิเสธ เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างถือวิสาสะ แผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่วงท่าเกียจคร้านทว่าสง่างาม ปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางของเขายกขึ้นเคาะลงบนแผ่นไม้กระดานโต๊ะเป็นจังหวะเชื่องช้า
เคาะ เคาะ เคาะ
มู่หรันฉีชะงัก ลมหายใจสะดุดไปชั่วคราว นางเพ่งมองมือที่โผล่พ้นแขนเสื้อสีดำ ฝ่ามือใหญ่ที่มีรอยด้านจากการจับอาวุธ จังหวะการเคาะโต๊ะที่บีบคั้นผู้คนให้สติแตกเช่นนี้ กลิ่นอายเยือกเย็นที่กดทับบรรยากาศเช่นนี้ ช่างคล้ายคลึงกับหลงจู๊เบื้องหลังโรงรับจำนำว่านจิน
ทว่าเมื่อพิจารณาส่วนสูง ท่าทางการนั่ง และความเอาแต่ใจที่ซ่อนอยู่ในความนิ่งสงบ ภาพของบุรุษชุดเทาในงานเลี้ยงจบการศึกษากลับซ้อนทับขึ้นมาอย่างชัดเจน นางจำปลายนิ้วสากระคายที่เฉียดผ่านผิวของนางในคืนนั้นได้ดี
มู่หรันฉีรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิง นางเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราว บุรุษก้นครัวที่กล้าพกป้ายหยกดำล้ำค่า หลงจู๊โรงรับจำนำที่ยอมซื้อสูตรยาด้วยราคาสูงลิบ และนายทุนลึกลับที่บุกมาบังคับทำสัญญาผูกขาดยามวิกาล ทุกอย่างล้วนเชื่อมโยงถึงคนเพียงคนเดียว
เขาจงใจส่งคนไปงัดประตูร้านนางเพื่อแสดงอำนาจ จงใจยื่นสัญญาผูกขาดเพื่อตัดทางสัญจรของบุรุษอื่น นี่ไม่ใช่การเจรจาการค้า แต่เป็นการต้อนนางเข้ามุม
"ในเมื่อการค้าตกลงกันไม่ได้ ข้าก็ขอเชิญคุณชายกลับไปก่อน ร้านหรันอี้ถึงเวลาต้องปิดทำการแล้ว" มู่หรันฉีตัดสินใจตัดบท นางไม่ต้องการเผชิญหน้ากับความอันตรายที่ยังประเมินไม่ได้ในยามนี้
นางหยิบกล่องไม้ใส่เงินขึ้นมาถือไว้ เตรียมจะหมุนตัวเดินขึ้นบันไดไปชั้นสองเพื่อตัดการสนทนา
ทว่าเพียงแค่ก้าวขา ฝ่ามือใหญ่ที่รวดเร็วกว่าก็พุ่งข้ามโต๊ะมาคว้าข้อมือของนางไว้แน่น
ความร้อนจากฝ่ามือของเขาทะลุผ่านเนื้อผ้าฝ้ายบางๆ เข้ามา แรงบีบนั้นไม่ถึงกับรุนแรงจนทำให้กระดูกร้าว แต่ก็แข็งแกร่งและเด็ดขาดจนนางไม่อาจสะบัดหลุด มู่หรันฉีชะงักฝีเท้า นางหันขวับกลับมาเผชิญหน้ากับเขา แววตาคมกริบฉายความไม่พอใจ
"คุณชาย โปรดสำรวมด้วย ปล่อยมือข้า" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พยายามรักษาท่าทีสงบนิ่ง
ซ่งเซียวเหยียนไม่ปล่อย ซ้ำยังออกแรงดึงข้อมือของนางเข้าหาตัวเล็กน้อย แรงดึงนั้นทำให้นางเสียหลัก โน้มตัวข้ามโต๊ะไม้ไปหาเขา กล่องไม้ในมือร่วงหล่นกระแทกพื้นจนเสียงดัง ทว่าไม่มีผู้ใดสนใจมัน
ร่างของนางถูกดึงเข้าไปใกล้จนได้กลิ่นหมึกหลอมผสมไม้จันทน์ที่คุ้นเคยลอยแตะจมูก ใบหน้าหล่อเหลาที่ซ่อนอยู่ใต้เงาหมวกขยับเข้ามาใกล้จนนางสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดอยู่ข้างแก้ม แววตาสีนิลลึกล้ำที่ทะลุผ่านผ้าตาข่ายออกมาจับจ้องใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราของนางอย่างไม่วางตา
ซ่งเซียวเหยียนมองสตรีที่พยายามดิ้นรนแต่ยังคงเก็บซ่อนความตื่นตระหนกไว้ใต้หน้ากากแม่ค้า เขาโน้มใบหน้าลงมาอีกนิด ก่อนจะเอ่ยทวงถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบที่แฝงความขบขันไว้ลึกๆ
"เช่นนั้น ป้ายหยกสีดำที่ข้ามอบให้ เจ้าเอาไปซ่อนไว้ที่ใด"
